วันพฤหัสบดี, เมษายน 21, 2554

เตรียมตัวสู่ชีวิต “สมณะ”








การตัดสินใจเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ (ชีวิตห่มย้อมฝาดของสมณะ) แม้จะเป็นช่วงสั้น ๆ ในวัยย่างเข้า 60 ปี ก่อนเกษียณอายุราชการก็นับว่าไม่ง่ายเลย ด้วยเหตุข้อจำกัดต่างๆ นาๆ อาทิ การเคยอยู่สุขสบายในชีวิต คฤหัสถ์มานาน กฎเกณฑ์ข้อบังคับต่าง ๆ ล้วนแล้วแต่อนุโลมได้ทั้งนั้น จะกิน จะนอน จะเที่ยว จะเล่นอิสระ อาการเจ็บป่วย เข่า แข้ง นั่งไม่ได้ก็ไม่เป็นไร นั่งเก้าอี้ก็ได้ไม่เป็นปัญหา แต่ชีวิตสมณะไม่ใช่ ทุกอย่างต้องมีความเคารพ ในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ความเชื่อ ความศรัทธา มีวินัย มีกฎ ข้อพึงปฏิบัติที่ไม่ยกเว้นไม่ย่อหย่อน มีศีลเป็นที่ตั้งทำผิดนิดพร่องไป ก็ผิดศีล พร่องศีล ล้วนแล้วแต่เป็นบาปติดตัวทั้งสิ้น
ฉะนั้นจึงต้องเตรียมตัวก่อนเพื่อให้บกพร่องน้อยที่สุด เริ่มต้นด้วย
ข้อที่หนึ่ง ฝึกตนเองที่จะไม่ตำหนิใคร ๆ ทั้งกาย ทั้งวาจา และทั้งใจ ข้อนี้น่าจะเป็นข้อที่ทำยากที่สุดโดยเฉพาะใจที่ไม่ตำหนิ เพราะใจมันไวจริง ๆ ใจมีความไวมากกว่าแสง (186,000 ไมล์ต่อวินาที) ถ้าฝึกได้คือสุดยอด ฝึกตนเองที่จะอดทนต่ออายตนะภายนอก คือ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ธรรมารมณ์ ที่มากระทบทั้งดีและไม่ดี ข้อนี้ก็ทำยากเพราะกิเลสมันพอกเราหนาอยู่ ฝึกตนมองทุกสิ่งทุกอย่างด้วยเหตุและผล ความเป็นไปตามธรรมชาติ ไตร่ตรอง ใคร่ครวญ
ข้อที่สอง มีเมตตา มีความรัก ต่อ เพื่อน พระสหธรรมิก ทั้ง ภันเต (แก่พรรษา) และอาวุโส (อ่อนพรรษา) สามเณร ญาติโยม
ข้อที่สาม มีความเคารพอย่างจริงใจ เชื่อฟังทั้ง กาย วาจา ใจ ต่อพระอาจารย์ พระพี่เลี้ยง ต้องปฏิบัติให้ได้ พระอาจารย์ พระพี่เลี้ยงส่วนใหญ่ อายุท่านรุ่นลูก แม้กระนั้นก็ต้องเชื่อฟัง
ข้อที่สี่ ปฏิบัติธรรมตามคำสอนของหลวงพ่อในการนั่งสมาธิ ศึกษาพระวินัยปาฏิโมกข์ เพื่อรักษาศีล 227 ข้อ โดยไม่เผลอ ไม่พร่อง ไม่ตั้งใจ ไม่รู้ก็ไม่เว้น
ทั้งสี่ข้อที่กล่าวมา ก็เพื่อเป้าหมาย “ยกจิตให้สูงขึ้น และปฏิบัติธรรม เข้าสู่ดวงธรรม ดวงปฐมมรรคเป็นเบื้องต้น”

วันพฤหัสบดี, มีนาคม 10, 2554

เถาวัลย์น้ำ 2











ที่ป่าชุมชน บ้านคลองนางชิง อำเภอเมือง จังหวัดสระแก้ว มีพื้นที่ป่าประมาณ 20 ไร่ ถูกเก็บไว้สมัยปู่ย่า ตายายของชาวชุมชน ก่อนที่ทางราชการจะมีการออกโฉนด เก็บไว้เพื่อลูกหลานได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน ป่าบ้านคลองนางชิงจึงตกมาถึงปัจจุบันนี้ แม้ว่าจะมีบุคคลที่เห็นแก่ตัวพยายามรุกผืนป่าเพื่อปลูกต้นยูคาลิปตัสไปได้บ้าง แต่ชาวชุมชนบ้านคลองนางชิงสามารถต่อสู้จนปัจจุบันได้เอกสารสิทธิ์เป็นป่าชุมชนแล้ว
สองสัปดาห์ที่ผ่านมาชาวชุมชนมาเชิญผู้เขียนให้ไปเยี่ยมชม ร่วมเสวนากับชาวชุมชนเพื่อออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ในฐานเรียนรู้ต่างๆ แม้มีช่วงเวลาสั้น ๆ พบว่าป่าชุมชนแห่งนี้มีความสมบูรณ์และมีความหลากหลาย มีทั้งต้นไม้ใหญ่ เล็ก พืชอาหาร พืชสมุนไพร เห็ด โดยเฉพาะมีเถาวัลย์น้ำ ให้ศึกษาเรียนรู้ ป่าบ้านคลองนางชิงจึงเหมาะที่จะเป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องธรรมชาติวิทยาของนักเรียน นักศึกษา ประชาชน ที่ใกล้บ้านได้เป็นอย่างดี

อุทยานแห่งชาติ ภูเก้า-ภูพานคำ







อุทยานแห่งชาติแห่งนี้อยู่ใน อำเภออุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่นมีเขตติดต่อกับจังหวัดหนองบัวลำภู ส่วนหนึ่งของอุทยานอยู่ริมทะเลสาบของเขื่อนอุบลรัตน์ อุทยานจึงมีทั้งแหล่งน้ำและภูเขา คือภูพานคำ เสียดายที่มีเวลาน้อยเก็บภาพมาไว้ดูก่อนเมื่อมีโอกาสคงได้มาศึกษารายละเอียดมากยิ่งขึ้น

วันพุธ, มีนาคม 09, 2554

Team work












องคาพยพของสำนักงาน กศน. มีศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาเป็นกลุ่มงานหนึ่ง ซึ่งมีการทำงานเป็นทีมอย่างเหนียวแน่น มีเป้าหมายชัดเจนในการให้การสนับสนุน ส่งเสริม เติมเต็มการศึกษาของชาติในรูปแบบการศึกษาตามอัธยาศัย แม้ว่าทั้งประเทศจะมีเพียง 15 แห่ง แต่ก็แข็งขันจนมีผู้ให้นิยามความเป็นทีมว่า “ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาหนึ่งไม่มีสอง”
ผู้เขียนได้มีโอกาสเยี่ยมชมกิจกรรมการทำงานเป็นทีมในการจัดกิจกรรมวิทยาศาสตร์สัญจรของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระหว่างวันที่ 8-10 มีนาคม 2554 โดยจัดที่สนามสมเด็จพระนเรศวรมหาราช กลางเมืองหนองบัวลำภู โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดให้เกียรติมาเป็นประธาน และเยี่ยมชมด้วยความสนใจ ที่ประทับใจคงเป็นภาพของนักศึกษา กศน. ที่มีความสนใจและมีกระบวนการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น มีการจดบันทึกเมื่อเข้าเรียนรู้ในแต่ละฐานเรียนรู้ทั้งแปดฐาน รวมทั้งนักเรียนในระบบโรงเรียนจำนวนมากได้ใช้โอกาสนี้ในการเพิ่มเติมประสบการณ์การเรียนรู้ของตน

มาฆา







เมื่อวันมาฆะบูชาที่ผ่านมา แม่ม้าชื่อ “ตาหวาน” ซึ่งเลี้ยงไว้ที่ประดู่ป่าแคมป์เพื่อทดลองบำบัดเด็กพิเศษ ทำท่าจะตกลูกแต่ไม่ตกจนเลยมาอีกเกือบหนึ่งสัปดาห์ จึงตกลูกม้าตัวเมียน่ารักมาก สีน้ำตาลเข้ม คล้ายพ่อม้าที่ชื่อ win win แต่ที่แปลกไปคือลูกม้ามีถุงเท้าสีขาวทั้งสี่ขามาถึงข้อเข่า บริเวณหัวไหล่ขาหน้าซ้ายมีแต้มสีขาวรูปใบโพ ดูแล้วลูกม้ามีลักษณะดี (คิดเอาเองนะ) จึงตั้งชื่อว่า “มาฆา” ทุกคนที่สวนประดู่ป่ารักมาฆา โดยเฉพาะคุณพจมาน คุณยายของเด็ก ๆ ดูอาการจะรักเจ้ามาฆามากกว่าใคร หวังว่าในอนาคตมาฆาจะเป็นม้าที่รักษาอาการผิดปกติของเด็กพิเศษเพื่อสร้างบารมีให้กับมาฆาเอง เป็น “ทานบารมี” ที่ยิ่งใหญ่เพื่อภพชาติที่ดียิ่งขึ้นต่อไป

วันพุธ, มีนาคม 02, 2554

ตำบลบ่อทองเคยมีเหมืองทองเดี๋ยวนี้มีเพียงต้นทองกวาว












ชื่อตำบลบ่อทอง เคยเป็นเหมืองทองคำอยู่ที่อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ประวัติของเหมืองทองแห่งนี้ เริ่มสมัยรัชกาลที่ 5 พ.ศ.2415 เป็นเหมืองขุดบ่อ แร่ทองคำอยู่ในหินแข็งที่เกิดอยู่ในที่ราบ การทำเหมืองยุติลงในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1
ต่อมามีการขุดทำเหมืองอีกครั้ง พ.ศ. 2493-2500 ได้ทองคำไปทั้งสิ้น 55 กิโลกรัม
ปัจจุบันไม่ได้ทำแล้ว ตำบลบ่อทองจึงเป็นตำนานเล่าขาน ทิ้งร่องรอยในอดีตกับต้นทองกวาวไว้เป็นต้นไม้สัญลักษณ์
อ้างอิง แผ่นพับแนะนำพิพิธภัณฑ์บ่อทอง

ปากโพรงนกตีทอง




นกตีทอง เป็นนกตระกูลโพระดกชนิดหนึ่งมีขนาดเล็กประมาณนกกระจอกบ้าน นกตีทองชอบเจาะโพรงทำรังตามกิ่งไม้ที่ตายแล้ว โดยทั่วไปโพรงสูงจากพื้นดินประมาณ 3-4 เมตร นกตีทองช่วยกันเลี้ยงลูกทั้งพ่อและแม่ นกตีทองอาจใช้โพรงเดิมเลี้ยงลูกหลายครั้ง ในภาพเป็นนกตีทองที่มาเลี้ยงลูกโพรงนี้เป็นครั้งที่สองที่ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาสระแก้ว ทดลองถ่ายภาพด้วยเทเลสโคปยังไม่คุ้นมือ

ข้าฯขออุปสมบท


ระหว่างวันที่ 20 มีนาคม ถึง 30 เมษายน 2554 ข้าฯขออุปสมบทในบวรพุทธศาสนาถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและบิดาผู้ล่วงลับ ต่อไปนี้เป็นคำขออโหสิกรรม "กรรมใดใดทั้ง มโนกรรม กายกรรม วจีกรรม ที่ข้าฯได้ล่วงเกินท่านทั้งหลาย โปรดอโหสิกรรมให้ข้าฯด้วยเถิด กรรมใดใดทั้งมโนกรรม กายกรรม วจีกรรมที่ท่านทั้งหลายได้ล่วงเกินข้าฯได้อโหสิกรรมให้ท่านแล้ว
ปัญญา วารปรีดี

วันศุกร์, กุมภาพันธ์ 25, 2554

พิมพ์เขียวศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานราธิวาส








พื้นดินบริเวณป่าพรุใกล้ส่วนราชการกลางเมืองนราธิวาส คือสถานที่ ที่ชาวนราธิวาสช่วยกันวาดฝันให้เป็นศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา ผู้เขียนมีความภูมิใจที่มีส่วนเล็กน้อยในการสร้างพิมพ์เขียวของศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาแห่งนี้ร่วมกับเพื่อนๆ ป่าพรุที่จะเป็นศูนย์วิทยาศาสตร์ในอนาคตมีความสำคัญในเชิงนิเวศวิทยาอย่างยิ่ง เพราะป่าพรุของนราธิวาสส่วนใหญ่ถูกส่วนราชการถมจนเกือบหมดสิ้น คงจะมีที่เหลือให้ลูกหลานได้เรียนรู้บริเวณศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาแห่งนี้แหละ ในวันที่ไปกำหนดผังเพื่อเขียนแบบ (23 ก.พ. 54) พื้นที่ประมาณ 50 กว่าไร่ มีนกน้ำให้เห็น มีย่านลิเภา มีกระจูด มีต้นเอนอ้า ฯลฯ เพียงยืนอยู่บนถนนเท่านั้นยังไม่ได้ศึกษาสำรวจทั้งหมด หากศึกษาสำรวจและสร้างเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ (Trail) จะสามารถออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับแหล่งเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี

“ย่านลิเภา” หน้าตาเป็นเช่นนี้เอง








ทุกคนคุ้นกับคำว่า “ย่านลิเภา” เพราะมักได้ยินได้เห็นผลิตภัณฑ์จากโทรทัศน์ที่พูดถึงผลผลิตที่ทำจากย่านสิเภาของโครงการพระราชดำริในพระบรมราชินีนาถบ่อย ๆ แต่เชื่อว่าหลายคนคงไม่เคยเห็น เถาหรือต้นของย่านลิเภาว่าเป็นเช่นไร
ย่านลิเภา หรือ เถาลิเภา เป็นเฟิร์นชนิดหนึ่งในสกุล Lygodium เป็นเถาที่เกาะพันกับต้นไม้อื่น ด้วยเป็นเถาขนาดเล็กจึงเกาะพันในระดับใกล้พื้นดินสูงประมาณ 1-2 เมตร เถามีความเหนียวสีน้ำตาลเข้มถึงดำ เมื่อนำมาถักเป็นผลิตภัณฑ์จึงมีความสวยงาม คงทน และมีราคาสูงตามคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ในภาพเป็นย่านลิเภาชนิดหนึ่งถ่ายจากบริเวณป่าพรุซึ่งเป็นสถานที่ก่อสร้างศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานราธิวาส ซึ่งในอนาคตจะเป็นแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับพืชพรรณ ต้นไม้บริเวณป่าพรุของภาคใต้ที่สำคัญแห่งหนึ่ง
อ้างอิง http://th.wikipedia.org/

กระจูดในป่าพรุที่นราธิวาส





กระจูด เป็น “กก” ชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Lepironia articalata ลำต้นกลมเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 2-3 มิลลิเมตร (ขนาดก้านไม้ขีดไฟ) สูงได้ประมาณ 2 เมตร เมื่อดิบมีสีเขียว ตากแห้งเป็นสีเสื่อ โดยทั่วไป สามารถย้อมให้มีสีต่าง ๆ ได้ กระจูดชอบขึ้นอยู่บริเวณป่าพรุที่มีน้ำขัง มีเศษซากพืชทับถมมาเป็นเวลานาน เราสามารถพบกระจูดได้ในภาคใต้ของประเทศไทย เช่นจังหวัด นราธิวาส พัทลุง สุราษฎร์ธานี สงขลา คนไทยรู้จักนำกกกระจูดมาทำเสื่อใช้นานแล้ว ปัจจุบันการทอกระจูดถูกพัฒนา ลวดลาย สีสันให้ดูสวยงาม นอกจากการทอเสื่อแล้ว ยังสามารถนำกระจูดมาสานเป็น กระเป๋า ทำเชือก และผลิตภัณฑ์อื่นได้ ภาพกระจูดที่เห็นเป็นมัดกระจูดที่ชาวบ้านเก็บมาจากป่าพรุบริเวณก่อสร้างศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานราธิวาส ถ่ายเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2554
อ้างอิง http://th.wikipedia.org/

ถนนหมายเลข 43 สู่ ปัตตานี หมายเลข 42 ผ่านกรือเซะ






เมื่อเดินทางจากอำเภอหาดใหญ่มุ่งสู่จังหวัดปัตตานี ถึงทางแยกซ้ายมือเขาตัวจังหวัดปัตตานีเลยไปอีกประมาณ 8 กิโลเมตรซ้ายมือมีสถานที่สำคัญที่ประวัติศาสตร์ต้องบันทึกไว้ สถานที่นั้นคือ มัสยิดกรือเซะ (Krue Sae Mosque) กรือเซะมีความสำคัญที่ควรจดจำสามประการคือ
ประการแรก มัสยิดกรือเซะเป็นสถาปัตยกรรมทางศาสนาที่มีอายุกว่า 200 ปี มีความโดดเด่นตรงรูปทรงของประตูทางเข้าเป็นวงโค้งแหลมแบบ “กอธิค” ของชาวยุโรปชาวตะวันออกกลาง จึงมีความสวยงามเฉพาะ
ประการที่สอง มัสยิดกรือเซะ เป็นแหล่งท่องเทียวทางโบราณสถานที่ชาวไทยและชาวต่างชาติเช่นมาเลเซีย สิงคโปร์ นิยมมาท่องเที่ยวเยี่ยมชมกันอย่างต่อเนื่อง
ประการที่สาม มัสยิดกรือเซะ ได้บันทึกเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ของมนุษยชาติไว้เพื่อการศึกษาเรียนรู้ถึง ความถูก ความผิด ความขัดแย้ง ความปองดองสมานฉันท์และอื่นใด ในวันที่ 28 เมษายน 2547 ซึ่งมีผู้เสียชีวิตรวมกันทั้งสิ้นถึง 112 คน บาดเจ็บรวมกัน 22 คน เป็นบทเรียนราคาแพง

อ้างอิง http://th.wikipedia.org/

มะกู๊ดแต๋ะ








ที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา มีร้านอาหารขายดีร้านหนึ่งชื่อ “โชคดีแต่เตี้ยม” ร้านนี้เขาขายอาหารต่างชาติสิงคโปร์ เช่น ติ่มซำหลากหลายชนิดร้อน ๆ ทำเป็นคำใส่ไว้ในเข่ง เข่งละ 2 คำ แต่สุดยอดอาหารของร้านนี้ที่ลูกค้าทุกคนตั้งใจมากินคือ “มะกู๊ดแต๋ะ” เป็นหมูตุ๋นเครื่องยาสมุนไพรมีเห็ดเข็มทองเป็นผัก ร้านโชคดีแต่เตี้ยมเขาเลือกหมูคุณภาพเกรด A ของไฮมีท ปรุงเป็นอาหาร ทำให้ผู้รับประทานยิ่งอร่อยในคุณภาพของหมูไปด้วย แถมมีกาแฟโบราณ ชาร้อน ๆ เป็นมื้อเช้าที่เยี่ยมยอดร้านหนึ่ง

วันพฤหัสบดี, กุมภาพันธ์ 17, 2554

สัตว์ป่าที่เขาพะเนินทุ่ง





























แปดชั่วโมงตั้งแต่ 8.00 น ถึง 16.00 น ในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน บริเวณตั้งแต่ด่านเขาสามยอดผ่านแคมป์บ้านกร่างไปถึงยอดเขาพะเนินทุ่ง ในวันธรรมดาวันหนึ่ง ได้พบเห็นสัตว์ป่า นก ผีเสื้อ มากมาย ที่สามารถบันทึกภาพได้ด้วยกล้อง Complex ตัวเล็ก ขอแบ่งปันด้วยภาพต่อไปนี้
ค่างแว่นถิ่นใต้ Dusky Langur
กระรอกปลายหางดำ Grey-bellied Squirrel
เก้งหม้อ Fea’s Muntjac
ลิงเสน Stump-tailed Macaque
แลนหรือตะกวด
กิ้งก่า
ผีเสื้อใบไม้เล็ก Autumn leaf
คงเรียกน้ำย่อยคนรักป่าได้บ้างใช่ไหม

วันพุธ, กุมภาพันธ์ 16, 2554

กล้วยไม้ “สิงโต” ที่เขาพะเนินทุ่ง




ใกล้บริเวณจุดชมวิวที่เขาพะเนินทุ่ง ในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ที่ความสูงประมาณ 890 เมตร จากระดับน้ำทะเล บนต้นไม้ขนาดเล็กที่มี ไลเคนเกาะอยู่เต็ม สูงขึ้นไปประมาณ 4 เมตร พบกล้วยไม้ตระกูลสิงโตชนิดหนึ่ง กำลังบานดอกช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ด้วยขนาดเล็กของต้นไม้เกิดความยุ่งยากในการปีนขึ้นไปถ่ายภาพ ภาพที่เห็นจึงดูไม่ชัดเจน แต่พอเทียบเคียงด้วยรูปภาพกล้วยไม้ตระกูลสิงโต ที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bulbophyllum frostii จาก website ค้นหาชื่อภาษาไทยไม่พบ ขอตั้งชื่อเล่นว่า “สิงโตปัญญา” ไปพลางก่อนเพราะค้นพบเอง แม้ว่าจะมีน้องคนหนึ่งชื่อ พงศ์พันธ์ พวงทอง ทำงาน AIS อาสาปีนขึ้นไปถ่ายภาพให้แต่ความไม่คุ้นเคยกับกล้องจึงถ่ายภาพได้ไม่ชัดในรายละเอียด
เป็นอันว่าผู้เขียนมีกล้วยไม้เป็นของตนเองแล้ว ชื่อ “สิงโตปัญญา” ก็แล้วกัน ห้ามนำไปอ้างอิงนะเป็นลิขสิทธิ์ส่วนตน

ค่างแว่น ค่างบิน







เวลาประมาณ 8.20 น. บนเส้นทางระหว่างบ้านกร่างแคมป์ สู่เขาพะเนินทุ่ง ที่ระดับความสูงประมาณ 660 เมตร จากระดับน้ำทะเล ปรากฏค่างแว่นครอบครัวหนึ่ง มี 5 ตัว เดินทางอยู่บนต้นไม้ด้านขวามือ ขณะที่ขับรถขึ้นเขาไปช้า ๆ ค่างแว่นวัยรุ่นได้กระโจนจากต้นไม้ใหญ่ไปสู่ยอดไผ่ฝั่งตรงกันข้าม จึงหยุดรถลงเตรียมกล้องถ่ายภาพ รอประมาณ 1 นาที ค่างแว่นตัวเล็กก็กระโจนตามไป ตัวเล็กอีกตัวกระโจนตามไป เป็นภาพที่สวยงามมาก แต่ด้วยข้อจำกัดของกล้อง ไม่สามารถที่จะดึงภาพได้ดีกว่าที่เห็นแล้ว ดีใจมากที่ถ่ายภาพลีลาค่างบินได้ รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นช่างภาพสารคดีสัตว์ของ National Geographic เท่ห์ไหมละ สัญญากับตัวเองว่าจะพาทีมงานพร้อมกล้องและอุปกรณ์ครบมือมาอีกครั้งในโอกาสเร็วๆนี้

จากด่านเขาสามยอดสู่แคมป์บ้านกร่าง








อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เป็นอุทยานฯที่มีพื้นที่มากที่สุดในประเทศ พื้นที่อุทยานฯ ด้านตะวันตกติดกับประเทศพม่า เป็นเทือกเขาสูงสุดตาสิ่งที่แปลกคือที่ทำการอุทยานฯ ไม่ได้อยู่ในพื้นที่อุทยานฯ เช่นอุทยาแห่งชาติเขาใหญ่ แต่อยู่ในชุมชนใกล้เขื่อนดินแก่งกระจาน จึงเหมาะต่อการจัดกิจกรรมค่าย โดยไม่รบกวนสัตว์ป่า จากที่ทำการอุทยานแห่งชาติต้องเดินทางผ่านชุมชนไปไกลกว่า 20 กิโลเมตร จึงเข้าเขตอุทยานฯบริเวณด่านเขาสามยอด
กลางเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2554 ครั้งแรกที่มีโอกาสเรียนรู้ธรรมชาติของอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานเมื่อผ่านด่าน ภาพแรกที่ต้อนรับคือซุ้มต้นไม้สองข้างทางที่โน้มตัวเข้าหาถนน เป็นธรรมชาติที่แปลกตา บนความตื่นเต้นก็พบเรื่องเศร้า “บนถนนเข้าอุทยานกลายเป็นสุสานของสัตว์ป่า” เจ้ากระรอกปลายหางดำ(Grey -bellied Squirrel)ถูกรถชนนอนตายตาถลน ต้องหยุดสวดบท “อนิจจัง วัฏฏสังขาราฯ” ให้กระรอกน้อยสู่สุขคติ และตั้งใจว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นที่มาของเรื่องสั้นซักเรื่องหนึ่งที่ชื่อ “เส้นทางสู่อุทยานคือสุสานของสัตว์ป่า” ในเวลาอันใกล้ ความเงียบเกาะกุมความคิด จนรถเดินทางไปถึงแคมป์บ้านกร่างระยะทางประมาณ 15 กิโลเมตร
มีคำถามๆตัวเองว่า “กระรอกที่ตายเพราะกระรอกไม่ระวังตัว หรือคนขับรถในอุทยานเร็วเกินไปเป็นเหตุให้หยุดไม่ทันกันแน่”