วันอังคาร, มิถุนายน 22, 2553

วงจรชีวิตผีเสื้อหางติ่งหนอนมะนาวที่ปางสีดา













ที่อุทยานแห่งชาติปางสีดา ชุกชุมไปด้วยผีเสื้อ มีการสำรวจชนิดใหม่ ๆเพิ่มขึ้นเสมอ มีรายงานการพบมากกว่า 400 ชนิด ทั้งผีเสื้อกลางวัน (Butterfly) ผีเสื้อกลางคืน (Moth) ผีเสื้อกลางวันพบทุกวงศ์ ได้แก่ วงศ์ผีเสื้อขาหน้าพู่ วงศ์ผีเสื้อหนอนกะหล่ำ วงศ์ผีเสื้อสีน้ำเงิน วงศ์ผีเสื้อบินเร็ว และวงศ์ผีเสื้อหางติ่ง ผีเสื้อหนอนมะนาวเป็นผีเสื้อหางติ่งชนิดหนึ่ง เจ้าหน้าที่สื่อความหมายของอุทยานแห่งชาติปางสีดาชื่อ ปีย์ ได้เฝ้าศึกษาผีเสื้อหางติ่งหนอนมะนาวที่อยู่ในธรรมชาติ พบว่าวงจรชีวิตของผีเสื้อหางติ่งหนอนมะนาวมี 4 ระยะ ระยะที่หนึ่ง ไข่ แม่ผีเสื้อไข่ 1 ฟอง ไว้ใต้ใบไม้ ใบพืชตระกูลส้ม เช่น มะสังข์ เทพโร ระยะที่สอง เป็นหนอน หนอนเปลี่ยนรูป 3 – 4 ครั้ง โดยทั่วไปเปลี่ยน 4 ครั้ง ขนาดจะโตขึ้นตามจำนวนครั้งที่เปลี่ยน ระยะที่สาม ดักแด้ หนอนที่เปลี่ยนรูปครั้งที่ 4 เข้าดักแด้ ระยะนี้ไม่มีการกินอาหารแล้วดักแด้มีสีน้ำตาล ระยะที่สี ผีเสื้อ เป็นระยะผสมพันธุ์ วางไข่ อาหารผีเสื้อหนอนมะนาวได้แก่ น้ำหวานเกสรดอกหญ้าบางชนิด
สรุปว่า ผีเสื้อหนอนมะนาวกว่าจะเป็นผีเสื้อที่แสนสวย ได้ผ่านกาลเวลาที่ผู้คนรังเกียจในระยะที่เป็นหนอน ความสวยอาจซ่อนไว้ในความขี้เหล่ก็เป็นได้นะ

ต้นตะแบกป่า







ตะแบกป่า เป็นต้นไม้ยืนต้นที่มีลักษณะพิเศษกว่าต้นไม้ทั่วไป อยู่สามสี่อย่าง อย่างแรกตะแบกป่าเป็นต้นไม้ยืนต้นที่มีเปลือกบางมีสีขาวครีม ถึงน้ำตาลอ่อนแม้มีเปลือกบางกลับพบว่าไม่มีแมลงหนอนเจาะเปลือกต้นตะแบกป่าเลย เราจึงพบเห็นตะแบกป่าล่อนเปลือกขยายลำต้นทุกปีโดยไม่พบแผลเป็น เมื่อเปลี่ยนเปลือกใหม่ผิวลำต้นสีขาวครีมดูสวยงาม
อย่างที่สอง ใบตะแบกป่ามีหลายลักษณะมาก บางต้นมีใบเล็กแหลม บางต้นใบแหลมรูปหอก บางต้นใบมน ยากต่อการสืบค้นข้อมูลเพื่อแยกชนิดย่อย คงต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญทางพฤกษศาสตร์ ถ้าใช้การสังเกตและศึกษาธรรมดาคงไม่สมบูรณ์แน่
อย่างที่สาม ตะแบกป่าบานดอกสวยงามมาก อาจบานดอกจากสีขาวไปเป็นสีชมพูอ่อน ชมพูเข้ม บ้างครั้งไปถึงสีม่วงก็มี เช่น ต้นตะแบกป่าชนิดใบเล็กแหลม
ความสวยงามของตะแบกป่า ทั้งลำต้น ทั้งใบที่แตกต่างและดอกที่บานให้เฉดสีตั้งแต่ขาวถึงม่วงอย่างนุ่มนวล ทำให้ผู้พบเห็นหลงใหลในความงามของต้นไม้ชนิดนี้

วันจันทร์, พฤษภาคม 31, 2553

งูปากจิ้งจกสีเทา(สีขาว)ที่ปางสีดา








เมื่อคืนนี้ฝนตกที่อุทยานแห่งชาติปางสีดา รุ่งเช้าผีเสื้อมากมายบินอยู่บนยอดต้นไม้ที่มีดอก มีเกสร มองไปเป็นสีส้มอิฐตัดกับสีเขียวของใบไม้ ผีเสื้อชนิดนั้นคือผีเสื้อสีอิฐธรรมดา พรุ่งนี้จะเป็นวันเปิดงานเทศกาลดูผีเสื้อ ทุกอย่างพร้อมแล้ว สถานที่ถูกเตรียมไว้อย่างดี ผีเสื้อก็มากกว่าทุกปีที่ผ่านมา ขณะที่เดินไปตามถนนลูกรัง มองเห็นงูชนิดหนึ่งเลื้อยช้ามาก ๆ ส่ายหัวไปมาเบาๆอยู่บนถนน ลักษณะคล้ายงูเขียวปากจิ้งจก แต่ทำไมตัวถึงเป็นสีขาวตลอด หรือเป็นช่วงเวลาที่งูลอกคราบ จึงบันทึกภาพไว้ เมื่อเดินกลับมาถึงที่ทำการของอุทยานนำภาพมาให้เจ้าหน้าที่สื่อความหมายดู เขาบอกว่า งูชนิดนี้ชาวบ้านเรียกว่า “ง่วงกลางดง” น่าจะเป็นงูที่มีพิษอ่อน
กลับมาทีทำงานสืบค้นอย่างละเอียด งูสีขาวที่แสนสวยตัวนี้มีชื่อว่า งูปากจิ้งจกสีเทา เป็นงูไม่มีพิษ ในโลกนี้มีอะไรอีกมากมายที่เรายังไม่รู้ บุคคลที่มีการเรียนรู้อยู่เสมอๆ ถือว่าเป็นบุคคลผู้ไม่ประมาทในชีวิต

วันพฤหัสบดี, พฤษภาคม 27, 2553

แร่ทองคำนั้นสำคัญไฉน










บริเวณพื้นที่ราบ ใกล้เชิงเขาสามสิบที่ทอดตัวตามแนวทิศตะวันออก ตะวันตก พื้นที่ประมาณ 40-50 ไร่ พบร่องรอยขุดเป็นหลุมเต็มไปทั่วบริเวณ มีผู้คน ประมาณ 40-50 คน กระจายอยู่ตามหลุมที่จับจอง บ้างลงไปอยู่ในหลุมลึกประมาณ 2 เมตร นำเศษ กรวด หิน ดิน ทราย ที่ผู้ขุดเชื่อว่าเป็นชั้นแร่ส่งขึ้นบนปากหลุม คนอยู่ปากหลุมนำไปเทลงในอ่างไม้ ให้เพื่อนใช้น้ำฉีดล้างเพื่อหาทองคำ ได้มีโอกาสพูดคุยกับคนฉีดน้ำ ถามเขาว่า “มาจากไหนกันครับ” คนล้างแร่บอกว่า อยู่ที่วัฒนานคร สระแก้ว นี้แหละ ถามว่า “พบทองคำบ้างหรือยัง” คนล้างบอกยังเลยตอนนี้ทดลองล้างชั้นแร่ชั้นนี้ดูก่อน ถ้าจะเจอทองคำคงต้องขุดลึกลงไปอีกประมาณหนึ่งเมตร ทองคำที่ได้มีรูปร่างต่างๆ กัน เช่น บางครั้งเป็นเม็ด บางครั้งเป็นเส้นคล้ายเส้นผม บางครั้งเป็นแผ่น ขนาดน้ำหนักตั้งแต่หนึ่งกรัม ห้ากรัม สิบกรัม ไม่แน่นอน
จากการศึกษาการเกิดแหล่งแร่ทองคำ เกิดได้จาก 2 แหล่ง คือการเกิดจากสายแร่หรือทางแร่ทองคำซึ่งเกิดรวมกับหินอัคนี เช่น แร่ควอตซ์กับแร่ไพไรด์ อีกแหล่งหนึ่งเกิดจากแหล่งแร่บนลานแร่ ซึ่งมีธารน้ำไหลผ่าน จึงมักพบทองคำปะปนกับ กรวด หิน ดิน ทราย แหล่งแร่ทองคำแหล่งนี้จึงเคยเป็นท้องน้ำมาก่อน แหล่งแร่ทองคำที่ขุดบริเวณ บ้านบ่อนางชิง ตำบลห้วยโจด อำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว ซึ่งอยู่ใกล้เชิงเขาสามสิบ น่าเป็นแหล่งแร่บนลานแร่ซึ่งมีธารน้ำไหลผ่าน ชนิดแหล่งแร่ทองคำแหล่งที่สอง

วันพุธ, พฤษภาคม 26, 2553

ล่องแพแม่น้ำพะโต๊ะชุมพร





อำเภอพะโต๊ะอยู่ห่างจากจังหวัดชุมพร ตามเส้นทางลัดเลาะผ่านไหล่เขาที่สองข้างทางเต็มไปด้วย สวนปาล์ม สวนหมาก สวนยางพารา สวนทุเรียน สวนลองกอง มุ่งไปทางจังหวัดระนอง ระยะทาง 120 กิโลเมตร อำเภอพะโต๊ะมีอะไรเป็นแรงจูงใจให้มาล่ะ แน่นอนพะโต๊ะต้องเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ถูกแกะรอยเพื่อมาศึกษาสองเรื่อง คือ หน่วยอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำพะโต๊ะ และเรื่องธนาคารต้นไม้
ถามว่าได้อะไรจากการดูงานแหล่งเรียนรู้ทั้งสองแห่งนี้บ้าง ตอบได้เลยว่าได้รับรู้ถึงความพยายามของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ที่มุ่งมั่น ในการรักษาป่าต้นน้ำพะโต๊ะ ด้วยยุทธศาสตร์อัจฉริยะที่เรียกว่า “คนอยู่ป่ายัง” ใช้คนรักษาป่าอย่างมีส่วนร่วมประสบผลสำเร็จอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนและความพยายามที่จะตีค่าต้นไม้ให้เป็นทรัพย์สินบันทึกอยู่ในสมุดบัญชีธนาคาร แม้อยู่ในระยะต่อสู้แต่ก็เป็นการเริ่มต้นอย่างยอดเยี่ยมที่จะเรียกป่ากลับคืนสู่โลกใบนี้ แนวคิดธนาคารต้นไม้มีข้อตกลงร่วมกันว่าไม่ยอมตีค่าต้นไม้ 4 ชนิดได้แก่ ต้นยูคาลิปตัสเพราะทำลายสิ่งแวดล้อม ไม้กฤษณาเพราะเนื้อไม้ถูกเจาะกระตุ้นสารหอม ตะกูยักษ์เป็นไม้นายทุนผลประโยชน์ ยางพาราเป็นไม้เศรษฐกิจอยู่แล้ว
หลังจากศึกษาดูงาน ขอเบิกบานกับการล่องแพไปตามแม่น้ำพะโต๊ะ ชมต้นมะเดื่อ ต้นไผ่ริมฝั่ง ทั้งถ่อ ทั้งพาย คัดท้ายเรือยางไปตามเกาะแก่ง ให้เบิกบานในช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต

ชาวญิ่ปุ่นกับผีเสื้อแสนสวยที่ปางสีดา


คุณ MANABE และคุณ KAZUMI เป็นอาสาสมัครอาวุโสจากญี่ปุ่น ที่เรียกว่าอาวุโส คือ เกษียณอายุราชการแล้ว (อายุเกิน 60 ปี) มาช่วยงานด้านวิทยาศาสตร์อยู่ ณ ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาสระแก้วเป็นเวลาแปดเดือนแล้ว ทั้งสองท่านเป็นคนกระตือรือร้น ช่วยงานวิทยาศาสตร์อย่างดียิ่ง ไม่เคยปล่อยเวลาว่างให้เสียไป วันหยุดอาสาสมัครทั้งสองมักเดินทางไปศึกษาผีเสื้อ ถ่ายภาพผีเสื้อ ณ อุทยานแห่งชาติปางสีดาเสมอ เมื่อถ่ายภาพจัดเป็น album เขียนชื่อเป็นภาษาไทย ภาษาอังกฤษไว้ทุกตัวนำมาให้ดูทุกครั้ง คุณ KAZUMI เป็นคุณยายที่ละเอียดอ่อนมากและจิตใจงาม ชอบสอนเด็ก ๆ พับกระดาษเป็นรูปต่าง ๆ เช่น เป็นหมวก เป็นนก เป็นดาว เป็นที่คั้นหนังสือ พับอย่างประณีตสวยงาม ส่วนคุณ MANABE สิ่งที่ทำเสมอคือการวิ่ง คุณ MANABE เป็นนักวิ่งมาราธอนระยะ 42.195 กิโลเมตร ในวันที่ 29 พฤษภาคม 2553 คุณ MANABE จะเข้าร่วมแข่งขันวิ่งมินิมาราธอนที่อุทยานแห่งชาติปางสีดา ในวันเปิดเทศกาล “เมืองผีเสื้อของผืนป่าตะวันออก” จังหวัดสระแก้ว
บันทึกไว้เป็นอนุสรณ์แห่งความทรงจำที่มีต่อเพื่อนชาวญี่ปุ่นที่ชื่อ NORIAKI และ KAZUMI MANABE

วันอังคาร, พฤษภาคม 25, 2553

ต้นสะตอป่าที่อุทยานแห่งชาติปางสีดา








คนไทยหรือคนในแถบเอเชีย เช่น จีน ลาว เวียดนาม กัมพูชา พม่า บริโภค ผักและผลไม้เป็นอาหารส่วนใหญ่ จึงมีรูปร่างกะทัดรัด ไม่อ้วน ระบบขับถ่ายดีเพราะเส้นใยของผักเป็นกากอาหาร ในบรรดาผักทั้งหลาย มีผักชนิดหนึ่ง เป็นฝัก คนไทยในภาคใต้กินเป็นผักดิบและนำไปประกอบอาหารอีกหลายชนิด ผักชนิดนั้นคือ “สะตอ” สะตอมีทั้งสะตอบ้านและสะตอป่า
สะตอป่ามีชื่อเรียกอื่นๆ เช่น ลูกดิ่ง ค้อนกลอง มะขามเฒ่า อีเฒ่า สะตอป่าเป็นต้นไม้ขนาดใหญ่ บางต้นขนาดสามคนโอบ สูง 30-40 เมตร สะตอป่ามีใบคล้ายใบมะขาม ฝักบิดเป็นเกลียว ส่วนที่นำมาเป็นอาหารคือเมล็ดที่อยู่ในฝัก ใกล้ ๆ บ้านพักของอุทยานแห่งชาติปางสีดามีต้นสะตอป่าขนาดใหญ่ขึ้นอยู่ใกล้แผ่นหินทำให้สะตอป่าแผ่รากส่วนโคนเป็น “ พูพอน “ เพื่อยึดเกาะ พื้นดินส่วนล่างคงเป็นหินทำให้หยั่งรากแก้วลงไปได้ไม่ลึก คะเนดูขนาดความสูงอาจถึง 30 เมตร ฝักสะตอป่าต้นนี้หมดโอกาสนำมาเป็นอาหารเพราะต้นขนาดใหญ่และอยู่สูงเกินไป ที่สำคัญอยู่ในพื้นที่ซึ่งมีกฎหมายอุทยานแห่งชาติคุ้มครอง
มองขึ้นไปบนยอดต้นสะตอป่าเห็นฝักโรยตัวเป็นเกลียว ต้นเดือนพฤษภาคมยังมีฝักอยู่เลย อ้างอิง http://chumphon.most.go.th

รังนกพญาปากกว้างอกสีเงิน




ตอนสายวันเสาร์ที่แปดเดือนพฤษภาคม ที่อุทยานแห่งชาติปางสีดา คึกคักไปด้วยคณะเตรียมงาน ด้วยในวันที่ 29 พฤษภาคมที่จะถึง จังหวัดสระแก้วจะจัดงานวัน “เมืองผีเสื้อของผืนป่าตะวันออก” ณ อุทยานแห่งชาติปางสีดาแห่งนี้ ได้มีโอกาสพูดคุยกับหัวหน้าอุทยานฯ คนปัจจุบันคือ คุณชาตรี ผดุงพงษ์ ซึ่งเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของชาวสระแก้ว ท่านกล่าวถึงผีเสื้อไว้อย่างน่าฟังว่า “วงจรชีวิตของผีเสื้อที่อุทยานแห่งนี้มันเป็นไปตามธรรมชาติ ด้วยความสัมพันธ์และความเกี่ยวโยงกัน เช่น ชนิดของต้นไม้ที่เป็นแหล่งอาหาร ความชื้นของอากาศ ปริมาณฝนตก การจะบอกว่าปีนี้จะพบเห็นผีเสื้อน้อยหรือมากก็กำหนดไม่ได้ ที่เดียว หากทุกคนเข้าใจธรรมชาติ ก็จะชื่นชมความงามของผีเสื้ออย่างมีความสุขได้ แม้พบเห็นผีเสื้อเพียงเล็กน้อยก็ตาม” หลังจากพูดคุยกับคุณชาตรีแล้ว ถึงเวลานัดหมายกับ คุณแก้ว คอนคำ นักสื่อความหมายของอุทยานคนสำคัญที่นัดกันไว้ แก้วชวนว่า “อาจารย์ครับ ผมจะพาไปดูนกพญาปากกว้างอกสีเงินทำรังอยู่ริมน้ำ ทำรังไม่ค่อยสวยหรอก ทำสูงจากพื้นดินสักหนึ่งเมตรครึ่ง รังของเขา ทำทางเข้าออกด้วยนะ ” เมื่อไปถึงรังสังเกตโดยรอบห่างจากรังไปประมาณสิบเมตร นกพญาปากกว้างอกสีเงินเกาะอยู่คาคบสูงขึ้นไปประมาณห้าเมตร เฝ้ามองเราอยู่ ขนาดโตกว่านกกระจอกนิดหน่อย นกพญาปากกว้างอกสีเงินทำรังบนต้นไม้ขนาดเล็กอยู่ริมน้ำ คงป้องกันสัตว์อื่นรบกวน เช่น งู กระรอก กระแต นอกจากพาไปดูรังเจ้านกพญาปากกว้างอกสีเงินแล้ว แก้วยังพาไปดูรังนกจับแมลงจุกดำ ทำรังอยู่ริมทางใกล้คน ทำรังน่ารักและสวยงามมากด้วย
สรุปว่า นกน้อยทำรังแต่พอตัว ความสวยงามของรังตามนิสัยนก ความปลอดภัยมาอันดับแรก

วันจันทร์, พฤษภาคม 24, 2553

ชีวิตหนึ่งมีค่ากว่าใดใด

หากชีวิตเป็นของเรา ชีวิตช่างมีค่าเหนือกว่าสิ่งใดใด จะกินก็คำนึงถึงสุขภาพ อาหารที่กินต้องมีคุณค่า มีประโยชน์ ซื้อหามาด้วยทรัพย์เท่าใดก็ไม่ว่า ที่อยู่ที่อาศัยต้องอยู่ในภูมิประเทศอันดี อยู่สุขสบายปลอดภัยใช้ทรัพย์มากมายพียงใดก็ยอมแลก เจ็บไข้ได้ป่วยต้องไปหาหมอที่เก่ง โรงพยาบาลชั้นดีแม้ต้องจ่ายค่าบริการสูงเพียงใดก็ไม่ปฏิเสธ เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มต้องมียี่ห้อให้ความอบอุ่นในฤดูหนาวระบายอากาศได้ดีในฤดูร้อนสวมใส่สบาย เพราะชีวิตเป็นของเราเราต้องดูแล ชีวิตเรามีค่ากว่าสิ่งอื่นใด ทำเพื่อชีวิตตนเองทำได้ทั้งนั้น
ชีวิตคนอื่นละ ไม่เป็นไร ตายบ้างไม่เท่าไร ชีวิตเขาไม่ค่อยมีคุณค่าซักเท่าใด การศึกษาก็มีน้อยด้อยความรู้ คุณภาพชีวิตไม่ต้องคำนึงถึงหรอกหาเช้ากินค่ำอยู่แล้ว หาได้ก็กิน หาไม่ได้ก็อด ตายบ้างก็ยังเหลืออีกหลายล้านคน พวกนี้น่าตายไปให้หมด ทำเศรษฐกิจของชาติพัง ชาติสูญเสียรายได้ไปมากมาย ชีวิตพวกนี้เปรียบเทียบกับการสูญเสียตึกอาคาร ห้าง ร้านค้า ความเสียหายของชาติเทียบไม่ได้เลย..นี่แหละสำนึกมนุษย์ที่ลืมรากเง้า
อย่าลืมว่าทุกชีวิตต่างเกาะเกี่ยวผูกพันกัน หากชีวิตหนึ่งอยู่ไม่ได้ อย่าหวังว่าชีวิตของตนที่มีค่าจะอยู่ได้ มนุษย์เป็นสัตว์สังคมต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน สำนึกของผู้บ้าอำนาจแสวงหาผลประโยชน์ ลาภยศ สรรเสริญ เป็นสำนึกของการทำร้ายตนเองและเผ่าพันธุ์ของมนุษย์ร่วมโลก...... แม้แต่เดรัจฉานยังรักชีวิต .......มนุษย์ผู้ไม่รักชีวิตเพื่อนมนุษย์ยิ่งกว่าเดรัจฉาน

วันพฤหัสบดี, พฤษภาคม 13, 2553

รังนกแอ่นตาลที่จังหวัดตราด





คำสอนของพระพุทธศาสนา ในเรื่องการดำเนินชีวิตที่เป็นมงคลชีวิตซึ่งมีทั้งสิ้น 38 มงคลนั้น มงคลที่ 4 พูดถึงการอยู่ในถิ่นที่เหมาะสม ซึ่งหมายถึงการเลือกอยู่ในถิ่นที่สิ่งแวดล้อมดี ไม่เป็นพิษเป็นภัยแก่ตน มีเรื่องราวในธรรมชาติเรื่องหนึ่งที่พบเห็นและสามารถนำมาอธิบายประกอบเรื่องการเลือกถิ่นที่ไม่เหมาะสมของนกแอ่นตาลคู่หนึ่ง ซึ่งส่งผลและเป็นภัยต่อนกแอ่นตาลคู่นี้
บริเวณชายหาดราชการุณย์ริมทะเลของจังหวัดตราด มีต้นมะพร้าวสูงประมาณ 3-4 เมตร ปลูกไว้เป็นแนวตลอด ใต้ทางมะพร้าวพบเห็นรังนกแอ่นตาลแปะติดอยู่รังหนึ่ง ที่กล่าวว่าแปะติดเนื่องจากนกแอ่นตาลสร้างรังโดยใช้เศษขนนกและน้ำลายของนกเป็นเหมือนกาวประสานให้รังติดแนบกันกับใบใต้ทางมะพร้าว รังของนกแอ่นตาลคู่นี้แปลกมาก ขณะที่พบนั้นไข่ของนกลอยอยู่เหนือรังขึ้นไป ตอนแรกเข้าใจว่านกแอ่นตาลใช้น้ำลายติดไข่ไว้เหนือรัง แต่เมื่อใช้กล้องส่องทางไกล (Binoculars) ตรวจสอบแล้ว ความจริงคือไข่ของนกแอ่นตาลขนาดเล็กยาวประมาณหนึ่งเซนติเมตร กำลังลอยเคลื่อนที่ขึ้นโดยถูกมดแดงจำนวนหนึ่งช่วยกันเคลื่อนย้ายห่างจากรังไปเรื่อย ๆ โดยมีนกแอ่นตาลคู่หนึ่งบินโฉบไปโฉบมาใกล้บริเวณรัง สุดท้ายก็บินจากไป เวลาผ่านไปหนึ่งคืนไข่นกแอ่นตาลเคลื่อนออกจากรังไปไกลประมาณหนึ่งฟุตโดยความร่วมแรงของมดแดงกลุ่มนั้น
สิ่งที่พบเห็นเป็นเรื่องราวทางธรรมชาติ เป็นความจริงที่สมดุล มดแดงทำหน้าที่หาอาหาร นกแอ่นตาลก็ทำหน้าที่ขยายเผ่าพันธุ์ แต่ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นคือนกแอ่นตาลทำรังโดยไม่ได้พิจารณาให้ดีก่อนว่าบริเวณที่ทำรังเหมาะสมหรือไม่ มีภัยอย่างไร หากเลือกแหล่งที่อยู่ที่เหมาะสม นกแอ่นตาลคงไม่สูญเสียไข่ของตนเหมือนเหตุการณ์ครั้งนี้ นี่แหละความเป็นมงคลที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงเมตตาเทศน์โปรดสัตว์ทั้งหลายไว้กว่า 2550 ปีมาแล้ว

วันอังคาร, เมษายน 27, 2553

นกแซงแซวหางปลา








ตั้งแต่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ขึ้นมาทางเหนือของประเทศไทยทั้งหมด แซงแซวหางปลาเป็นนกประจำถิ่นซึ่งหมายถึงการอยู่อาศัยและทำรังวางไข่ ที่ได้ชื่อว่า แซงแซวหางปลา เพราะหางเป็นแฉกเว้าคล้ายหางปลาตะเพียน นกแซงแซวหางปลามีชื่อสามัญว่า Black Drongo ขนจึงมีสีดำเหลือบน้ำเงินเล็กน้อย แซงแซวหางปลามีเสียงร้อง “แซก แซก” แต่ก็สามารถเลียนเสียงสัตว์อื่นได้ เช่น เลียนเสียงแมวหรือเสียงนกชนิดอื่น เมื่อได้ยินอาจทำให้เราสับสนได้เหมือนกัน
บริเวณหน้าบ้าน “ไอดินกลิ่นดาว” ในสวนประดู่ป่าปลูกต้นสะเดาไว้ บนกิ่งที่สูงขึ้นไปประมาณ 2 เมตร นกแซงแซวหางปลา นำเศษหญ้าเส้นยาวมาถักเป็นรูปถ้วยทำรังเลี้ยงลูกน้อย 2 ตัว ลูกแซงแซวหางปลามีขนสีดำเหลือบเหมือนพ่อแม่ แต่บริเวณขอบปากมีสีขาว พ่อแม่ของแซงแซวหางปลาช่วยกันป้อนอาหารเลี้ยงลูก
ที่สวนประดู่ป่า ไม่ใช้ยาฆ่าแมลง มีสระน้ำ ปลูกต้นไม้ที่เป็นอาหารของนก เช่น ตะขบ หว้า รวมถึงไม้ป่านา ๆ ชนิดให้ความร่มรื่น จึงเหมาะกับการขยายพันธุ์และเป็นที่อยู่อาศัยของนก โดยเฉพาะในเดือนเมษายนมีนกหลายชนิดฟักไข่เลี้ยงลูกในที่แห่งนี้

วันพฤหัสบดี, เมษายน 22, 2553

คนทำรังให้นกอยู่





มีตึกหลายหลังในตัวจังหวัดนราธิวาส ที่ก่อสร้างขึ้นไปสูงประมาณห้าหกชั้น โดยที่ชั้นที่สี่ห้าหกไม่มีหน้าต่างประตูเลย แต่มีรูกลมเส้นผ่าศูนย์กลางประมาศ 10 – 15 เซนติเมตร ห่างกันประมาณ 30 เซนติเมตร หนึ่งแถวรอบตัวตึกให้นกเข้าอยู่ ตึกทั้งหลังเป็นรังของนกแอ่นกินรัง(Germain’s Swiftlet) เจ้าของตึกใจดีสร้างตึกให้นกแอ่นกินรังอยู่ แต่เก็บภาษีเป็นรังนกตอบแทน ดูเหมือนว่าเป็นการได้ผลประโยชน์ทั้งคู่ นกแอ่นกินรังสามารถขยายพันธุ์ได้ เจ้าของตึกก็มีรายได้งดงามจากรังนก การสร้างตึกแล้วใช่ว่านกแอ่นกินรังจะตัดสินใจมาอยู่ด้วย เจ้าของตึกยังมีวิธีการเชิญชวนโดยการเปิดซีดี (CD) เสียงนก เรียกให้นกแอ่นกินรังมารวมกันที่ตึกของตนด้วย (ข้อมูลจากการพูดคุยกับพนักงานของโรงแรมต้นหยง)
สรุปส่งท้ายว่า คนมีสตางค์สร้างตึกแล้วเก็บภาษีจากนกด้วยรังนกแอนกินรัง คนชาวประมงซื้อกรงให้นกกรงหัวจุกอยู่ เพื่อฟังเสียงร้องแข่งขันประชันเสียงกัน รับรางวัลบ้างนิดหน่อย ไม่มีรายได้มีเพียงความสุขเล็กน้อยก็เพียงพอแล้ว

คืนหนึ่งที่นราธิวาส








ระเบียงตึกชั้นที่ห้าของโรงแรมตันหยง กลางเมืองนราธิวาส เวลาประมาณตีสี่กว่า ๆ เสียงสวดสรรเสริญพระอัลเลาะห์ของอิสลามมิกชนดังมาจากมัสยิด คนจีนสูงอายุจูงจักรยานออกจากบ้านไปออกกำลังกาย ตึกเก่าหลังคาแปลกๆหน้าโรงแรมสวยมาก เมื่อต้องแสงไฟในยามค่ำคืน โคมไฟริมถนนหยิบเอารูปทรงกรงนกมาตกแต่งได้อย่างลงตัว
หวนคิดถึงเมื่อวานนี้ที่นราธิวาสได้พบเห็นอะไรที่น่าประทับใจบ้าง ด้วยเวลาที่มีอยู่จำกัด คือ หนึ่งวันหนึ่งคืนเท่านั้น เริ่มด้วยความสวยงามของศาลาที่ประทับเพื่อทอดพระเนตรการแข่งเรือริมแม่น้ำบางนราอาจกล่าวได้ว่า เป็นความสวยงามที่ลงตัวที่สุดของสิ่งปลูกสร้างและธรรมชาติ คือ แม่น้ำบางนราที่กว้างใหญ่น้ำใสสีครามตัดกับขอบฟ้าและภูเขาอยู่ไกล ๆ ที่ปากน้ำบางนรามีชุมชนประมงอยู่สองฝั่ง พบเห็นเรือ กอและ (KORLAE) ที่เขียนลวดลายข้างลำเรือด้วยสีสดใสสวยงามและใช้ได้ในชีวิตประจำวัน จอดรอเวลาการไปทำภารกิจของตน หน้าบ้านของชุมชนชาวเรือมักเห็นกรงนกกรงหัวจุกอยู่เกือบทุกบ้าน เมื่อขอถ่ายภาพกรงนก ชาวมุสลิมยิ้มและพยักหน้าในความหมายอนุญาต
สิ่งหนึ่งของเมืองนราธิวาสที่แปลกไปในช่วงเวลานี้คือ รถจักรยานยนต์เกือบทุกคันที่จอดจะต้องเปิดเบาะตั้งขึ้นเรียงรายนับร้อยคัน มีคำถามลอยไปในฟากฟ้าว่า “เมื่อไรหนอจะปิดเบาะรถจักรยานยนต์ลงได้ซะที”

วันพุธ, เมษายน 21, 2553

รักต้นไม้ไม่เลือกเวลา

ไม่เคยได้เขียนเรื่องราวของเพื่อนคนไหนเป็นพิเศษเลย วันนี้มีเหตุต้องเขียน ที่จริงแล้วชื่นชมในความสามารถของเพื่อนคนนี้ตลอดที่เป็นเพื่อนกันมากว่า 40 ปี เขาเป็นนักชีววิทยา สองมือของเขาอ่อนโยน เมื่อโอบจับลูกไก่ที่ฟักด้วยเครื่อง และอนุบาลรุ่นแล้ว รุ่นเล่า สองมือที่บรรจงเพาะเลี้ยง ปลากัด ปลาจีน ปลาหม้อ ปลากริม ปลาลูกผสม ที่หลากหลายความงามของสีสันปลาเหล่านั้น และสองมือเพื่อนคนนี้ที่เพาะพันธุ์ต้นไม้ ไม่ว่าเพาะยากเพียงไหน เขาเพาะต้นอ่อนได้เสมอ แม้แต่เม็ดมะค่าโมงเพาะยาก ๆ เพื่อนคนนี้ก็เพาะได้ นี่เป็นภาพแห่งความทรงจำที่มีต่อเพื่อนที่ชื่อ นายอัศนีย์ ศรีสุข
แต่สิ่งที่เขียนเป็นเหตุการณ์หนึ่งของเพื่อน หลังจากที่เขาได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่ใหญ่โตขึ้นและต้องเดินทางไปประจำอยู่ในจังหวัดทางภาคอีสาน ทิ้งบ้าน ทิ้งต้นไม้ไว้หลายสัปดาห์ เมื่อกลับถึงบ้าน อาบน้ำ กินข้าวกินปลาเสร็จก็มืดค่ำพอดี คิดถึงต้นไม้ที่แตกกิ่งจากพุ่มเดิม จึงหยิบกรรไกรตัดกิ่งไปตกแต่งต้นไม้ ไม่ได้เลือกกาลเวลา เวลาของความรักที่มีต่อต้นไม้ถูกจำกัดด้วยราชการ ผลคืองูเขียวกัดหลังมือ ไปนอนโรงพยาบาล คุณหมอให้นอนดูอาการให้ครบ 24 ชั่วโมง ที่โรงพยาบาล โทรศัพท์คุยกัน เพื่อนพูดว่า “ข้าไม่ได้ตีมันหรอก ข้าอโหสิกรรมให้มันแล้วจะได้ไม่จองเวรซึ่งกันและกันอีก” บอกเพื่อนไปว่า “มันก่อกรรมให้ตัวมันอีกที่มันกัดเองนะ เองรักต้นไม้ผิดเวลาก็อย่างนี้แหละ”

คอนพะเพ็ง




สาดกระเซ็น เป็นสาย ประกายน้ำ

ละอองคราม ขาวฟุ้ง พุ่งกระโดด

ไหลลัดเลาะ เกาะแก่ง ระเริงโลด

ผ่านผาโขด สันทราย สู่สายชล......

เป็นบทกลอนที่เขียนให้ธรรมชาติที่สวยงามเกินกว่าพรรณนาคือ"คอนพะเพ็ง"ประเทศลาวบ้านน้องของไทยเราบันทึกภาพเมื่อวันที่สิบสี่เมษายนสองห้าห้าสาม

ลีลาของธรรมชาติ



เดือนเมษายนกลางฤดูร้อนที่หฤโหด บางวันอุณหภูมิขยับขึ้นไปถึง 43 องศาเซลเซียส ทั่วพื้นดินร้อนระอุ ต้นไม้โสก บางต้นต้องสลัดใบทิ้งจนหมด เพื่อป้องกันการสูญเสียน้ำจากการคลายน้ำของใบ ความโหดของฤดูร้อนเป็นไปตามกฎธรรมชาติ เฉกเช่นการยิงกระสุนขึ้นไปบนท้องฟ้า เมื่อขึ้นสูงสุดกลับหล่นลงสู่พื้นดิน ขณะที่ร้อนสุด ๆ เมฆดำปรากฏตัวขึ้นทางทิศใต้ ลมพัดโชย กิ่งไม้ ใบไม้ที่เหลือเริ่มไหวตื่นตัว ฟ้าคะนอง ฝนและลมซัดซาดกระจายไปทั่วพื้นดิน คางคก อึ่งอ่าง ออกจากที่ซ่อนกระโดดไปตามพื้นดิน มุ่งสู่บริเวณที่มีจอมปลวก นกกวัก วิ่งอยู่บนพื้นจับแมงเม่าแย่งกับอึ่งอ่าง คางคก ฝนเบาลงเวลาผ่านไปช้า ๆ ฟ้าลดการคะนอง ฝนตกเกือบหนึ่งชั่วโมง เมื่อฝนหยุดตก ต้นไม้ทุกต้นสงบนิ่งคงอยู่ในภวังค์ของการดูดซับน้ำฝนที่เฝ้ารอด้วยความอดทนมาตลอดฤดูแล้ง
อีกด้านหนึ่งเกิดมหกรรมกินแมลง โดยเฉพาะการกินแมงเม่าอย่างสนุกสนาน ทั้งนกแซงแซว นกกางเขนบ้าน นกจับแมลง นกอีแพรด โฉบกินแมลงเหมือนว่าอาหารไม่มีวันหมดไปได้เลย
นี่คือลีลาธรรมชาติของประเทศไทยในเดือนเมษายน

ปลูกตอไม้ไว้ให้ต้นไม้







ที่ชมรมอนุรักษ์ม้าพันธุ์พื้นบ้าน อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี ช่วงสงกรานต์ กลางเดือนเมษายน นักท่องเที่ยวที่มีเป้าหมายชัดเจน มาจากจังหวัดสุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา สมุทรปราการ กรุงเทพมหานคร พาลูกหลานแวะมาเยี่ยมม้าพันธุ์พื้นบ้านที่ชมรม เด็กทุกคนทั้งชายหญิงพกพารอยยิ้มกลับไปหลังจากได้ขี่ม้า ถ่ายรูปสวย ๆ และให้รางวัลม้าตัวโปรด เจ้าอะปาเช่ เจ้าเหลือง เจ้าแซม และอีกหลายตัว ด้วยกล้วยสุกและอาหารเม็ด
ได้พูดคุยกับครูอู๊ด เจ้าของชมรมช่วงพักเหนื่อย ซึ่งยังมีรอยยิ้มของความสุขอยู่ว่า “ช่วงนี้อากาศร้อนมากอุณหภูมิตั้ง 42 – 43 องศาเซลเซียส ยังให้ความรู้และความบันเทิงกับเด็ก ๆ ได้ไหวอยู่รึ ” ครูอู๊ด ตอบว่า “ถ้าเราทำอะไรอย่างมีความสุขไม่ว่าจะลำบากเพียงไหน ทำได้ แต่ที่อากาศมันร้อนมากขนาดนี้ สาเหตุหนึ่งน่าจะมาจากจำนวนป่าไม้ที่ถูกตัดอย่างต่อเนื่องทั่วโลก ที่เราเห็นเป็นข่าว แม้ในประเทศเราก็มีการแอบตัดในเขตอุทยานแห่งชาติอยู่บ่อย ๆ ไม่ช้าไม่นานทั่วโลกคงเหลือเพียงตอไม้ ในชมรมอนุรักษ์ม้านี้ ผมปลูกตอไม้ไว้ให้ต้นไม้อยู่ เห็นไหมครับ ตอไม้กลุ่มนั้นแหละ ผมจะเอากล้วยไม้มาเกาะให้มันอยู่ อาจลดอุณหภูมิของโลกลงได้บ้างหรือเปล่าไม่แน่ใจ” ครูอู๊ดทิ้งท้าย ผมจะปลูกตอไม้ไว้ให้ต้นไม้นะครับ

วันศุกร์, เมษายน 09, 2553

ปักเอ๋ยปักเป้า


ปักเอ๋ยปักเป้า
ซากเจ้าซัดสาดสู่หาดทราย
ก่อนเก่าผยองเบ่งพองกาย
ทำลายอริมิตรใกล้ชิดตน
จะเก่งกล้าสามารถขนาดไหน
ถึงใหญ่ใครยอไม่ก่อผล
บุญหายพ่ายแพ้แม้ดิ้นรน
ยังสิ้นชนม์ทิ้งซากฝากทรายเอย.

วันพุธ, เมษายน 07, 2553

การสร้างโอกาสควบคู่กับความเมตตา





หลายปีที่ผ่านมา เฝ้ามองการเปลี่ยนแปลงและความเป็นไปของธรรมชาติในสวนประดู่ป่าที่จังหวัดนครนายก โดยเน้นไปที่ต้นไม้และนกเป็นหลัก จากการสังเกตพบว่า การจัดการเกี่ยวกับต้นไม้ เพียงแต่ตัดหญ้าเสมอ ๆ ปล่อยให้หญ้าทับถมกันเป็นปุ๋ย ดิน ดีขึ้นๆ จากที่นาซึ่งเป็นดินเหนียวไม่เหมาะกับการปลูกต้นไม้ เวลาผ่านไปสิบกว่าปีต้นไม้บางชนิดที่เป็นไม้ในถิ่นภาคใต้ก็สามารถเติมโตได้ดี เช่น ต้นเทพธาโร ต้นจันทน์กะพ้อ แม้แต่ต้นสะตอ ต้นมันปลา พืชกินฝักกินใบก็เติมโตได้ เมื่อต้นไม้เริ่มโตมีความเป็นป่ามากขึ้น กอปรกับมีต้นไม้ให้ผลเช่น ต้นหว้า ต้นตะขบ ต้นมะเม่า ทำให้นกมีแหล่งที่อยู่อาศัยขยายพันธุ์ นกเขา นกเอี้ยงสาริกา นกปรอดสวน นกกางเขน นกอีแพรด นกกิ้งโครงคอดำ รวมถึงนกกาเหว่าซึ่งไข่ให้นกกิ้งโครงคอดำฟักและเลี้ยงลูกให้ด้วย เคยนับจำนวนชนิดนกที่พบในสวนประดู่ป่า ปีที่แล้วนับได้ 19 ชนิด ปีนี้นับได้ 25 ชนิด ชนิดเด่นที่เพิ่มขึ้นได้แก่ นกจับแมลงคอแดงซึ่งเป็นนกอพยพ นกบั้งรอกใหญ่หางยาวสวยงามบินในระดับเรือนยอดเหมือนนกกาเหว่า นกกาน้ำเล็กแอบมาลงสระและนกกินปลีอกเหลืองเฝ้าประจำต้นพู่นายพลกินน้ำหวานจากกระเปาะดอก
วัฏจักรหรือวงจรชีวิตของนกส่วนใหญ่สั้น การให้โอกาสโดยการปลูกต้นไม้เป็นที่กำบังต้นไม้ที่เป็นแหล่งอาหาร นกสามารถอยู่อาศัยและขยายพันธุ์ได้ ทำให้จำนวนชนิดของนกเพิ่มมากขึ้น คนจะได้อาศัยความน่ารักและความงามของนกเพื่อความสุนทรีย์ ทำให้ชีวิตมีความนุ่มนวลและผ่านกาลเวลาที่สับสนวุ่นวายจากภาระหน้าที่ไปได้ในระดับหนึ่ง