รถ Coach พาคณะเราเดินทางจากนคร Ottawa เมืองหลวงของ Canada ผ่านอาคารบ้านเรือนที่แสน
Classic เมื่อพ้นนคร Ottawa ก็เป็นป่าธรรมชาติมีหมอกปกคลุมไปทั่ว มองผ่านไปเห็นเสาไฟฟ้าทำด้วยไม้สน สูงเสียดเข้าไปในหมอกตลอดเส้นทาง
เมื่อพ้นสายหมอกสองข้างทาง
ใบไม้กำลังเปลี่ยนสีจึงเห็นทั้งสีเขียว
สีเหลือง สีแดงปะปนกัน มัคคุเทศก์บอกเราว่าที่แคนาดา เวลานี้ย่างเข้าสู่ฤดูใบไม้ล่วงแล้ว รถ Coach ยังคงพาเราเดินทางไปตามถนนที่คดโค้ง สูงต่ำตามลีลาของธรรมชาติมุ่งสู่เมือง Kingston เมืองที่มีท่าเรือ มีโรงเรียนนายเรือ และอยู่ริมแม่น้ำชื่อ เซนท์ลอเรนท์
เป็นแม่น้ำที่กว้างใหญ่คล้ายทะเลเลย
ความกว้างของแม่น้ำบางช่วงอาจมากกว่า 2 กิโลเมตร โดยมีรัฐนิวยอร์ค
ของประเทศสหรัฐอเมริกาอยู่ฝั่งตรงข้าม
วันพุธ, กันยายน 28, 2554
จาก Kingston สู่มหานคร Toronto
กว่า
3 ชั่วโมง ที่คณะนั่งรถ Coach จากเมือง Kingston รถวิ่งผ่านภูเขาหินปูน
สองข้างทางที่ถนนเจาะผ่านเป็นขอบภูเขาหินปูนสูงประมาณ 2-3 เมตร ถึงสิบกว่าเมตร เกือบมืดฝนตกลงมาโปรยปราย รถเคลื่อนที่เป็นทางยาว มองเห็นไฟรถเป็นสาย ที่จริงแล้วรถยนต์ที่ Canada
วิ่งเปิดไฟทั้งกลางวันกลางคืนอยู่แล้ว
การเรียนรู้ดูงานที่ Canada Science and Technology Museum
สถานที่แห่งแรก ที่คณะผู้บริหารกลุ่มศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาเข้าดูงาน
คือ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแคนาดา
ในสภาพที่ร่างกายทุกคนอยู่ในช่วงการปรับตัว จากเวลาที่เคยเป็นกลางคืนกลับเป็นกลางวัน ทั้งระบบขับถ่ายที่ปั่นป่วน ตื่นในเวลาที่ควรนอน ง่วงนอนในเวลาที่จะต้องศึกษาดูงาน นับเป็นเหตุการณ์ที่น่าจดจำในชีวิต
สิ่งที่ได้เรียนรู้ ณ ที่แห่งนี้ ด้วยเป็นพิพิธภัณฑ์ระดับชาติ เรื่อง สถานที่ ความสะอาด การวางผังภูมิทัศน์
(Landscape) การตกแต่ง สมบูรณ์ไปหมด การบริหารจัดการ มีการทำงานวิจัยในพื้นที่อย่างกว้างขวาง
มีทีมงานวิจัยกว่า 70 คน มีหน่วยนิทรรศการเคลื่อนที่ ได้ใช้กระบวนการมีส่วนร่วม ในการกำหนดการจัดพิพิธภัณฑ์ในลักษณะ
Focus Group สิ่งที่เขาค้นพบคือ “วิธีการจัดการความรู้มีความสำคัญกว่าหัวข้อ
(Topic) ในการจัดทำพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี”
คำสำคัญ ของ Canada Science and Technology Museum
ดังนี้
- กระบวนการจัดการความรู้
-
การวิจัยอย่างกว้างขวาง
-
ใช้วิทยากรประจำฐานการเรียนรู้
-
ผู้ปกครอง/ครู นำผู้เรียนรู้ เคลื่อนไปตามฐานเรียนรู้
-
อาคารนิทรรศการโล่ง เพดานให้สีดำทั้งหมด
-
มีจุดแสดงทางวิทยาศาสตร์
(Science Show)
-
มีอาสาสมัคร
2
ประเภท คือ ผู้ฝึกงาน และผู้รู้มีประสบการณ์
ความประทับใจของคณะดูงานที่ Canadian Museum of Nature
ลักษณะเด่นของความเป็นแคนาดา คือการผสมผสานของคนจาก 2 ชาติใหญ่ๆ
คือ อังกฤษและฝรั่งเศส จึงเห็นทุกสถานที่ของแคนาดาใช้
2 ภาษาคู่กันตลอด คือ ภาษาอังกฤษคู่กับภาษาฝรั่งเศส ไม่ว่าจะเป็นป้ายบอกถนน ป้ายอาคารสถานที่ และที่ต่างจากประเทศไทยคือ
รถยนต์ทุกคันพวงมาลัยซ้าย วิ่งชิดขวา ตามแบบประเทศฝรั่งเศสและประเทศลาว
(ฝรั่งเศสเคยปกครอง)
พิพิธภัณฑ์ทางธรรมชาติวิทยาของแคนาดา
นับเป็นพิพิธภัณฑ์ทางธรรมชาติที่อลังการที่สุดที่คณะของเราเคยศึกษามา ด้วยอายุการก่อสร้าง คือ สร้างในช่วงปี ค.ศ. 1905-1912
และมีการปรับปรุงโครงสร้างอาคารเพื่อป้องกันแผ่นดินไหวและป้องกันความชื้นให้สมบูรณ์เต็มรูปแบบในปี
ค.ศ. 2004 นับถึงปัจจุบันพิพิธภัณฑ์ทางธรรมชาติวิทยาแห่งนี้มีอายุกว่า
100 ปีแล้ว
ลักษณะเด่นของ
Canadian Museum of Nature คือการจัดการ รวมทั้งการจัดเก็บ นก นาๆ ชนิดทั้งนกปัจจุบันและนกที่สูญพันธุ์ไปจากโลกเราแล้ว โดยการสต๊าฟ
พร้อมให้ข้อมูลที่สมบูรณ์
ไม่เบื่อที่จะศึกษาเรียนรู้ และเรื่องของดิน สินแร่ซึ่งหมายรวมถึงอัญมณีก็อลังการมาก พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาแห่งนี้ทำให้เรารู้สึกรักแผ่นดินอย่างมาก
แผ่นดินให้ความสวยงามของโลหะและอัญมณีตามธรรมชาติอย่างอัศจรรย์เกินกว่าพรรณนา การแสดงเรื่องน้ำ ธรรมชาติของน้ำ การแสดงเรื่องซากฟอสซิลของไดโนเสาร์และอื่นๆ
สรุปว่าทุกคนในคณะประทับใจ
Canadian Museum of Nature
มากที่สุด
ใบเมเปิลและกระรอกดำ หน้าโรงแรม Embassy Hotel & Suites
ที่นคร Ottawa
เมืองหลวงของ Canada คณะศึกษาดูงานพักที่โรงแรม Embassy
Hotel & Suites จำนวน 2 คืน เป็น 2
คืนที่ต้องปรับตัวอย่างมาก
จากการเดินทางข้ามเส้นเวลาซึ่งใช้เวลา
เดินทางทั้งสิ้นกว่า 21 ชั่วโมง ช่วงเวลาที่อยู่
Ottawa อากาศสบายๆ ไม่หนาวจนเกินไป มีฝนเบาๆ จึงออกไปยืดเส้นยืดสายใกล้โรงแรมได้บ้าง ไปถ่ายภาพใบเมเปิลที่กำลังเปลี่ยนสีจากเขียวเป็นแดงเข้ม จากแดงเข้มเป็นเหลืองทอง เตรียมหล่นลงสู้พื้นดิน เป็นทั้งความสวยงามตามธรรมชาติ ระคนความเหงาในจิตใจเล็กน้อย เหมือนธรรมชาติมันบอกว่า “พี่ๆ
พี่หมดเวลาแล้วนะ เหมือนผมนี่แหละที่กำลังจะล่วงหล่นลงดินไงล่ะ”
หันไปเห็นเจ้ากระรอกน้อยสีดำสนิทกำลังกัดกิ่งไม้ไปเสริมรังบนต้นสนชนิดหนึ่งอยู่บริเวณหน้าโรงแรม เจ้ากระรอกน้อยก็สอนเราอีก “ พี่ๆ พี่มีบ้านอยู่แล้วยัง พี่ปรับปรุงบ้านเหมือนผมหรือเปล่าใกล้ฤดูหนาวแล้วนะ พี่ต้องเหงาแน่ๆ” ทั้งใบเมเปิลและกระรอกน้อย ต่างเป็นครูของฉันในวันนี้แล้ว
การเดินทางที่แสนยาวไกล
กลางเดือนกันยายนปี
54
เป็นช่วงเวลาที่คณะผู้บริหารกลุ่มศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา จำนวน 14 คน
ผู้ช่วยเหลืออีก 2 ท่าน ร่วมเป็น 8 ห้องนอนพอดี ไปทำภารกิจที่ยิ่งใหญ่ คือ
การเดินทางไปเจรจาความร่วมมือและศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์และศูนย์วิทยาศาสตร์
ณ ประเทศแคนาดา
ที่ว่าภารกิจที่ยิ่งใหญ่นั้น ความหมาย หมายถึงการเดินทางที่หฤโหดที่สุดในชีวิตของคณะเรา ขอเริ่มบอกเล่าถึงเส้นทาง การเดินทางของคณะเราเลยนะ
เวลานัดหมายที่ สนามบินสุวรรณภูมิ จังหวัดสมุทรปราการ ประเทศไทย คือ 05.30 น.
เดินทางโดยสายการบินไทย TG 676
ล้อพ้นแผ่นดินไทย 7.54 น. มุ่งสู่สนามบิน นาริตะประเทศญี่ปุ่น ใช้เวลาบินถึงสนามบินนาริตะประมาณ 6 ชั่วโมงครึ่ง
ลงพักที่สนามบิน นาริตะ 2 ชั่วโมง เดินทางต่อโดยสายการบินแคนาดา มุ่งสู่นครโตรอนโต เครื่องบินแอร์แคนาดาล้อพ้นแผ่นดินญี่ปุ่น 16.24 น. เครื่องบินพาคณะเราบินข้ามมหาสมุทรแปซิฟิก
ผ่านอลาสก้า ถึงนครโตรอนโต เวลา 03.40 น. โดยใช้เวลาบินต่อเนื่อง 11
ชั่วโมงถึงโตรอนโตประเทศแคนาดา ทุกคนสะบัดสะบอมแต่ยังยิ้มนิดๆที่มุมปากได้ ลงพื้นพักหายใจอีก 2 ชั่วโมง ขึ้นเครื่องบินแอร์แคนาดาเป็น Flight สุดท้าย
สำหรับการเดินทางเวลา 06.10 น. ถึงสนามบิน
OTTAWA
เวลา 07.10 น. ใช้เวลาเดินทาง 1 ชั่วโมง
รวมเวลาบินตลอดเส้นทาง 17 ชั่วโมงบิน บวกเวลาพักที่สนามบินอีก 4 ชั่วโมง
ใช้เวลาไปทั้งสิ้น 21 ชั่วโมง
เวลาที่บันทึกเป็นเวลาของประเทศไทย ซึ่งเร็วกว่าแคนาดา 11 ชั่วโมง เหนื่อยมากๆ
กับการเดินทางที่แสนยาวไกลในชีวิต แต่ก็มีสุขที่ได้รับโอกาสไปเรียนรู้
วันพุธ, กันยายน 14, 2554
ปลาตะเพียนหางแดงในสระมะรุมล้อมรัก
ปีนี้ (2554) น้ำเยอะ ฝนตกหนักติดต่อกันไม่ยอมทิ้งช่วงเลย เหตุการณ์ภูเขาถล่มปิดเส้นทางที่เกิดทั้งภาคเหนือ
ภาคใต้ ทำให้การเดินทางบนเส้นทางที่มีภูเขาชะงักเป็นช่วงๆ
ตลอดเดือนสิงหาคม เดือนกันยายน ปรากฏการณ์ ฝนหนัก ลมแรง แผ่นดินไหว เกิดขึ้นทั่วโลกอย่างน่าหวาดหวั่น นี่แหละคือธรรมชาติที่แท้จริง เป็นทั้งผู้ให้และผู้ทำลายในบางโอกาส หากเรารักธรรมชาติธรรมชาติก็รักเรา เราเกลียดธรรมชาติทำลายธรรมชาติ ธรรมชาติก็เกลียดเราทำลายเรา
ที่โรงเรียนกรสรกสิวิทย์ จังหวัดสระแก้ว
น้ำจากคลองพระสะทึงล้นออกทุ่ง
ชลประทานมาแจ้งว่าน้ำอาจเข้าสระมะรุมล้อมรัก สระสวยงามที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ
สยามบรมราชกุมารี ทรงตั้งชื่อให้ เพราะน้ำมากจริงๆในปีนี้ ผู้เขียนได้แวะไปเยี่ยมไปดื่มกาแฟเย็น
“ควายเผือก” เห็นปลาในสระมะรุมล้อมรักสวยมากเป็นฝูงใหญ่ เจ้าหน้าที่ร้านกาแฟควายคะนองบอกว่า ปลาที่เห็นคือ
ปลาตะเพียนหางแดงที่สมเด็จพระเทพฯ นำมาปล่อยไว้เมื่อต้นปีนี้
หากน้ำไม่ล้นสระจนฝูงปลาตะเพียนหางแดงจากไป เราคงเห็นปลาตะเพียนหางแดงฝูงใหญ่ตัวโตขึ้นเต็มสระมะรุมล้อมรัก ให้เพลินใจเมื่อมาพักผ่อน และเรียนรู้ ณ
โรงเรียนกาสรกสิวิทย์แห่งนี้
วันอังคาร, กันยายน 13, 2554
ประคำร้อยหก
ความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและจิตใจมนุษย์ มีความเป็นธรรมชาติมาก ถ้าเราไม่ฝืนเราจะเห็นนิสัย ความต้องการ การกระทำของเราเปลี่ยนเป็นระยะๆ อย่างน่าสนใจ เช่น วัยเด็กทุกอย่างดูสนุกสนาน โตขึ้นหน่อยวางท่าสุขุมเริ่มจะเป็นผู้ใหญ่ วัยทำงานก็ดูจริงจังมุ่งมั่น พอวัยชรากับชอบค้นหาสัจธรรมความจริงในชีวิต แน่นอนเมื่อค้นหาความจริง องค์ความรู้ทาง ปรัชญา ศาสนา ย่อมมีส่วนสำคัญ
ในวัยหกสิบปี ผู้เขียนสนใจศึกษาค้นคว้า ศาสนาพุทธ ทั้งปริยัติและปฏิบัติ สิ่งไหนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมศาสนาก็สนใจทั้งนั้น เช่น “ประคำ” เป็นเครื่องมือหนึ่งที่ประกอบการภาวนา ประคำเป็นอย่างไร ขอคัดข้อความบางส่วนจากหนังสือ พจนานุกรมเพื่อการศึกษาพุทธศาสน์คำวัด ซึ่งเขียนโดย พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช ป.ธ. 9 ราชบัณฑิต)เพื่อการเรียนรู้ ความว่า “ประคำ หมายถึง ลูกกลมๆที่ร้อยเป็นพวง สำหรับเป็นเครื่องหมายการนับในเวลาบริกรรมภาวนา โดยทั่วไป ประคำ ทำจากไม้จันทน์ ไม้เนื้อแข็ง ผลไม้ตากแห้ง หินสี พลาสติก หยก เจาะรูตรงกลางร้อยเป็นพวง นิยมมีจำนวน 108 ลูก หรือ น้อยกว่านั้นตามต้องการ...”
ผู้เขียนมีประคำหนึ่งสาย น่าจะทำในประเทศจีน สีขาวครีม นับดูมี 106 ลูก คิดในทางบวกว่า ประคำมี 106 ลูกก็ถูกแล้ว เพราะรวมกับกายและจิตของเราอีกสองเป็นร้อยแปดพอดี เพียงมองเห็นประคำใจก็นิ่งลงได้อย่างอัศจรรย์ พระพุทธศาสนาให้คุณกับเราถึงเพียงนี้
วันอาทิตย์, กันยายน 04, 2554
บุคคลผู้ปรากฎในประดู่ป่าแคมป์
คุณปัญญา เป็นข้าราชการเกษียณอายุ (ค.ศ.2012) ชอบสันโดษ เรียบง่าย รักธรรมชาติ ชอบดูนก ดูผีเสื้อ มีประสบการณ์ท่องเที่ยวไปในอุทยานแห่งชาติเกือบทุกแห่งของประเทศไทย แม้ไม่ใช่นักเขียน แต่ก็ชอบเขียนหนังสือ เกี่ยวกับธรรมชาติ วิถีชีวิต และวัฒนธรรม เผยแพร่สิ่งที่เขียนใน Website ตั้งแต่ปี ค.ศ.2006 เป็นต้นมา
คุณพจมาน เป็นคุณครูยอดนักออกแบบ จินตนาการสร้างฝัน ทุ่มเทความสามารถ เพื่อรังสรรค์ประดู่ป่าแคมป์ ด้วยกำลังกายและกำลังทรัพย์ ถักทอเครือข่ายผู้คน เพื่อเติมเต็มแก้ปัญหา และสนองความต้องการ ในการพัฒนา วางพื้นฐานบริหารจัดการ ส่งต่อมรดกถึงทายาททั้ง 2 คน
ลูกหวาย ทายาทลำดับที่ หนึ่ง ผู้พัฒนาต่อยอดกิจกรรมสานฝันของวงศ์ตระกูล ด้วยความฉลาดเฉียบคม นุ่มนวลต่อมวลมิตรและบริวาร ก้าวต่อก้าวบันทึกเรื่องราวเป็นตำนาน ดูอดีตผ่านปัจจุบันสู่อนาคต
พี่โม่ คู่ชีวิตคุณลูกหวาย พี่ใหญ่จิตใจดีงาม ที่เอื้ออาทรต่อน้อง ๆ เดินคู่ตลอดเส้นทาง ประมวลความเป็นไปได้ ผ่านการวิเคราะห์สังเคราะห์ ให้จินตนาการนั้นเป็นจริง
ตระกร้อ ทายาทลำดับที่ 2 ผู้อุดมไปด้วยศิลปะสุนทรีย์ เทคโนโลยีขั้นเทพ (พี่สาวเค้าชมนะ)
นักออกแบบ Art ๆ ไม่ยุ่งไม่เพ้อเจ้อ ไม่นิยมนินทาว่าร้าย ไม่โกหก ไม่ฆ่าหนอน เป็นเทพบุตรผู้รักษาศีลเบื้องต้นได้ดีอยู่นะ
พี่กร ดูแลทุกเรื่องราวในประดู่ป่าแค้มป์ แม้ว่าจะเกิดคนละแดน เป็นเชื้อสายหลวงพ่ออุตตมะ (มอญ) พี่กรดูแลสวนประดู่ป่า มาเกือบทศวรรษ มีทายาทถึง 2 คน ณ ที่แห่งนี้
พี่นก แม่บ้านผู้มีความสามารถ เรื่องอาหารการกิน พี่นกทำกับข้าวทุกชนิดที่ทำเป็นให้มีรสชาติอร่อยอย่างอัศจรรย์ เมื่อเราทุกคนกลับมาพร้อมหน้าพร้อมตาที่ประดู่ป่าแคมป์ หน้าที่อาหารการกินเป็นของพี่นกแน่นอน
นัท ลูกชายคนโตพี่กร พี่นก เรียนหนังสือถึงระดับมัธยมแล้ว หน้าที่ความรับผิอชอบของนัท คือช่วยพ่อแม่ทำงาน ดูแลคอกม้า อาหาร น้ำ ฟาง ของเจ้ามาฆา ขุนพัน นางตาหวาน และลูกม้าที่จะตกอีกไม่นานนี้
แพร ลูกสาวคนเล็กพี่นก วิกร น้องพี่นัท แพรเป็นเด็กฉลาดเรียนรู้เร็ว สวยด้วย เอาใจคุณตาคุณยายเก่ง เข้าโรงเรียนแล้ว
สอง หลานชายพี่นก อายุใกล้เคียงกับนัท เริ่มเป็นวัยรุ่น มีทักษะในการดูแลม้าเป็นอย่างดี ถูกส่งไปฝึกการดูแลม้า ที่ชมรมอนุรักษ์ม้าพันธุ์พื้นบ้านสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี สองเป็นผู้ดูแลม้าเป็นหลักของประดู่ป่าแคมป์
วันศุกร์, กันยายน 02, 2554
ความป็นมาของประดู่ป่าแคมป์
คุณพจมาน วารปรีดี ผู้เนรมิตรังสรรค์ประดู่ป่าแคมป์ ย้ำความฝันของตน เพื่อให้ได้มาซึ่งสมบัติและเป็นสมบัติจากความขยัน ส่งต่อเป็นมรดกให้ลูกสาวลูกชายทั้งสองคน โดยออกแบบตามแนวคิด ความชอบของสามี ที่ชอบป่า ชอบธรรมชาติความสุนทรีย์ร่มรื่น ประดู่ป่าแคมป์จึงเริ่มก่อตัวบนผืนดิน จากหนึ่งไร่ เป็นสอง เป็นสี่ เป็นสิบ สุดท้ายเป็นที่นาทั้งสิ้นจำนวน 14 ไร่ ในปี พ.ศ. 2540 ได้เริ่มจัดการที่ดินที่เป็นที่นาดินเหนียวแห่งนี้ ซึ่งอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 20 เมตร ขุดที่นาเป็นสระ 3 สระเพื่อเก็บน้ำ โดย 2 สระ เป็นรูปเม็ดถั่วคว้ำเข้าหากัน อีก 1 สระ เป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า สัดส่วนของสระน้ำคือร้อยละ 30 ของพื้นที่ทั้งหมด ตามแนวคิดทฤษฎีใหม่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประดู่ป่าแคมป์มีที่ตั้งอยู่ที่ตำบลพิกุลออก อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก ประเทศไทย ภูมิทัศน์ของผืนดินสี่เหลียมผืนผ้าผืนนี้ นอกจากมีสระน้ำทั้งสามสระที่ลึกประมาณ 3 – 6 เมตร แล้ว ยังมีต้นไม้เป็นองค์ประกอบ ไม้ป่า ไม้มงคล ไม้หายาก ตัวอย่าง เทพธาโร จันทน์กระพ้อ หมากลิง หมากเม่า หมากหลอด มะขามป้อม อินจัน สาละ ไม้ผลเช่น มะม่วงแก้ว หว้า มะเฟือง ฝรั่ง กล้วย ตะขบ มะยงชิด ไม้ดอกมี ต้นลีลาวดีนานาพันธุ์ บัวสายหลากสีในสระน้ำ ภู่นายพล ตะแบก อินทนิล ฝ้ายคำ มีนาข้าว 2 แปลง ปลูกข้าวหอมมะลิและข้าวขาวตาแห้งไว้กิน อาคารภายในประดู่ป่าแคมป์ ส่วนใหญ่ใช้อาคารอเนกประสงค์ มีบ้าน 3 หลัง ซึ่งรวมทั้งบ้านคนสวนด้วยแล้ว มีศาลาริมน้ำ วิมานคนดิน (ห้องน้ำ) และคอกม้า แน่นอนเมื่อมีคอกม้าก็ต้องมีม้าพันธุ์พื้นบ้าน ชื่อ เจ้ามาฆา ลูกนางตาหวาน และพ่อม้าชื่อ ขุนพัน ทุกตัวนิสัยดีเด็ก ๆ สามารถขี่ได้ สำหรับสัตว์ในธรรมชาติมีมากมายน่าศึกษาเรียนรู้ โดยเฉพาะนกมีกว่า 20 ชนิดในสวน มี กบ เขียด มีต่อ แตน มีผึ้ง มีปูปลา แมลงกว่าง หิ่งห้อย ผีเสื้อ แม้ไม่ชุกชุมแต่ก็ปรากฎผีเสื้อถุงทองธรรมดาที่แสนสวยบินโฉบเฉี่ยวในยามเช้าให้เห็นบ่อยๆ
อุดมการณ์ของประดู่ป่าแคมป์ เนรมิตตามแนวคิดทฤษฎีใหม่ผสมผสานการเกษตรธรรมชาติปลอดสารพิษสารเคมี เพื่อเป็นสถานที่พักผ่อนของวงศ์ตระกูล เอื้ออาทรต่อเพื่อนและผู้คนด้วยกัลยาณมิตร เป็นศูนย์เรียนรู้รายบุคคลและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ หากมีความพร้อม เป้าหมายเพื่อบริบาลเด็กพิเศษในลักษณะ “อาชาบำบัด”
อุดมการณ์ของประดู่ป่าแคมป์ เนรมิตตามแนวคิดทฤษฎีใหม่ผสมผสานการเกษตรธรรมชาติปลอดสารพิษสารเคมี เพื่อเป็นสถานที่พักผ่อนของวงศ์ตระกูล เอื้ออาทรต่อเพื่อนและผู้คนด้วยกัลยาณมิตร เป็นศูนย์เรียนรู้รายบุคคลและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ หากมีความพร้อม เป้าหมายเพื่อบริบาลเด็กพิเศษในลักษณะ “อาชาบำบัด”
วันพฤหัสบดี, สิงหาคม 25, 2554
พระอุปัชฌาย์ที่สอง
หลวงพ่อธัมมชโย ท่านเทศน์สอนว่า “หากเราศรัทธาในพระพุทธศาสนา ในคำสอนของพระพุทธองค์ ประสงค์บวช จะบวชกี่ครั้งก็ได้บุญทุกครั้งไป” คำโบราณที่กล่าวว่า “ชายสามโบสถ์” จึงเป็นคำสอนโบราณที่มีคุณค่าในช่วงเวลานั้น กาลเวลาเปลี่ยนแปลง การประกอบอาชีพ ภารหน้าที่ ความรับผิดชอบ ทำให้การทำความดีให้ตนเองโดยการบวชเพื่อศึกษาธรรม จึงต้องทำทุกจังหวะที่มีโอกาส
ด้วยเหตุนี้ทำให้ผู้เขียน บวชพระถึงสามครั้ง บวชเณรถึงหกครั้ง การบวชพระที่อยู่ในความทรงจำและได้ปฏิบัติธรรม ทั้งปริยัติและปฏิบัติมากที่สุด เห็นจะเป็นการบวชพระครั้งที่สอง ซึ่งบวชในช่วงปลายปี พ.ศ. 2548 โดยได้รับความเมตตาสูงสุด จากพระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช ป.ธ. 9 ราชบัณฑิต) เจ้าอาวาสวัดราชโอรสาราม เป็นพระอุปัชฌาย์ โดยบวชที่พระอุโบสถวัดพระธรรมกาย จังหวัดปทุมธานี และได้รับเมตตาจาก หลวงพ่อธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย หลวงพ่อทัตตชีโว รองเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย เฝ้าอบรมสั่งสอน ตลอดช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้ทั้งภาคปริยัติ ปฏิบัติ และทั้งยังมีพระอาจารย์พี่เลี้ยงอีกหลายรูปเฝ้าดูแล
ผู้เขียนกราบขอบคุณในความเมตตาเหล่านั้น บุญใดที่ผู้เขียนได้ทำไป ขอบุญนั้นส่งผลถึงครูบาอาจารย์ทุกรูปด้วยเทอญ
วันพุธ, สิงหาคม 24, 2554
ปะการังเทียม ทำที่หว้ากอไปลงทะเลที่สวี
ปะการังเทียม คืออะไร ปะการังเทียมคือบ้านปลอมๆของสัตว์เล็ก สัตว์น้อย สำหรับเป็นที่อยู่อาศัยในทะเล อาศัยหลบซ่อนตัว หาอาหารยามเยาว์วัย ปัจจุบันปะการังธรรมชาติถูกทำลายหรือเหลือน้อยทำให้สัตว์ทะเลเล็กๆที่เคยอาศัยหากินหลบซ่อนตัวไม่มีที่อาศัย มนุษย์จึงต้องช่วยสัตว์เล็กๆเหล่านั้นให้มีที่อาศัยโดยการทำปะการังเทียมขึ้นมา ปะการังเทียมอาจทำได้หลายแบบ จากวัสดุหลายอย่าง แน่นอนว่าวัสดุนั้นต้องหนักและไม่ถูกน้ำเค็มกัดกร่อนได้ โดยทั่วไปปะการังเทียมทำจากคอนกรีตล้วนที่เรียกว่า “มาลีนไทด์” เป็นคอนกรีตที่ไม่ถูกกัดเซาะจากน้ำเค็ม
ที่บริเวณหาดริมทะเล ใกล้อุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ณ หว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีการหล่อปะการังเทียมนับ 2,000-3,000 แท่ง เพื่อเตรียมนำไปลงทะเล ที่อำเภอเมือง และอำเภอสวี จังหวัดชุมพร ในสิ้นปี พ.ศ. 2554 นี้
จากข้อมูล Website http://wikipedia.org กล่าวว่า ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2528 ถึง พ.ศ. 2552 มีการทำปะการังเทียมไปแล้ว 362 แห่ง ในจังหวัด เพชรบุรี ชุมพร พังงา ปัตตานี นราธิวาส ตราด สุราษฎร์ธานี และผลจากการมีปะการังเทียม ทำให้ปลาหายากหลายชนิดในทะเลเพิ่มขึ้น ได้แก่ ปลาหมอทะเล ปลาช่อนทะเล และปลาดุกทะเลเป็นต้น
ภาพถ่ายประกอบจากกล้อง ผอ.สุชาติ มาลากรรณ์
วันศุกร์, สิงหาคม 19, 2554
หลักสูตรการแยกขยะ
สังคมไทย เดิมเป็นสังคมเกษตรกรรม ชีวิตส่วนใหญ่จึงอยู่กับพืชผลทางการเกษตร อยู่กับต้นไม้ อยู่กับป่า อยู่กับไร่นา สิ่งใดที่ไม่ใช้ สิ่งใดที่เหลือใช้ ทิ้งไว้ ก็สามารถย่อยสลายโดยธรรมชาติ หรือนำมาเผาเป็นถ่าน เป็นเชื้อเพลิงได้ เราจึงไม่เห็นว่าอะไรเป็นขยะทิ้งไว้เลย
ปัจจุบัน สังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ตามกระแสโลกาภิวัตน์ จากสังคมเกษตรกรรมกลายเป็นสังคมกึ่งอุตสาหกรรม มีผลิตภัณฑ์มากมาย เกิดจากการสังเคราะห์ที่ซับซ้อน การย่อยสลายทำได้ยาก ใช้เวลามากในการสลาย(อาจเป็นร้อยเป็นพันปี) ใช้พลังงานมากในการทำลาย ขยะจึงเพิ่มพูนขึ้น ทุกหย่อมหญ้าทั่วประเทศไทย ปัญหาขยะเป็นปัญหาใหญ่มากๆที่ถูกมองข้าม ไม่ถูกจัดการอย่างเป็นระบบ ไม่มีการวางแผน
ประชาชน เยาวชน ในสังคมไทย ยังคงทิ้งขยะไม่เลือกสถานที่ ไม่มีนิสัยรักความสะอาด ไม่ตระหนักรู้ว่า ปัญหาขยะเป็นเรื่องใหญ่ ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่ต้องบรรจุหลักสูตรการแยกขยะ การกำจัดขยะ การทิ้งขยะ การจัดการขยะ ในการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับ อนุบาลถึงระดับอุดมศึกษาของการศึกษาชาติ
วันพฤหัสบดี, สิงหาคม 11, 2554
เห็นสมณะคือเห็นความสงบ
สมณะ คือใคร ? และใครจึงเรียกสมณะได้ ? พระไตรปิฎกบาลี ฉบับสยามรัฐ ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปท เล่มที่ 25 ข้อที่ 29 หน้าที่ 50 กล่าวถึงสมณะความว่า “ คนเราไม่ใช่จะเป็นสมณะเพราะหัวโล้น คนที่ไม่ทำกิจวัตร มีแต่พูดพล่อยๆ มีความริษยากัน เป็นคนละโมบ จะจัดเป็นสมณะได้อย่างไร คนที่เราตถาคตเรียกว่าสมณะนั้น จะต้องเป็นผู้ระงับจากการทำบาปน้อยใหญ่เสีย ” จากพุทธพจน์ดังกล่าว สมณะจึงเป็นบรรพชิตแน่ แต่บรรพชิตรูปใดไม่ทำกิจวัตรย่อมไม่ใช่สมณะ เพราะสมณะ แปลว่า ผู้สงบ ซึ่งหมายถึงบรรพชิตที่ได้บำเพ็ญสมณธรรมฝึกฝนตนเองด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา มาแล้วอย่างเต็มที่ จนกระทั้งมี กาย วาจา ใจ สงบแล้วจากบาป
ฉะนั้นสมณะจึงเป็นมาตรฐานความประพฤติของชาวโลกทั้งหลาย
เรียบเรียง จาก มงคลชีวิตที่ 29 เห็นสมณะ (ฐานวุฑฺโฒฺ ภิกฺขุ )
วันพุธ, สิงหาคม 10, 2554
คนธรรมดาก็บำเพ็ญตบะได้
เมื่อกิเลสจับ เราไม่เห็นตัวกิเลสหรอก เห็นเพียงอาการของกิเลส เช่น ฟุ้งซ่าน ท้อถอย ซึมเศร้า รำคาญ ง่วงเหงาฯลฯ ทำให้รู้สึกเป็นทุกข์ หม่นหมองใจ ลองมาดูวิธีทำความเข้าใจกับการแก้ไขกิเลสทุกข์เหล่านี้ ตามวิธีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่เรียกว่า “อินทรียสังวร ” ดูนะ อินทรียสังวร เป็นการสำรวมอินทรีย์โดยอาศัยสติเป็นตัวกำกับ อินทรีย์ทั้งหก คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “อายตนะภายใน”นั่นเอง พระพุทธองค์เปรียบเทียบอินทรีย์ทั้งหกไว้ดังนี้ ตา คนเราเหมือนงู (ชอบลึกลับซับซ้อน) หู คนเราเหมือนจระเข้ (ชอบที่เย็น) จมูก คนเราเหมือนนก (ชอบตามกลิ่น) ลิ้น คนเราเหมือนหมาบ้าน (ชอบหากินของอร่อย) กาย คนเราเหมือนหมาป่า(ชอบที่อุ่น) ใจ คนเราเหมือนลิง(ไม่นิ่งชอบซุกซน)
เมื่อรู้ธรรมชาติของอินทรีย์ทั้งหกเป็นเช่นนี้ การระวังอินทรีย์โดยใช้สติเข้ากำกับ จึงควรเป็นดังนี้ “อะไรไม่ควรดูก็อย่าดู อะไรไม่ควรฟังก็อย่าฟัง อะไรไม่ควรดมก็อย่าดม อะไรไม่ควรชิมก็อย่าชิม อะไรไม่ควรสัมผัสก็อย่าสัมผัส อะไรไม่ควรคิดก็อย่าคิด ” หากละได้บุคคลผู้นั้นย่อมถือว่าเป็นบุคลผู้บำเพ็ญตบะ(ทำให้ร้อน) เพื่อกำจัดกิเลสทุกข์ได้ในระดับหนึ่งแล้ว
เรียบเรียง จากมงคลชีวิตที่ 31 บำเพ็ญตบะ (ฐานวุฑฺโฒ ภิกฺขุ)
วันอังคาร, สิงหาคม 09, 2554
เพื่อนร่วมทาง
หลายปีที่ผ่านมา (5 ปีแล้ว) ซึ่งเป็นช่วงสุดท้ายของชีวิตการรับราชการ ด้วยบทบาทหน้าที่ พื้นที่ความรับผิดชอบ สถานภาพที่มีต่อองค์กรที่เปลี่ยนไป ทำให้การเดินทางเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาจกล่าวได้ว่าเกือบจะเดินทางไปทุกจังหวัดของประเทศไทยก็ว่าได้ บางครั้งเดินทางโดยเครื่องบิน บางครั้งเดินทางโดยรถไฟ บางครั้งเดินทางโดยเรือออกทะเลไปเกาะแก่ง แต่ส่วนใหญ่เดินทางโดยรถยนต์ การเดินทางโดยรถยนต์มีเพื่อนร่วมเดินทาง ที่ต้องบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ของชีวิตดังนี้
เพื่อนลำดับแรก รถยนต์ ISUZU 2 ตอนสีขาว มีรอก ขนาด 4 ตัน อยู่หน้ารถ เคยใช้งานไป 1 ครั้งแล้ว
เพื่อนที่สอง แผนที่เดินทาง 1 เล่ม แม้ว่ารถยนต์จะติดตั้งระบบนำทางแล้ว แผนที่ก็ยังจำเป็น ด้วยเหตุผลผู้ใช้แก่เกินกว่าจะใช้ Hi-TECH ได้สมบูรณ์
เพื่อนที่สาม นาฬิกาข้อมือ CASIO PROTREX ที่บอกทิศทาง บอกความสูงจากระดับน้ำทะเล บอกอุณหภูมิ ความกดอากาศ และอื่นๆ 1 เรือน
เพื่อนที่สี่ กล้องส่องทางไกล OLYMPUS 8 x 42 EXWP I พร้อมกล้องถ่ายรูป OLYMPUS SMART 5 x WIDE
เพื่อนที่ห้า ยาธาตุ 4 ตรากิเลนขวดใหญ่ ประจำอยู่หลังเบาะนั่งเสมอ ยังมีเพื่อนอื่นๆ อีกมากมาย เช่น ปากกา สมุดบันทึก ไฟฉาย กาแฟ แอมฟี่ของ AMWAY โทรศัพท์ขาดไม่ได้เลย แว่นตา แปรงสีฟันยาสีฟัน เอาเป็นว่าพอเดินทางเหมือนย้ายบ้านนั่นแหละ
เพื่อนสุดท้าย คือ พนักงานขับรถ คุณประไพ ตัวดำฟันหลอ ชอบกินเม็ดอม Copiko ฟันเลยผุไม่ยอมอุด เขาบอกว่าเก็บไว้เป็นที่ระลึก จบบันทึกเพื่อนเดินทาง
วันจันทร์, สิงหาคม 08, 2554
ความทรงจำที่ 2 เขาแหลมหญ้า – เกาะเสม็ด
เดือนสิงหาคมปี 2554 ด้วยมีราชการต้องไปจังหวัดระยอง พอมีเวลาในตอนเช้า จึงใช้เวลาว่างประมาณ 2 ชั่วโมงเพื่อเดิน Trail ของอุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า ระยะทางสั้นประมาณหนึ่งกิโลเมตร เริ่มต้นเดินที่ระดับความสูง 125 เมตรจากระดับน้ำทะเล เดินอ้อมเขาแหลมหญ้าขึ้นไปสูงประมาณ 160 เมตรไปสิ้นสุดที่แหลมหญ้าความสูงประมาณจุดเริ่มต้น ที่บริเวณแหลมก็มีแต่หญ้าจริงๆ เพราะเป็นหินผุไม่มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นเลย จึงเป็นที่มาของชื่ออุทยานแห่งชาติแห่งนี้
แม้เส้นทางสั้น แต่ความทรงจำคงแสนยาว ด้วยดื่มด่ำกับอากาศที่บริสุทธิ์ กระแสลมที่พัดกระทบทั่วขุมขน เสียงคลื่นสาดซัดริมฝั่งดังก้องกังวาน ตรงออกไปในทะเล มองเห็นเกาะเสม็ดอยู่ไม่ไกล (นั่งเรือประมาณ 15 นาที) เขาแหลมหญ้าจึงผนวกกับเกาะเสม็ดเป็นอุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า – เกาะเสม็ด อุทยานแห่งชาติทางทะเลที่สวยงามแห่งหนึ่งของจังหวัดระยอง
วันพฤหัสบดี, สิงหาคม 04, 2554
ต้นมะเดื่อที่ท่าน้ำ
เมื่อเริ่มโตจำความได้ก็เห็นต้นมะเดื่อที่ท่าน้ำต้นนี้แล้ว เวลาผ่านไปกว่า 50 ปี ต้นมะเดื่อยังอยู่ที่เดิม ต้นก็ดูเหมือนว่าไม่ได้โตขึ้นเท่าใด อาจเป็นเพราะตอนนั้นเป็นเด็กมองว่าต้นมะเดื่อต้นโตมาก ลูกก็ดกเต็มต้นมีทั้งสีเขียว สีแดง สุกส่งกลิ่นหอมฟุ้ง
เมื่อวันเวลาผ่านไป เรื่องราวรอบๆต้นมะเดื่อก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง เดิมทีแล้วแม่น้ำกว้างใหญ่น้ำไหลผ่านต้นมะเดื่อตลอดปี มีท่อนซุงถูกตัดลอยเป็นแพกลางแม่น้ำ บางคุ้งน้ำลึกช้างลงไปอาบน้ำได้มิดตัว ช้างนับสิบเชือกอยู่บริเวณท่าน้ำ ควานช้างปีนต้นมะเดื่อใช้มีดลิดพวงมะเดื่อ เมื่อตกถึงพื้นช้างแบ่งกันกิน ช้างไม่แย่งอาหารกันเลย นี่เป็นภาพความทรงจำตอนเป็นเด็ก ปัจจุบัน (50 ปีผ่านปี) ท่าไม่มีน้ำ แม่น้ำตื่นเขิน ช้างหายไปจากความทรงจำของผู้คน เด็กๆบอกว่าไม่เคยเห็นช้างเดินผ่านมาเลย ต้นมะเดื่อยังอยู่ที่เดิม แต่มีผู้คนนำศาลเพียงตาหลายศาล มาตั้งไว้โคนต้น บทบาทของต้นมะเดื่อจึงเปลี่ยนไป จากเดิมเคยเป็นต้นไม้ที่เป็นอาหารของช้าง กลายเป็นที่อยู่ของวิญญาณเร่ร่อน ที่มนุษย์ยัดเยียดให้อยู่โคนต้นมะเดื่อต้นนี้
วันพุธ, สิงหาคม 03, 2554
ตลาดเช้าชนบทของคนภาคเหนือ
แม้พื้นที่เป็นเพียงตรอกซอกเล็กๆ ก็เป็นตลาดเช้าเพื่อขายสินค้าจำเป็นในการดำรงชีพของคนชนบทในภาคเหนือได้ ภาพแม่ค้าตั้งกระบุงวางสินค้าอยู่สองข้างตรอก ช่องระหว่างกลาง อนุญาตให้มีคนเดินได้พอสวนทางกันแบบเบียดๆ หน่อย เมื่อก้มลงซื้อของก้นก็โด่ง ทางภาคใต้จึงเรียกตลาดประเภทนี้ว่า “ตลาดโก้งโค้ง” หมายถึงเมื่อซื้อของก็ต้องโก้งโค้ง ชื่อตลาดก็น่ารักไปอีกแบบหนึ่ง
สินค้าที่วางขายได้แก่ แมลงทอดใส่ถาดเล็กๆ รังต่อ พร้อมพริก มะเขือ เพื่อนำมาทำน้ำพริกต่อ ถุงพลาสติกใส่ปลาดุกตัวเล็กปากถุงมีท่อทำจากต้นอ้อผูกไว้ด้วย เพื่อให้ปลาดุกมีอากาศหายใจ วิถีชีวิตในชนบทเรียบง่ายมีเหตุมีผลอยู่ในตัวของมันเอง เช่นถ้าซื้อรังต่อไปตำน้ำพริก ก็ซื้อพริกมะเขือตรงนี้เลย ปลาดุกถ้าขายไม่ได้ปลาก็ไม่ตายเพราะมีท่อหายใจไว้แล้ว
สรุปว่าหากจะทำอะไรซักอย่างหนึ่ง ทางที่ถูกต้องน่าจะมีธรรมเป็นคำตอบอยู่ในตัวของมันเอง เป็นคำตอบที่มีทั้งเหตุและผลให้คิดและไตร่ตรองได้
ชายสามโบสถ์
วันที่หนึ่งสิงหาคมสองพันห้าร้อยห้าสิบสี่ กลับไปบ้านภาคเหนือเพื่อทำบุญครบ 7 รอบให้แม่ แม่ผมขาวทั้งหัว แม่บอกว่า แม่จะไม่ย้อมผมอีกอายุ 84 ปีแล้ว ผมขาวเป็นเส้นไหม ดูแม่มีสุขภาพดี มีเพียงเข่าข้างขวาที่ต้องใช้สนับเข่าช่วยบ้างบางครั้ง
ตื่นตอนตีสี่คุยกับแม่และน้องๆ เกือบหกโมงเช้า เดินไปตลาดเช้า ระยะทางน่าจะไม่เกิน 400 เมตร แต่ต้องเดินผ่านวัดที่เคยบวชเมื่อเกือบ 40 ปีที่แล้ว เห็นการบูรณะโบสถ์มหาอุตตม์ (โบสถ์ที่มีประตูเดียว) บูรณะได้ละเอียดสวยงามมาก ทั้งหลังคา หน้าบรรณ บันไดนาค รู้สึกปลื้มใจ คำนึงว่าโบสถ์สวยๆหลังนี้แหละเมื่อสี่สิบปีที่แล้วเราเคยเข้าพิธีบวช มีพระอุปัชฌาย์ พระกรรมวาจาจารย์และมีหมู่สงฆ์ห้อมล้อมเราอยู่ในโบสถ์หลังนี้ ผู้หญิงเข้าไปในโบสถ์มหาอุตตม์ไม่ได้เลย นั่นเป็นการบวชครั้งแรก
หลวงพ่อ ธัมมชโย สอนว่า เมื่อเราบวชทุกครั้งเราย่อมได้บุญทุกครั้ง ในชีวิตที่ผ่านมาจึงบวชพระไปสามครั้ง บวชเณรหกครั้ง การบวชคือการทำความดีให้ตัวเอง “ลูกผู้ชายมีโอกาสต้องบวชทดแทนคุณบิดา มารดาและเพื่อตัวของเราเอง”
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
