วันพุธ, มกราคม 11, 2555

ไอ้แก้ว..เพื่อนเก่า




             พ.ศ. 2504 นับเป็นปีสุดท้ายที่เรียนหนังสือจบชั้นสูงสุดของโรงเรียนวัด คือ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4   สำหรับเด็กแล้วเพื่อนที่รักและถูกใจ  ย่อมเป็นเพื่อนเล่นที่แบ่งปันแลกเปลี่ยนของเล่นกันได้  ผู้เขียนมีเพื่อนรักคนหนึ่งชื่อ “ไอ้แก้ว” ลักษณะเด่นของไอ้แก้วคือยิ้มปากกว้าง  ดวงตามันก็ยิ้มด้วย  ไอ้แก้วชอบจับแมลงกว่าง  แมลงทับมาให้เล่น  ผู้เขียนก็มักนำขนมที่แม่ทำขายไปฝากไอ้แก้วกินเสมอ
            เมื่อเราเรียนจบ  ต่างก็จากกันไม่เคยเจอกันเลย  เดี๋ยวเดียวเวลาผ่านไป 50 ปี  ต่างก็อายุ 60 ปีแล้ว  บ่ายวันหนึ่งที่โรงพยาบาลประจำอำเภอ  ครากลับไปบ้าน เพื่อเยี่ยมแม่ที่ป่วย  เดินคุยไปกับน้องชายคนเล็ก  เสียงร้องทักว่า “บุญใช่ไหม..จำเสียงได้”  รอยยิ้มกว้างๆ ยิ้มถึงดวงตาเช่นนี้ไม่มีใครหรอกนอกจาก “ไอ้แก้ว” เพื่อนเก่าที่จากกันไปนานมากแล้ว  ต่างจับมือกันนั่งลง  ทบทวนความหลังยืดยาว ไม่น่าเชื่อ  เพื่อนรักได้ยินเพียงเสียงเห็นเพียงรอยยิ้ม  ต่างจำกันได้       ดีใจจังเลย

น้ำตก “แม่แก้”




            เทือกเขาแม่แก้  อยู่ในเขตตำบลบ้านอ้อน  อำเภองาว  จังหวัดลำปาง  ป่าแม่แก้ เป็นป่าต้นน้ำที่สำคัญ  น้ำฝนที่ถูกดูดซับไว้ในเทือกเขาแม่แก้ไหลเป็นแม่น้ำลงสู่พื้นล่างสองด้าน  ด้านหนึ่งไหลลงไปอำเภอแจ้ห่ม  อีกด้านหนึ่งไหลลงมาทางอำเภองาว มาเป็นแม่น้ำสายรองคือ น้ำแม่แก้
            บนสายน้ำนี้ปรากฏมีน้ำตกที่สวยงาม ลดหลั่นเป็นชั้น ที่คงความเป็นธรรมชาติอยู่เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์  เป็นมรดกทางธรรมชาติที่ชาวเขาใช้ ดื่มกิน  ปลูกพืชพรรณธัญญาหาร ในหมู่บ้านของชาวเขา บนไหล่เขา  ปลูกทั้งข้าวไร่   ข้าวโพด  ลิ้นจี่  ผักกาด  ฝักทอง 
            ชีวิตชาวเขาเป็นชีวิตที่สงบอยู่กับธรรมชาติ  มีบ้าง ขาดบ้าง  แต่สิ่งที่ชาวเขามีมากกว่าชาวเมือง คือ อากาศที่บริสุทธิ์และธรรมชาติที่สวยงาม ร่มรื่นเจริญตา

วิธีเลี้ยง “หมูแม้ว”




หมูแม้ว เป็นชื่อหมูที่ชาวเหนือเรียกหมูพันธุ์ที่ชาวเขาเลี้ยงไว้  หมูแม้ว ตัวสีดำ  หลังแอ่น  ท้องห้อยเกือบถึงพื้นดิน   ขนาดปานกลางน้ำหนักไม่เกิน 100 กิโลกรัม  การเลี้ยงหมูแม้ว แม้เวลาผ่านไป  วิถีชีวิตของของชาวเขาเปลี่ยนแปลงไปมากแล้วก็ตาม  แต่วิธีเลี้ยงหมูแม้วยังเหมือนเดิม คือ ใช้เชือกผูกระหว่างขาหน้ากับไหล่  นำไปผูกไว้บริเวณที่เป็นน้ำซับ  มีหญ้า  มีใบบอนให้หมูกินตามชอบ
            ถามชาวเขาว่า  “ปัจจุบันลูกหมูที่หย่านมแล้วขายตัวละเท่าไร  เขาตอบว่า ตัวละ 700 บาทถ้าเลี้ยงไว้ 3 เดือน ”     สรุปว่าวิถีชาวเขาเปลี่ยนแปลงไปตามความเจริญทางวัฒนธรรมแต่วิถีของหมูแม้วเหมือนเดิม

คำทำนายของไม้ซาง





            ไม้ซาง  เป็นไม้ไผ่ชนิดหนึ่ง เคยมีมากในภาคเหนือตอนบน ลักษณะของไม้ซาง คือ ปล้องยาว  เนื้อบาง  คนภาคเหนือจึงนิยมนำมาสับ เป็นฟากเพื่อปูพื้นบ้าน แปะเป็นฝา  หรือแม้แต่นำมาผ่า เลาะข้อออก  เพื่อนำมามุงเป็นหลังคาบ้านในลักษณะคว่ำหงายสลับกัน ทำได้ทั้งรั้วบ้าน  สะพานขัดแตะข้ามแม่น้ำ
            คนเหนือเคยรู้ถึงคุณค่าของไม้ซาง  ยากจะบรรยายได้หมด  ปัจจุบันคนเหนือลืมคุณค่าของไม้ซางไปแล้ว  ทั้งตัด ทั้งเผาทำลาย  เป็นพื้นที่กว้าง  เผาไม้ซางเพื่อเปลี่ยนป่าไผ่เป็นสวนยางพารา  ไม้ซางจำต้องจากไป   พร้อมทิ้งคำทำนายไว้บนแผ่นดินว่า  “วันใดฝนตกแสนห่า  สูเจ้าจงฝังร่างไว้ใต้ดินโคลนเถอะ  เจ้าทิ้งเราก่อน  เราไม่สามรถช่วยพวกเจ้าได้อีกต่อไป”

ชื่อว่า “ สะพานสามัคคี” สร้างปีละครั้ง



            แม่น้ำงาว เป็นแม่น้ำสายเล็กที่ไหลผ่านตัวอำเภองาว ฝั่งซ้ายเป็นตำบลหลวงเหนือ  ฝั่งขวาเป็นตำบลหลวงใต้  จำความได้ทุกเช้าก่อนสว่างเห็นแม่ค้าและลูกค้า  เดินผ่านหน้าบ้านข้ามแม่น้ำงาว  ทางสะพานไม้ขัดแตะเพื่อไปตลาดเช้า  ซึ่งอยู่ฝั่งตำบลหลวงเหนือ
            สะพานไม้ไผ่ขัดแตะที่ข้ามแม่น้ำงาว เป็นสะพานที่เกิดจากความสามัคคี  ของผู้คนทั้งตำบลหลวงใต้  ที่ลงแขกช่วยกันสร้าง  วัสดุที่ใช้ ได้แก่ เสาไม้สด ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 5-6 นิ้ว  ตัดจากป่าชายทุ่งเพื่อตอกเป็นแนวข้ามแม่น้ำ  ใช้ไม้ซางพาดเป็นแนวยาวและผ่าเป็นซี่  ชาวเหนือเรียกไม้ “สลาบ” เพื่อขัดแตะรองพื้นสะพาน  สะพานสามัคคีก็สร้างเสร็จ
            สะพานสามัคคี  เป็นสะพานที่เกิดจากการลงแรง ลงแขก  สร้างทุกปีหลังน้ำลด  ใช้ไปได้ถึงฤดูน้ำหลากปีต่อไป   สะพานก็หมดอายุและถูกพัดพาไปพร้อมสายน้ำ  ผู้เขียนรักและผูกพันกับสะพานสามัคคีเสมอมา    อยากให้วัฒนธรรมเช่นนี้อยู่คู่กับผู้คนในถิ่นตลอดไป

วันพุธ, มกราคม 04, 2555

วันแห่งความทรงจำ



จริงๆ แล้ว เรื่องราวที่เกิดขึ้นในชีวิตของทุกคนล้วนแล้วแต่น่าจดจำ  เพราะทุกเรื่องต่างก็เป็นประสบการณ์ทั้งเรื่องที่ดีและไม่ดี   เรื่องไหนไม่ดีก็ไม่ควรให้เกิดขึ้นได้อีก  ส่วนเรื่องที่ดีก็ควรทำ  เพราะวัตถุประสงค์ของการเกิดมาเป็นมนุษย์ ก็เพื่อสร้างความดีอยู่แล้ว


            วันสำคัญวันหนึ่ง  ที่น่าจดจำของชีวิตคือวันที่มีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์  ทำไมน่าจดจำอาจมีคำสรุปที่น่าสนใจ ดังนี้  หนึ่ง เป็นวันที่เริ่มต้นชีวิตใหม่ก้าวสู่วัยชราอย่างแท้จริง  สอง เป็นวันที่ต้องขอบคุณตัวเองที่พาชีวิตมาถึงวันนี้ได้  และใครก็ตามหากได้รับโอกาสเช่นผู้เขียน ที่มีโอกาสเข้าเฝ้ารับเสด็จสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อย่างใกล้ชิด ในวันที่มีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์  นับว่าเป็นสิริมงคลต่อชีวิตอย่างยิ่ง  วันนี้จึงเป็น “วันแห่งความทรงจำ”ของชีวิต  บันทึก  การรับเสด็จสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จเปิดห้องสมุดประชาชนเฉลิมราชกุมารี และพิพิธภัณฑ์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช อำเภอเมือง จังหวัดตาก เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม  2554   ระหว่างเวลา 12.07 น. ถึง 12.45 น.

ครั้งหนึ่งที่วิทยาลัยในวัง



วิทยาลัยในวัง มีชื่อเต็มว่า ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนกาญจนาภิเษก (วิทยาลัยในวัง)เป็นสถานศึกษาขึ้นตรง สำนักงาน กศน. ในคราเกิดมหาอุทกภัย (ตุลาคม-ธันวาคม 2554) วิทยาลัยในวังซึ่งมีที่ตั้งอยู่ที่อำเภอพุทธมณฑล  จังหวัดนครปฐม  ถูกน้ำท่วมขังนับเดือน  เมื่อน้ำลด  สำนักงาน กศน. มีโครงการฟื้นฟู เยียวยา ซ่อมสร้าง ล้างให้ ตามนโยบายกระทรวงศึกษาธิการได้มอบหมายภารกิจกู้วิทยาลัยในวัง ให้กับกลุ่มศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาทั้ง 15 แห่งโดยปฏิบัติระหว่างวันที่ 6 ถึง 25 ธันวาคม 2554 ผู้บริหารกลุ่มศูนย์วิทย์ฯ ทุกแห่งต่างวนเวียนกันมาดูแลน้องคณะช่างทั้ง ช่างสี ช่างไฟฟ้า ช่างประปา ช่างไม้ ช่างสารพัด  ล้วนแล้วแต่มีฝีมือเยี่ยมในการทำงานทุกคน
            ผู้เขียนมีโอกาสมาให้กำลังใจช่าง ระหว่างวันที่ 18-23 ธันวาคม ได้เห็นความสามารถ  ความมีน้ำใจ  ความตั้งใจของช่างทุกคน ขอชื่นชมไว้ในดวงใจ  จากนโยบาย จากจิตสำนึกของทีมงาน  จากความร่วมมือความสามัคคี  บัดนี้วิทยาลัยในวังถูกกู้กลับสภาพและดีกว่าเดิมอย่างอัศจรรย์

วันพฤหัสบดี, ธันวาคม 15, 2554

เห็นเหมือนกัน คิดไม่เหมือนกัน




เดือนธันวาคม ปีนี้ (2554) อากาศค่อนข้างหนาว  ที่อุทยานแห่งชาติปางสีดาก็เช่นกัน  ยิ่งเป็นช่วงบ่ายอากาศหนาวป่าสงบใบไม้ไม่ไหวติงเลย  รถคณะเราสองคันขับช้าๆ ขึ้นไปบนจุดชมวิวของอุทยานแห่งชาติปางสีดาระยะทางประมาณ 20 กิโลเมตร  สัตว์ที่พบเห็นระหว่างทางเริ่มจาก ไก่ป่าเพศผู้เป็นชนิดพันธุ์ตุ้มหูขาว  นกกะปูด  นกเขาเขียว  นกแซงแซวสีเทา  กะเล็น (กระแตตัวเล็ก) ในหนัง “แอนนิเมชั่น” เรียกตัว “ชิบมั้ง” วิ่งผ่านถนนน่ารักมาก  ทุกคนที่อยู่ในรถคันแรก ต่างพูดคุยถึงสัตว์ป่าอย่างสนุกสนาน  ทั้งจริงบ้างพูดเล่นบ้าง  ช่วงหนึ่งไก่ป่าเพศผู้วิ่งผ่านหน้ารถกระชั้นชิด  ผู้เขียนเบรกรถ ไก่ป่าวิ่งกึ่งบินผ่านไปได้  จึงอุทานว่า “ดีนะที่เบรกทันเลยรอดไปได้”  คณะศึกษาธรรมชาติอยู่ในช่วงอารมณ์สนุก  อุทานบ้าง “ พี่ไม่น่าเบรกนะ  ไม่งั้นเราคงได้กินไก่ป่าเป็นอาหารมื้อเย็นแล้ว ”   เอาแล้วไงกัน เหตุการณ์เดียวกัน  เห็นเหมือนกัน คิดไม่เหมือนกันเสียได้  พวกเองนี่...เสียงหัวเราะดังขึ้นทั้งรถ
            เมื่อขึ้นไปถึงจุดชมวิว รถคันที่สองตามมา  หน้าตาตื่น  พูดเสียงเครือ  เจองูจงอางอยู่ข้างทาง ห่างรถแค่สองเมตรตัวดำมะเมื่อม  ขนาดแขนได้  ยาวต้อง 2 เมตรกว่า น่ากลัวมากๆ (ดูจากรูปนะบันทึกภาพโดยภัทรกิจ ไชยถา)  โชคดีที่รถคันแรกไม่เจอจงอาง นึกแล้วเสียว  

วันพุธ, ธันวาคม 07, 2554

เส้นทางแสนยาวไกล เริ่มที่ชายแดนจบที่ชายแดน





            วันที่ตัดสินใจ เป็นข้าราชการรับใช้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ในวันนั้น (1 กันยายน 2519)  เป็นการเริ่มต้นด้วย อุดมการณ์  เป้าหมาย ที่ชัดเจนว่า จะเป็นครูด้วยจิตวิญญาณ  ด้วยความรัก ให้กับศิษย์ที่ยากลำบาก  ห่างไกล  ขาดแคลนปัจจัยสี่  ที่เด็กไทยพึงมีพึงได้ ชีวิตข้าราชการจึงเริ่มที่อำเภอกาบเชิง  จังหวัดสุรินทร์  จังหวัดชายแดน อาณาเขตติดกับประเทศกัมพูชา  นับแต่นั้นมา  ชีวิตมีทั้งทุกข์  ทั้งสุข  ทั้งผิดหวัง  ทั้งสมหวัง  คละเคล้าเป็นชีวิตที่ปุถุชนพึงพบ  เวลาผ่านจาก วันเป็นเดือน เป็นปี  และหลายปี จากกันยายน 2519 ถึงกันยายน 2555 นับเวลาได้ 36 ปี   แล้ววันนั้นก็มาถึง วันหมดเวลาวันพระอาทิตย์ตกดิน  ที่จังหวัดสระแก้ว   จังหวัดชายแดนประเทศกัมพูชาเหมือนเริ่มต้น  ข้าฯได้รับใช้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ที่ข้าฯรักยิ่งด้วยความสง่างามแล้ว

วันศุกร์, ธันวาคม 02, 2554

โศกนาฏกรรม หลังน้ำลด





            อุทกภัยครั้งยิ่งใหญ่  น้ำท่วมขังมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์อยู่เป็นเดือน  หลังน้ำลดบริเวณหน้าอาคารคณะศึกษาศาสตร์ ของมหาวิทยาลัย วันนั้น ( 1 ธันวาคม ) เป็นวันจัดกิจกรรมที่เรียกว่า Big Cleaning Day มีการนัดหมายมารวมกันทำความสะอาดครั้งใหญ่  เพื่อเก็บกวาดขยะและซากต้นไม้ที่ถูกน้ำท่วมตาย  ขณะที่เก็บกวาดบริเวณลานทราย  ซึ่งเป็นที่ก่อสร้างอาคารที่เพิ่งเริ่มก่อสร้าง  พบว่าลานทรายเป็นหลุมคล้ายหลุมอุกกาบาต  สังเกตเกือบทุกหลุมมีซากปลาตัวเล็กตายรวมกัน  ทุกชีวิตคงดิ้นรนจนสุดความสามารถแล้ว  สุดท้ายมันคือโศกนาฏกรรมปลาตายหมู่หลังน้ำลด
สงสัยว่า หลุมทรายมากมายเกิดจากอะไรกันแน่  ขณะที่ถ่ายรูปและยืนวิเคราะห์อยู่นั้น  ได้ยินเสียงสมาชิกทำความสะอาดท่านหนึ่ง พูดขึ้นมาว่า “ หลุมทั้งหมดเกิดจากปลามีเกล็ดเช่นปลานิล  ปลาไน  ใช้หางและครีบโบกพื้นทรายให้เป็นหลุมเพื่อแสดงอาณาเขตของตน  เมื่อน้ำลดหลุมจึงเป็นที่อยู่ของปลาตัวเล็กที่ไม่สามารถออกไปหาแหล่งน้ำอื่นได้  เป็นเหตุให้เกิดโศกนาฏกรรมตายหมู่หลังน้ำลดนั้นแหละ”   น่าสงสารจังเลย

วันพุธ, พฤศจิกายน 30, 2554

ต่อหัวเสือกับควาย





ทุกๆ ปี แขกผู้มาเยือนสวนประดู่ป่า นอกจากนกอพยพขาประจำ  เช่น นกแซงแซวสีเทา  นกจับแมลงคอแดง  นกอีเสือ  นกเป็ดน้ำ  ยังมีตัวต่อ เป็นต่อหัวเสือ มาทำรังเลี้ยงลูกอยู่ที่สวนประดู่ป่า  ที่จำได้มาแล้วถึง 3 ครั้ง  ทุกครั้งอยู่เกือบปีแล้วก็จากไป  ส่วนใหญ่จากไปราวเดือนตุลาคม   เมื่อต่อหัวเสือมาทำรังทุกคนต่างกังวลถึงความปลอดภัย  และกลัวอันตรายจากเหล็กในของต่อหัวเสือ  ซึ่งอาจหมายถึงชีวิตได้เมื่อถูกต่อย 3-4 ตัว   จึงคอยระวัง ห้ามปรามเด็ก อย่ามาใกล้และอย่ารังแกรังต่อหัวเสือโดยเด็ดขาด
            ต่อหัวเสือเป็นสัตว์ที่รักความสงบ  ที่มาทำรังอยู่ด้วยถึง 3 ครั้งไม่เคยต่อยใครเลย  แม้ทำรังอยู่บนต้นไม้ใกล้บ้าน  เขาอาจหวังให้มนุษย์คุ้มครองรังที่พวกเขาเลี้ยงลูก  เวลาหากิน ต่อหัวเสือบินไปหากินไกลๆ  เพื่อหาหนอน แมลงมาเก็บไว้ในแคปซูลให้ตัวอ่อน
            เมื่อเดือนตุลาคมปีนี้  ต่อหัวเสือที่ทำรังได้บินจากไป  ตัวต่อบางส่วนยังเหลืออยู่ในรัง  พอฝนตก รังต่อหัวเสือตกลงมาที่พื้นดิน  มีตัวต่ออยู่ในรังสิบยี่สิบตัว  อยู่อีก 1-2 วัน  ทุกตัวก็บินจากไป  ซากรังดูเป็นดินที่น่าจะเป็นปุ๋ยให้ต้นไม้ได้ดี  ด้วยความอยากรู้จึงนำรังต่อหัวเสือมาใส่ใต้ต้นรำแพนไม้น้ำที่ปลูกไว้ในกระถาง  เมื่อรังต่อแช่น้ำ สิ่งที่ปรากฏคือน้ำในอ่างกลายเป็นน้ำขี้ควาย  กลิ่นคละคลุ้งอยู่ต่อมาอีก 1 สัปดาห์ ต้นรำแพนก็มีอันต้องจากไปเสียแล้ว
            จากสิ่งที่พบโดยไม่ตั้งใจ  กลับเป็นสิ่งที่บอกให้รู้ว่า  ทำไมต่อหัวเสือจึงมาทำรังอยู่บริเวณสวนประดู่ป่า  เพราะที่ใกล้ๆ นี้ชาวบ้านเลี้ยงควายไว้ประมาณ 20-30 ตัว  และตากขี้ควาย  ขายเป็นปุ๋ยอินทรีย์  ตัวต่อหัวเสืออาศัยขี้ควายมาเป็นส่วนผสมในการทำรังนั้นเอง  ในทางกลับกัน  ถ้าไม่มีขี้ควายต่อหัวเสือก็ไม่ไปทำรังอยู่ด้วย  ใช่หรือไม่   ช่วยกันหาคำตอบดูนะแล้วจะรู้ว่าธรรมชาติล้วนพึ่งพาซึ่งกันและกัน

วันพฤหัสบดี, พฤศจิกายน 24, 2554

เรามาจากไหน มนุษย์มาจากไหน



ในทางวิทยาศาสตร์  เพื่อหาคำตอบว่ามนุษย์มาจากไหน  นักฟิสิกส์พยายามศึกษาค้นคว้า  ยอมลงทุนอย่างมากมายมหาศาล  เพื่อยิงอะตอม (Atom) ให้แตกเล็กลงไป  โดยการเร่งความเร็วให้เร็วกว่าแสง  เพื่อดูว่าหลังจากอะตอมแตกแล้วยังมีอะไรอีก(เกิดคำใหม่ คือ ปฏิสสาร และสสารมืด เพิ่มขึ้น) ซึ่งจะหาคำตอบว่าชีวิตมาจากไหน  ช่างเถอะความอยากรู้ย่อมเป็นสิ่งที่ดีอยู่แล้ว  ขอเพียงแต่ใช้ความรู้ที่ได้รับเพื่อสันติสุขของโลกเท่านั้นพอ
            ในทางพระพุทธศาสนา  กล่าวว่า  มนุษย์เกิดจากการ รวมหมู่  รวมส่วน ที่ เรียกว่า    “ ขันธ์” มี 5 อย่าง ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ และได้อธิบายต่อไว้ว่า รูป ได้แก่ส่วนที่ผสมด้วยธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ  เป็นเนื้อ หนัง กระดูก โลหิตของเรา  ส่วน เวทนา เป็นระบบรับ รู้สึก  ที่มากระทบกับ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ซึ่งก็คือ อายตนะภายนอก ภายในนั้นเอง  ส่วนสัญญา เป็นเสมือนหน่วยความจำที่เก็บการรับและรู้สึกไว้ เพื่อส่งให้ สังขาร  ที่ทำหน้าที่วิเคราะห์  สังเคราะห์  สิ่งที่รับและรู้สึก  สำหรับป้อนให้ส่วนสุดท้าย คือ วิญญาณ รับและรู้สึกสิ่งนั้นไว้  อาจกล่าวได้ว่ามนุษย์เกิดจากรูปธรรมและนามธรรม  นี่แหละที่มาของมนุษย์ในทางพระพุทธศาสนา
อ้างอิง  เรียบเรียงจากหนังสือ คำวัด เขียนโดย พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี  สุรเตโช ป.ธ.9 ราชบัณฑิต)

วันอังคาร, พฤศจิกายน 22, 2554

“แพทย์แผนไทย” การรักษาแบบบูรณาการ





ที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จังหวัดปราจีนบุรี  เป็นโรงพยาบาลของรัฐที่รักษาผู้ป่วยสองทางเลือก  ทางแรก คือการรักษาแผนปัจจุบัน  รักษาด้วยวิธีการสมัยใหม่ตามแบบสากลทั่วไป  ทางที่สองเป็นการรักษาแบบแผนไทย โดยใช้ตำหรับยา “ หมอหลวง ” ในอดีต  รวมทั้งการบำบัดโดยการ นวดคลายเส้นเอ็น
            เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา  พาแม่ผู้สูงอายุ (88 ปี)  มาพบแพทย์ทางเลือก แพทย์แผนไทยได้ซักถาม สัมภาษณ์  พูดคุย  แพทย์หลายคนช่วยกัน ซักถาม  จดอาการ  ตรวจร่างกาย  ดูผื่นคัน  ดูผิวหนัง  จากนั้นก็เปิดคู่มือสั่งยาสมุนไพร  เห็นผู้ปรุงยา ชั่งน้ำหนักสมุนไพรแต่ละชนิดนับ 10 ขนาน ใส่ในผ้าขาวบาง  ถามไปว่า “ ทำไมหลายชนิดจังเลย ”  ผู้ปรุงยาบอกว่า “ มีทั้งยาหลัก  ยารอง และยาเสริมจึงมีหลายชนิด ”
            เมื่อชั่งครบแล้วก็ผูกผ้าขาวบาง  และสั่งว่าไม่ให้แกะผ้าห่อยา นำไปต้มโดยให้น้ำท่วมห่อยา  ต้มให้เดือด เมื่อเดือดแล้วให้จับเวลาต่อไปอีก 15 นาทีจึงยกลง ให้ดื่มครั้งละแก้วกาแฟ ก่อนอาหาร เช้า เที่ยง เย็น   ทุกวันเติมน้ำให้ท่วมยาแล้วต้มตามขั้นตอนเดิม  กินยาไปให้ครบสองสัปดาห์
            สรุปผลการรักษา เมื่อเวลาผ่านไป  1 สัปดาห์ แม่นอนหลับสบาย  อาการคันก็ดีขึ้น จิตใจแจ่มใส คลายกังวลจากปัญหาน้ำท่วม  แพทย์แผนไทยดีเหมือนกัน  รักษาแบบบูรณาการ  ทุกอาการรักษาจากยาเพียงหม้อเดียวได้

วันจันทร์, พฤศจิกายน 21, 2554

จังหวัดเคลื่อนที่อำเภอตาพระยา




            เดือนนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว จัดจังหวัดเคลื่อนที่ไปตำบลทัพไทย อำเภอตาพระยา ลงช่วยเหลือประชาชน  ช่วงบรรยายสรุปของนายอำเภอตาพระยา  สรุปสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศของอำเภอตาพระยาว่า  “ พื้นที่ในอำเภอตาพระยาเป็นเขตเงาฝนของเทือกเขาบรรทัดที่กั้นระหว่างประเทศกัมพูชาและประเทศไทย  เทือกเขาบรรทัดฝั่งกัมพูชาลาดเอียงลงไป  ส่วนฝั่งอำเภอตาพระยาค่อนข้างชัน  ฤดูมรสุมฝนจึงตกในกัมพูชาไม่ค่อยผ่านเข้ามาในไทยได้  ผืนดินเกือบทั้งหมดเป็นดินละลุ ที่มีกรวดทรายปนดินเหนียวที่จับตัวกันไม่แน่น  เมื่อฝนตกจึงเกิดการกัดเซาะเก็บน้ำไม่อยู่  ในประวัติศาสตร์เป็นแหล่งหินตัด ที่ขอมนำไปสร้างปราสาท เช่น ปราสาทสด๊กก๊อกธม  ปีนี้ชาวนาของอำเภอตาพระยาประสบปัญหา  แรงงานกัมพูชาที่เคยมารับจ้างเกี่ยวข้าวยังไม่มา  เพราะยังเกี่ยวข้าวของเขาไม่แล้วเสร็จ  ข้าวของอำเภอตาพระยาสุกแล้วรถเกี่ยวก็ไม่พอ  ผลิตผลอาจเสียหายได้ ”  มีผู้นำในอำเภอตาพระยาท่านหนึ่ง  ให้ข้อมูลว่า “แรงงานกัมพูชาปัจจุบันเป็นประชาชนเลือดผสมระหว่างเขมรกับญวน  ผิวพรรณจึงออกขาวบ้าง  คล้ายคนไทยที่ผสมกับชาวจีนนั่นแหละ ”   ฟังดูแล้วอีก 3-4 ปี เขตนี้จะเป็นชุมชนอาเซียนแล้ว  ก็เหมาะดีนะ  เพราะประชาชนเป็นเลือดผสมไปหมดแล้ว

หินหล่น ฝนกัดเซาะ



            ปีนี้นับเป็นปีมหาอุทกภัยของไทย  ภัยจากน้ำหลากที่พรากชีวิตผู้คนไปกว่า 500 ชีวิต  แม้ว่าอุทกภัยไม่ได้สร้างความรุนแรง  แต่ก็บีบครั้นจิตใจผู้คน ด้วยน้ำท่วมนานนับแรมเดือนความกดดันที่กระทบต่อจิตใจมีมากมายนัก  ไหนจะเสียทรัพย์  ไหนจะว่างงาน ขาดรายได้  เจ็บไข้ได้ป่วย  ความกังวลห่วงใยบุคคลในครอบครัว  บางคนเกิดอาการซึมเศร้าไปก็มาก


            หลายชาติต่างมองประเทศไทยและสรุปเป็นบทเรียนว่า “เหตุอุทกภัยที่เกิดขึ้นกับประเทศไทย  เป็นผลมาจากภาวะโลกร้อน  ประเทศไทยจึงเป็นบทเรียนโลกร้อน ที่พึงตระหนัก ”  ที่อุทยานแห่งชาติปางสีดา ก็ได้รับผลกระทบจากเหตุเดียวกัน ทั้งหินหล่น ฝนกัดเซาะ

วันพุธ, พฤศจิกายน 16, 2554

ความพยายามคืน “เป็ดก่า” สู่ธรรมชาติ






ช่วงต้นเดือนกรกฎาคม 2554 ที่อุทยานแห่งชาติปางสีดาจัดงานเทศกาลผีเสื้อ  มีเจ้าหน้าที่จากสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าช่องกล่ำบน  อำเภอวัฒนานคร  จังหวัดสระแก้ว  ได้นำเป็ดก่าที่ทดลองเพาะเลี้ยงไว้ที่สถานี จำนวน 10 คู่  เป็นเป็ดก่าวัยเจริญพันธุ์  มาปล่อยบริเวณแหล่งน้ำ  ซึ่งเป็นห้วยธรรมชาติในอุทยานแห่งชาติปางสีดา  เพื่อศึกษาดูว่าเป็ดก่าจะมีชีวิตอยู่ได้ตามธรรมชาติหรือไม่  เวลาผ่านไป 3-4 เดือนเจ้าหน้าที่สถานีกลับมานำเป็ดก่าเพศผู้กลับไป 1 ตัว จึงเหลือเป็ดก่า จำนวน 19 ตัว
            นับถึงเดือนพฤศจิกายน เป็นเวลากว่า 5 เดือนที่เป็ดก่าอยู่ในธรรมชาติ  จากการพูดคุยกับเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติปางสีดา ว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับเป็ดก่าบ้าง   ณ วันนี้ เหลือเป็ดก่าเพศเมียเพียงหนึ่งตัวเท่านั้น  เจ้าหน้าที่บอกว่า “ เมื่อเป็ดก่าเพศผู้เพศเมียจับคู่กันได้  ก็พากันบินจากไปทีละคู่  บินไปไหนก็ไม่รู้  เหลือตัวเมียที่ไม่มีคู่อยู่เพียงตัวเดียว  ที่อาจารย์มองเห็น  มันเดินมาให้อาจารย์ถ่ายรูปนั่นแหละครับ ”
            พวกเรานักอนุรักษ์ทุกคนต่างหวังว่า เป็ดก่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์ทั้ง 9 คู่ที่บินจากไป  จะมีชีวิตใหม่ที่ขยายพันธุ์ มีลูกหลานเกิดขึ้นมากมายในธรรมชาติ ตามเจตนารมณ์ในสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ที่มีพระราชดำริก่อตั้งสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าช่องกล่ำบน

วันอังคาร, พฤศจิกายน 15, 2554

“เข่ง” ใส่ปลาทู








            ปลาทู เป็นปลาทะเลที่เป็นอาหารคนไทยมาช้านาน นานจนอาจกล่าวได้ว่าคนไทยทุกคนต้องเคยกินปลาทู เช่น ปลาทูทอด  ปลาทูนึ่ง  ต้มปลาทูสายบัว  น้ำพริกปลาทู หรือปลาทูรูปแบบอื่น  และคนไทยก็รู้ว่าปลาทูเป็นปลาทะเล  ซึ่งย่อมมีธาตุไอโอดีนที่ป้องกันโรคคอพอกอยู่ในปลาทูด้วยเช่นกัน  แต่คนไทยส่วนใหญ่  ไม่รู้ว่าเข่งที่ใส่ปลาทูทำที่ไหน  ทำอย่างไร  ทำมาจากอะไร  ราคาต้นทุนเท่าใด
            วันนี้ผู้เขียน  มีโอกาสพูดคุยกับกลุ่มแม่บ้าน  ที่คุ้มเนินไทร  ตำบลบ้านแก้ง  อำเภอเมือง จังหวัดสระแก้ว คือ คุณจิรภา  เกตศิริ  คุณสุพัตตรา  บุตรสุริย์  และคุณกรรณิการ์ สิมมา  พูดคุยกันไปสานเข่งปลาทูไปด้วย  จับความได้ดังนี้ 
            -      เข่งปลาทูสานด้วยไม้ไผ่สีสุก  ขอบเข่งสานด้วยไม้ไผ่ตง  ขนาดเข่งมีเส้นผ่านศูนย์กลาง  4 นิ้วครึ่ง , 5 นิ้ว , 6 นิ้ว  ราคาขายเข่งละ หนึ่งบาท  หนึ่งบาทสิบสตางค์  และหนึ่งบาทยี่สิบสตางค์ ตามลำดับ
-           อุปกรณ์ที่ใช้มีเพียง มีด , เลื่อย , กบไสไม้ไผ่ ที่ทำขึ้นมาโดยเฉพาะ 
-          วัสดุ ได้แก่ ไม้ไผ่สีสุก ที่ใช้กบไสเป็นซี่เพื่อสานเป็นตะแกลง  และไม้ไผ่ตงที่จักเป็นชิ้นบางๆ เพื่อม้วนกลม  เป็นขอบเข่ง ราคาไม้ไผ่ตง ขนาดใหญ่มี 5 ข้อ ท่อนละ 180 บาท  ซื้อจากจันทบุรีและนครนายก  ราคาไม้ไผ่สีสุก ขนาดทั่วไปซึ่งมีอยู่ในท้องถิ่น ลำละ 30-40 บาท
-          ความสามารถในการสานเข่ง  แตกต่างกัน คนในหมู่บ้านสานเข่งกันมา 20-30 ปีแล้วบางคนสานได้วันละ 300  เข่ง  บางคน 200  เข่ง  อย่างน้อย  100 เข่งทุกคนสานได้
สรุปว่าทำงานอยู่กับบ้าน  แม้ได้เงินไม่มาก  แต่ก็สุขใจที่อยู่ใกล้ครอบครัว

วันจันทร์, พฤศจิกายน 14, 2554

บริบาลผู้พักพิงประสบภัยน้ำท่วม



ประดู่ป่าแคมป์  เป็นสถานที่ ที่ถูกปวารณาให้เป็น “อู่ทะเลบุญ” ใครมาอยู่ มาพัก มาเรียนรู้ จึงมีความสุข  อบอุ่น ปลอดกังวล  หลายเดือนผ่านมาประดู่ป่าแคมป์ เป็นที่บำบัดเด็กพิเศษ กล้ามเนื้ออ่อนแรง  โดยใช้ม้าพันธุ์พื้นบ้านของไทยชื่อ เจ้าตาหวานและขุนพันบำบัด ที่เรียกว่า “อาชาบำบัด” เด็กๆ ก็มีพัฒนาการดีขึ้น  ลูกหวาย (ลูกสาว) มีความมุ่งมั่นทำโดยไม่หวังผลตอบแทน  เพียงเพราะรักเด็ก และอยากรู้ว่า เป็นไปได้ไหม ที่จะทำกิจกรรมแบบนี้
            เดือนตุลาคม-พฤศจิกายน สองพันห้าร้อยห้าสิบสี่  มีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่อพยพจากอุทกภัยมาจากปทุมธานี และ กทม.มาอาศัยที่ประดู่ป่าแคมป์  มีทั้งญาติ ทั้งคนรู้จัก  ไม่รู้จัก  ทั้งสภาพปกติและพิการ รวมถึงสุนัขเลี้ยงด้วย  แน่นอนรูปแบบการดูแลยิ่งหลากหลาย ที่เป็นญาติจัดให้ทั้งบริบาลร่างกาย  มีทั้งพัฒนาจิตใจ  พาไปพักผ่อนหย่อนใจควบคู่กัน

            โดนเฉพาะแม่ที่ชรามากแล้ว  “ปาลิโอเขาใหญ่”   เป็นสถานที่หนึ่ง ที่พาแม่ไปเที่ยวพักผ่อนให้ท่านสดชื่น โดยมีหลานคอยดูแลอย่างใกล้ชิด