วันอังคาร, กันยายน 30, 2551

ประวัติศาสตร์การเกิด"วงแหวนสุริยะ"ที่ควรจดจำ

วันที่สิบแปดสิงหาคมสองพันสี่ร้อยสิบเอ็ดถ้านับถึงปีนี้ก็นับได้ถึง 140 ปีแล้ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพยากรณ์ไว้ล่วงหน้า 2 ปีว่า“จะเกิดสุริยุปราคาเต็มดวงที่หว้ากอจังหวัดประจวบคีรีขันธ์” และเหตุการณ์นั้นก็เกิดขึ้นจริง ความสวยงามที่ถูกบันทึกไว้ด้วยภาพถ่ายคือภาพวงแหวนสีทองมีหัวเป็นเพชรขนาดใหญ่สว่างไสวอยู่บนฟากฟ้าภาพถ่ายนี้จึงเป็นตราสัญลักษณ์ของ “อุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ณ หว้ากอ” มาจนถึงปัจจุบัน

ส่วนจังหวัดสระแก้ว มีการบันทึกข้อมูลไว้ว่าเกิดสุริยุปราคาเต็มดวง ณ อำเภอตาพระยาเมื่อวันที่ยี่สิบสี่ตุลาคม สองพันห้าร้อยสามสิบแปด เวลาสิบนาฬิกาห้าสิบห้านาที สามสิบสองวินาที ภาพที่ปรากฏเป็น“วงแหวนสุริยะ” ที่สวยงามผู้บันทึกภาพได้มอบภาพถ่ายให้ “ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาสระแก้ว” ไว้เป็นที่ระลึก ณ ตึกอำนวยการให้ทุกคนได้ชม

ในวันที่หนึ่งตุลาคมของทุกปีเป็นวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ( 1 ตุลาคม 2411 )ชาวศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาจากทั่วประเทศวางพวงมาลาสักการะ

วันจันทร์, กันยายน 29, 2551

"บ้านดิน"ศูนย์ศึกษากสิกรรมธรรมชาติ

ในอำเภอเมืองจังหวัดสระแก้ว มีแหล่งการเรียนรู้แห่งหนึ่งที่จัดว่าสำคัญยิ่งเพราะเป็นแหล่งการเรียนรู้ที่มีเอกลักษณ์ซึ่งสามารถบูรณาการระหว่างองค์ความรู้ที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นผสมผสานกับกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ได้ แหล่งการเรียนรู้ที่กล่าวถึงนั้นคือ “บ้านดินศูนย์ศึกษากสิกรรมธรรมชาติ”

ความเป็นมาของบ้านดินศูนย์ศึกษากสิกรรมธรรมชาติเริ่มต้นจาก ชมรมผู้สูงอายุจังหวัดสระแก้วโดยมี คุณสมิตร เย็นสบาย เจ้าของที่ดินแห่งนี้เป็นแกนนำก่อตัวให้ใช้ที่แห่งนี้เป็นฐานเรียนรู้อบรมเกษตรกรเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงจากการพูดคุยกับวิทยากรประจำศูนย์ คุณสุเวช คำเดชะ ซึ่งเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น กล่าวว่า หลักสูตรการอบรมของบ้านดินศูนย์ศึกษากสิกรรมธรรมชาติต้องเป็นระยะเวลา 4 คืน 5 วัน เพราะมีฐานการเรียนรู้ทั้งสิ้น 9 ฐานเรียนรู้ รุ่นหนึ่งๆรับได้ 70-80 คน ฐานการเรียนรู้แต่ละฐานมีความสำคัญยิ่ง เช่น ฐานบ้านดินเป็นการเรียนรู้การนำดินเหนียวมาทำบ้านให้ผู้เข้าอบรมได้อยู่อาศัย เป็นต้น นอกจากฐานบ้านดินแล้ว ยังมีฐานต่างๆดังนี้ ฐานวิถีชาวนา ฐานคนรักแม่พระธรณี ฐานหมูหลุม ฐานคนเอาถ่าน ฐานคนมีน้ำยา ฐานสมุนไพรใกล้บ้าน ฐาน Bio-gas ฐาน Bio –diesel เมื่อซักถาม คุณสุเวช คำเดชะ ว่าองค์ความรู้ที่ให้กับเกษตรกรผู้มาอบรมนั้นได้กล่าวถึงกระบวนการทางวิทยาศาสตร์หรือไม่ คุณสุเวช คำเดชะ ตอบว่า “ ยังครับอยากให้ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษามามีส่วนร่วมในกิจกรรมแห่งนี้ด้วยครับ”

สรุปว่า แหล่งการเรียนรู้บ้านดินศูนย์ศึกษากสิกรรมธรรมชาติแห่งนี้ควรเป็นแหล่งการเรียนรู้ที่บูรณาการภูมิรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นกับกระบวนการทางวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง เพื่อประโยชน์สูงสุดสำหรับประชาชนผู้มาเรียนรู้

My son go inter....

มีลูกชายคนเดียวบุคลิกเขาสุขุมเยือกเย็นอารมณ์ขันนิดๆ ไม่ฟุ้งเฟ้อทะเยอทะยานใช้จ่ายระมัดระวังจะซื้อของอะไรเลือกมากต้องเป็นของดีของแพงแต่ซื้อให้ได้ในราคาถูก สมบัติจึงมีไม่มากมีกางเกงยีนส์เก่าๆ 2 ตัว แจ๊กเก็ตเท่ห์ๆ หนึ่งตัว รองเท้าไอ้เข้ (จระเข้) หนึ่งคู่ เสื้อยืดยี่ห้อที่คิดไม่ถึงซักห้าหกตัว กางเกงขาสั้นตัวโปรดจากจตุจักร รองเท้าแตะนิ้วคีบสีดำๆ เป้และกล้อง canon 450 D พร้อมอุปกรณ์ครบครัน นาฬิกาก็ไม่ใช้ เขาบอกว่าดูเวลาจากโทรศัพท์เอา ชอบงานศิลปตั้งแต่เล็กๆ เคยไปดูช่างปั้นดินที่ด่านเกวียนนครราชสีมา เคยปั้นช้างจากดินน้ำมันตัวเท่าหัวไม้ขีดไฟมาให้พ่อดู....ไม่เคยคิดจะไปต่างประเทศ...อยู่เมืองไทยนี่แหละดีละพ่อทำงานบริษัทฝรั่งออกแบบ Website ใช้เงินดอลล่าร์ อยู่ 5-6 เดือน ฝรั่งบอก “you go inter....” เมื่อวานนี้ลูกโทรศัพท์มาจากซิดนีย์ ออสเตรเลีย “Hallo daddy” อ้าว My son go inter.... ซะแล้ว ถามไปว่า “ How are you” ลูกชายบอกว่าโคตร Advance เลยพ่อ

วันจันทร์, กันยายน 22, 2551

Solar cell ที่คลองช่องกล่ำ




จะมีใครรู้บ้างไหมว่าจังหวัดสระแก้ว มีแหล่งเรียนรู้ต้นแบบ เรื่อง การผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์หรือที่รู้จักในภาษาทับศัพท์ว่า “โซลาเซลล์ (solar cell )” ตั้งอยู่ที่ อำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้วสถานที่แห่งนี้เป็นโครงการทดลองเป็นโครงการพระราชดำริที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานให้คนไทยทั้งประเทศได้ศึกษาทั้งในส่วนแก่นแท้ทางวิทยาศาสตร์และความเหมาะสมสอดคล้องกับบริบทของชุมชน

จากการสอบถามสัมภาษณ์ นายสมพงษ์ ทิพย์โอสถ หัวหน้าสถานีพลังงานแสงอาทิตย์คลองช่องกล่ำ
กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเลือกอำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว เป็นพื้นที่ทดลอง เรื่องพลังงานจากแสงอาทิตย์เพราะพื้นที่แห่งนี้ “ ดวงอาทิตย์มีองศาตกกระทบกับแผ่นดินเบี่ยงเบนน้อยที่สุด” หมายความว่าพื้นดินจะรับพลังงานแสงอาทิตย์เข้มตรงเต็มๆ สอดคล้องกับความเป็นไปของพื้นที่ ในส่วนการทดลองทางวิทยาศาสตร์ โครงการได้ทดลองแผงโซลาเซลล์หลายแบบเพื่อดูว่าแบบใด ทนทาน ราคาถูก เหมาะสมที่จะนำมาใช้งานกับประเทศไทยเรา

นอกจากแหล่งเรียนรู้แห่งนี้จะเป็นสถานที่ทดลองการผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แล้วยังเป็นสถานที่ทดลองต้นแบบการผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานน้ำจากแหล่งเก็บน้ำคลองช่องกล่ำบน ซึ่งนับว่าเป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีคุณค่ามหาศาลสำหรับการเรียนรู้ของคนไทยทุกคน

วันศุกร์, กันยายน 19, 2551

เป็ดก่า(White -Winged Duck)


นกเป็ดน้ำที่เราสามารถพบได้ทุกภาคของประเทศไทย คงจะเป็น “เป็ดแดง” (Lesser Whistling-Duck) ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก แต่นกเป็ดน้ำที่หายากมาก และใกล้สูญพันธุ์ คือ “เป็ดก่า” (White-Winged Duck)
วันนี้ (15 ก.ย. 51) มีโอกาสไปศึกษาสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าช่องกล่ำบน อำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว ได้เห็นเป็ดก่าที่มีชีวิตอยู่ในสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่า รู้สึกดีใจ สุขใจ และหวังว่าในอนาคตจำนวนเป็ดก่าอาจเพิ่มขึ้นได้ในธรรมชาติ เมื่อการเพาะเลี้ยงและการวิจัยประสบความสำเร็จ จากการได้เห็นเป็ดก่าในกรง พบว่า สีสันและความมันวาวของขน ความสดใสและสุขภาพของเป็ดก่าดูดีมาก ลักษณะเด่นของเป็ดก่า คือ หัวและคอสีขาวมีจุดดำกระจาย ปากเหลืองหรือส้ม ลำตัวมองโดยรวมมีสีดำน้ำตาลเข้ม ด้านหลังมีสีเขียวน้ำเงิน ตัวผู้มีขนาดใหญ่กว่าตัวเมีย ถิ่นที่พบคือลำธารและแหล่งน้ำในป่า สถานภาพปัจจุบันเป็นนกหายากและใกล้สูญพันธุ์
หนึ่งชีวิตที่สูญพันธุ์ไปจากโลกนี้ คือ ดัชนีชี้วัดการขาดสมดุลธรรมชาติ โปรดระลึกเสมอว่า “วันหนึ่งจะเป็นมนุษย์ หากยังไม่ตระหนักถึงคุณค่าของการสูญพันธุ์ไปจากโลกนี้”

วันพฤหัสบดี, กันยายน 18, 2551

ละลุ(LALU)


คำว่า “ละลุ” เป็นภาษาเขมร แปลว่า “ทะลุ” ชาวเขมรเรียกแผ่นดินที่ถูกน้ำกัดเซาะเป็นรูว่า “ละลุ” ในที่นี้ละลุเป็นสถานที่แห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ที่บ้านหนองผักแว่น ตำบลทัพราช อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติเกี่ยวกับพื้นดินที่ทับถมกันอย่างรวดเร็วเมื่อหลายหมื่นปี ทำให้ดินบางส่วนจับตัวกันไม่แน่น เมื่อเวลาผ่านไปฝนตกน้ำซึมลงไปในส่วนล่าง ทำให้ดินที่ไม่แน่นไหลออกไปสู่ที่ต่ำ ส่วนดินที่แข็งก็ จับตัวเป็นแท่งลดหลั่นกันมองดูสวยงามน่าศึกษาเรียนรู้ ปรากฏการณ์ที่เกิด “ละลุ” เป็นไปอย่างช้า ๆ จากการพูดคุยกับภูมิปัญญาท้องถิ่น ผู้นำชมเล่าว่าเขามองการเปลี่ยนแปลงของ “ละลุ” มาตลอดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2513 เป็นต้นมา “ละลุ” ขยายพื้นที่ได้ไม่เกินหนึ่งเมตร เมื่อเวลาผ่านไปเกือบ 40 ปี แสดงว่าปรากฏการณ์นี้เป็นไปอย่างช้า ๆ ผู้ที่รักการศึกษา หาความรู้ควรไปศึกษาธรรมชาติโดยเฉพาะเรื่องการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลกใบนี้ของเรา

วันพุธ, กันยายน 17, 2551

ต้นน้ำตก"ปางสีดา"


วันแรกของการเริ่มงาน ณ ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาแห่งใหม่ ขอเริ่มต้นการเรียนรู้ จากการเรียนรู้พื้นที่ลักษณะภูมิประเทศและธรรมชาติในพื้นที่รับผิดชอบก่อน เป้าหมายคือ อุทยานแห่งชาติปางสีดา อ.เมืองสระแก้ว อุทยานแห่งนี้ มีชื่อเสียงที่มีผีเสื้อสวยงามเป็นจำนวนมากหลากหลายมีกลุ่มเยาวชนก่อตั้งเป็นกลุ่ม “รักผีเสื้อปางสีดา” ทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง เรื่องผีเสื้อเก็บไว้เขียนเมื่อเก็บข้อมูลได้มากกว่านี้ วันนี้ขอเขียนเรื่อง “ต้นน้ำตก” นะ เพราะไปพบ “ต้นน้ำตก” ที่อุทยานแห่งชาติปางสีดาแล้วรู้สึกกระทบใจตอนที่เป็นเด็ก คุณครูสอนว่า “แม่น้ำทุกสายที่พวกเราเห็นนั้นกว่าจะเป็นแม่น้ำได้จะต้องมีต้นน้ำหลาย ๆ ต้นน้ำไหลมารวมกัน ตอนเด็กสงสัยมากต้นน้ำมันเป็นอย่างไรไม่เคยเห็นซักที วันนี้พบแล้ว ต้นน้ำจริงๆ เป็นต้นน้ำตกปางสีดา ลักษณะขออธิบายประกอบภาพ องค์ประกอบของต้นน้ำคือมีป่าไม้ขึ้นอยู่บนภูเขาขนาดลดหลั่นกันไป ที่ชายเขามีตาน้ำผุดขึ้นจากดินขนาดเล็ก ๆ แล้วค่อยไหลลงสู่ที่ต่ำ ลักษณะเช่นนี้เกิดขึ้นหลาย ๆ แห่งก็เรียกว่าต้นน้ำหลาย ๆ ต้นน้ำไหลรวมกันกลายมาเป็นต้นน้ำตก “ปางสีดา” ให้เราชื่นชมความสวยงาม ความชุ่มฉ่ำในอุทยานแห่งชาติแห่งนี้
นอกจากต้นน้ำแล้วในธรรมชาติยังมีสิ่งที่เราควรค้นหาอีกมากมายเราไปเรียนรู้ด้วยกันนะ

วันอังคาร, กันยายน 16, 2551

เส้นทางเสด็จสมเด็จของปวงชน

นับเป็นเวลากว่า 20 ปีแล้ว ที่เส้นทางสายเรียบคลองรังสิต จังหวัดปทุมธานี ผ่านอำเภอองค์รักษ์ อำเภอบ้านนา สู่บริเวณเขาชะโงก อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก ที่เป็นที่ตั้งของโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า หรือ อีกชื่อหนึ่งที่ประชาชนเรียกชื่อเดียวกันคือ “โรงเรียนนายร้อย จปร.” เป็นเส้นทางเสด็จสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ
สยามบรมราชกุมารี สมเด็จพระอาจารย์ของนักเรียนนายร้อยทุกคน ถ้านับจำนวนครั้งที่พระองค์เสด็จมาสอนคงมากกว่าหนึ่งพันครั้ง พระองค์เป็นทั้งครูผู้สอนสั่งเป็นทั้งแบบอย่างวิธีการเรียนรู้ พระองค์ซักถามจดบันทึกนำไปเขียนหนังสืออันทรงคุณค่ามากมายให้ชาวไทยได้อ่าน พระองค์นำทำถึงฤดูฝนดำนาปลูกข้าว ฤดูหนาว พระองค์เสด็จมาเก็บเกี่ยวทรงพระกรุณานำพาลูกศิษย์เรียนรู้วีถีชีวิตของชุมชน ภูมิรู้ภูมิปัญญา ศิลปวัฒนธรรมของท้องถิ่น ในอนาคตทหารของชาติย่อมจะรักและเข้าใจประชาชนอย่างแท้จริง
ชาวนครนายกทุกคนนับเป็นผู้มีบุญที่ได้รับพระเมตตาจากพระองค์ท่าน ครั้งหนึ่งที่ข้าพเจ้ามีโอกาสถวายรายงาน เรื่องราวเกี่ยวกับวิถีวัฒนธรรมและการดำรงอยู่ของไทยพวนอำเภอปากพลีแด่พระองค์ท่านก็นับเป็นความภูมิใจสำหรับตนเองและวงค์ตระกูลไปตลอดชีวิตแล้ว

วันพฤหัสบดี, สิงหาคม 28, 2551

สิบแปดสิงหาคมสองห้าห้าหนึ่งที่ทุ่งค่าย



ดร. ชัยรัตน์ - ดร. วีระนุช นิลนนท์
วรางคณา เถาธรรมพิทักษ์



สัมภาษ์ ETV



บันทึกเทป ETV





ต้อนรับท่านเลขาธิการ กศน. นายอภิชาติ จีระวุฒิ






ดำเนินการเสวนาเรื่อง "นกและธรรมชาติ"






ฉันเอง








คลายเหนื่อย

วันอังคาร, สิงหาคม 26, 2551

นกน้ำที่ทะเลน้อย











ลูกเป็ดแดง










Water Buffalo











สุรวุฒิ ขันธ์คง



















นับเวลาถอยหลังที่จะได้อยู่และทำงานในภาคใต้แล้ว ช่วงบ่ายวันที่ 25 สิงหาคม 2551 ที่ห้องทำงาน “วุฒิ” ทะเลน้อยอยู่ไกลจากตรังกี่กิโลเมตร พี่ไม่มีข้อมูลของทะเลน้อยเลย วุฒิหันมาบอก “ผอ ผมพาไปตอนนี้เลย” นั่งรถไปประมาณชั่วโมงครึ่งก็ถึงแล้ว จากตรังไปอำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง ด้วยเหตุฉะนี้ทำให้เห็นทะเลน้อย จริง ๆ ไม่ได้จินตนาการนึกคิดเอาเอง

ชื่อทะเลน้อยแต่ความจริงแล้วเป็นทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่กินพื้นที่ติดต่อถึง 3 จังหวัด ได้แก่ นครศรีธรรมราช สงขลา และพัทลุง ในเดือนสิงหาคมความลึกของน้ำเฉลี่ยประมาณ 120 เซนติเมตร ความลึกของโคลนประมาณ 60 เซนติเมตร พืชที่มีปรากฏอยู่โดยรอบคือ ต้นเสม็ดขาวเป็นต้น ไม้ที่มีขนาดกลางสูงประมาณ 5 เมตร มีเปลือกหนาคล้ายกระดาษซ้อน ๆ กันเป็นสิบชั้นชอบขึ้นอยู่บริเวณป่าพรุ โดยทั่วไปในกลางทะเลน้อยมีไม้น้ำได้แก่ ต้นกง (คล้ายพลับพลึง) กระจูดหนู บัวหลวง บัวสาย ส่วนใหญ่เป็นสีแดง ผักกะเฉด พง และพวกสาหร่ายใต้น้ำ ที่บรรยายมาทั้งหมดนี้ถามคนขับเรือบ้าง คุยกับน้อง ๆ ที่ไปด้วยกันบ้าง เกือบลืมไปค่าจ้างเรือเขาคิด 400 บาท ถ้าไม่บอกให้หยุดลุงแกก็ขับไปเรื่อย ๆ ตามเส้นทางของแก ขับออกนอกเส้นทางไม่ได้ เรือจะดับเพราะสาหร่ายใต้น้ำพันใบพัดเรือ แต่เข้าใจเอาเองว่า ถ้าเรือออกนอกเส้นทางอาจไปตัดตาข่ายดักปลาของชาวประมงในทะเลน้อยมากกว่า พูดถึงลักษณะทั่ว ๆ ไปให้เห็นภาพก่อน ต่อไปนี้จะเข้าถึงเรื่อง “นกน้ำที่ทะเลน้อยละ”

ทะเลน้อยเป็นป่าชุ่มน้ำระดับโลก เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของนกชนิดต่าง ๆ ที่หากินกับน้ำ เริ่มจากที่เห็น ทะเลน้อยอาจกล่าวได้ว่าเป็นอาณาจักรของนก “อีโก้ง” ก็ว่าได้ เราจะเห็นนกอีโก้ง อยู่ เกาะหากินในกลุ่มต้นกงเต็มไปหมด นกเป็ดน้ำ ลูกนกเป็ดแดงเป็นฝูง เป็ดผี นกนางแอ่น กะปูด จาบคา กา เหยี่ยวแดง และอีกหลายชนิดที่จำได้ไม่หมด

ที่สำคัญได้เห็นความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นระหว่างคน (ชาวประมงและคนขับเรือ พ่อค้า แม่ค้า) นก ไม้และน้ำ อยู่ร่วมอย่างเกาะเกี่ยวผูกพันกันก่อนนี้มาและน่าจะตลอดไป หกโมงสี่สิบนาทีเราจากทะเลน้อยที่ยิ่งใหญ่ของสรรพชีวิต......ไม่รู้ว่าอีกนานเท่าไรจะได้มาอีก

วันเสาร์, สิงหาคม 16, 2551

จากฝั่งอันดามันสู่อรัญประเทศ

15 สิงหาคม 2551 เวลา 16.13 น มี fax มาถึงศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาตรังเป็น fax คำสั่งย้ายและแต่งตั้งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ของสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ที่ 1023/2551 สั่ง ณ วันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ.2551 ลำดับที่ 9 นายปัญญา วารปรีดี ผู้อำนวยการสถานศึกษาศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาตรัง ให้ไปดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสถานศึกษาศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาสระแก้ว เลขที่ตำแหน่งใหม่คือ 2491 โดยโอนอัตราเงินเดือนตามตัวสับเปลี่ยนไปตั้งจ่ายในตำแหน่งที่ได้รับการแต่งตั้ง........เมื่อรู้ว่าต้องไปจากตรัง...เกิดอาการวังเวง....เหงา....ทุกสิ่งทุกอย่างที่นี่ดีมากทั้งเพื่อนร่วมงาน อากาศธรรมชาติ อาหาร ผู้คนมีน้ำใจ โดยเฉพาะงานพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ความสามัคคีความตั้งใจใส่ใจงานของบุคลากร...แต่ต้องจากไปด้วยเหตุผลของครอบครัว.....ทุกอย่างประทับไว้ในความทรงจำ....เมื่อหกโมงเช้าวันนี้..แต้วแล้วธรรมดาตัวหนึ่ง(ปกติร้องปลุกทุกเช้า)มาร้อง...มาหา...มาลา...ที่เกาะกลางสระน้ำอยู่ 2-3 นาที แล้วเราก็จากกัน...

วันศุกร์, สิงหาคม 15, 2551

นามสกุลพระราชทาน

วันหนึ่งขณะที่สืบค้นข้อมูลใน http:/www.google.co.th key คำว่า"วารปรีดี"เข้าไปมี website ปรากฏมากพอสมควร นั่งอ่านไปเรื่อยๆ สะดุดที่ website หนึ่งคือ http://www.amed.go.th/ พูดถึงนามสกุลพระราชทาน ในข้อมูลบอกว่า"วารปรีดี"เป็นนามสกุลพระราชทานลำดับที่ 5193 พระราชทานเมื่อ 14/6/19 โดยเขียนเป็นภาษาโรมันไว้ด้วย Va^ rapriti หลังตัว a ที่ว่างไว้มีสัญลักษณ์หมวกอยู่ พระราชทานให้ร้อยตำรวจโทขุนกำจรกิตติคุณ(ทุ้ย) สมุหบาญชีมณทลพิศนุโลก ปู่ชื่อ วา บิดาชื่อขุนภรณ์(ปลื้ม)......พ่อเล่าเรื่องราวในชีวิตท่านให้เราฟังน้อยมาก...บัดนี้พ่อจากไปแล้ว เรารักพ่อ เราจะทำดีที่สุดเพื่อรับใช้พระเจ้าแผ่นดิน...ตอบแทนบุญคุณของแผ่นดิน

วันจันทร์, สิงหาคม 11, 2551

ความทรงจำที่สอง

เก็บสิ่งดีๆไว้ในความทรงจำของชีวิต








ปลูกต้นพิกุลและต้นศรีตรัง



ร่วมพิธีปลูกต้นศรีตรังกับท่านผู้ว่าราชการจังหวัดตรังนายอานนท์ มนัสวานิช


























เก็บภาพถ่ายไว้ในความทรงจำ










เกาะลิบงจังหวัดตรังมองเห็นแต่ไกล.... ถ่ายจากหาดยาว










ปลายหาดเกาะลิบง...ทะเลด้านหลังบางครั้งเห็นฝูงโลมา










ร้านอาหารหาดยาวซีฟู๊ด...ข้าวผัดปลาเค็มอร่อย











หน้าศาลหลักเมืองจังหวัดตรัง





















ใส่สูทไปทำงานซักวัน










ปิดบังความหล่อไว้นานแล้ว








วันพฤหัสบดี, สิงหาคม 07, 2551

ศัตรูที่แท้จริงของเรา

ในห้วงเวลาหนึ่งของชีวิต....ยามเงียบ......โดดเดี่ยว นิ่ง... จิตนิ่ง... กลับพบความจริงบางอย่างที่จริงแล้วมันเป็นจริงเช่นนี้เสมอมาและตลอดไป แต่เราระลึกไม่ได้...... ความกลัวของเราที่เกิดขึ้นในใจกลับเป็นศัตรูที่คอยทำร้ายเรา หลอกหลอนเรา ความวิตกกังวลที่เกิดขึ้นในใจเราทำให้หวั่นไหว กลับเป็นศัตรูที่คอยทำร้ายเรา ความเบื่อหน่าย ความเกียจคร้าน ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความอิจฉาริษยา อวิชชา* ที่เกิดขึ้นในใจกลับเป็นศัตรูที่คอยทำร้ายเราตลอดเวลา

สรุปว่า ศัตรูที่แท้จริงที่จะทำลายเราได้ไม่ใช่ศัตรูภายนอกที่ไหน มันคือ “ตัวของเราเองนี่แหละที่ทำลายความเป็นตัวตนของเรา”

*อวิชชา คือ ความไม่รู้ คือ ไม่รู้ในอริยสัจสี่ มีทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค

วันพุธ, สิงหาคม 06, 2551

ความทรงจำ

ความผูกพันระหว่างธรรมชาติและชีวิตเกาะเกี่ยวกันมาแต่ดึกดำบรรพ์











ผูกพันเกาะเกี่ยว ....ถ่ายที่ทุงค่าย











เหนือจินตนาการ .......เรือนยอดไม้ที่ทุ่งค่าย









ทองขาวเพื่อนกัน..พวกกัน

ความสวยงามของจิตใจผู้คน...เพื่อนร่วมงาน...
ความสวยงามของธรรมชาติ...ฝากไว้ในความทรงจำของฉัน

โต๊ะทำงานของฉัน

หน้าห้องทำงาน

อาคารอำนวยการ


วิมานคนตรัง .....ที่อบอุ่นร่มเย็น

ราชรถสองล้อ จักรยานคู่ใจ

แท่นบรรทมบรมสุข

ธรรมชาติที่ร่มรื่น มองเห็นต้นสาคูในสระน้ำ


เรือนโบราณบ้านคนตรัง
ราชรถหลายล้อ

วันอังคาร, สิงหาคม 05, 2551

เทือกเขาบรรทัด

ในวัฒนธรรมไทย ชื่อคน ชื่อสิ่งของชื่อสถานที่ ชื่อสื่อความหมายในสิ่งนั้นๆ เช่นชื่อเทือกเขาบรรทัดแสดงว่าเทือกเขานั้นมีลักษณะเป็นแนวตรงคล้ายบรรทัด ความจริงแล้วก็เป็นเช่นนั้น เทือกเขาบรรทัดแนวเทือกเขาเป็นแนวตรงพาดจากทิศเหนือไปทางทิศใต้กั้นทะเลสองฟากทางทิศตะวันออกคือทะเลฝั่งอ่าวไทยเป็นที่ตั้งจังหวัดสงขลาและพัทลุง ทางทิศตะวันตกคือทะเลฝั่งอันดามันเป็นที่ตั้งจังหวัดตรังและสตูล สรุปแล้วสี่จังหวัดนี้หันหลังผิงเขาหันหน้าลงทะเลนับว่าถูกหลักฮวงจุ้ยตามความเชื่อของคนไทยเชื้อสายจีน ทำอะไรก็เจริญ ค้าขายก็ก้าวหน้า ทำสวนยาง สวนปาล์มราคาก็ดี ผู้คนยิ้มแย้มแจ่มใส ตื่นตัดยางตั้งแต่ตีสาม เช้าก็ส่งน้ำยางไปขาย สายก็ไปแข่งนกกรงหัวจุก บ่ายๆมีเวลาจูงวัวชนไปออกกำลัง วิถีชีวิตการเป็นอยู่กลมกลืนกับสภาพแวดล้อมและวัฒนธรรม อีกมุมหนึ่งของชาวประมงชายฝั่ง มีความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย ตีสามผู้ชายออกเรือไปหาปลากลับมาบ่ายสามโมง ผู้หญิงและเด็กๆเก็บปลาจากอวนไปขาย ผู้ชายผ่อนคลายความอ่อนล้า..จิบน้ำชา..โกปี้..สิ่งที่พบเห็นเป็นวิถีชีวิตที่ดูแล้วมีความสุข อยากเห็นภาพของประเทศไทยเป็นเช่นนี้ตลอดไป อยากเห็นประเทศไทยมีป่ามีเขาเป็นเกราะกำบัง อยากเห็นฝั่งทะเลมหาสมุทรเป็นแหล่งอาหาร อยากเห็นท้องนาเหลืองอร่ามไปด้วยข้าว อยากเห็นฟ้าสีครามสดใสไร้มลพิษ อยากบอกว่า”รักประเทศไทยจังเลย”

วันเสาร์, สิงหาคม 02, 2551

พิพิธภัณฑ์"ยิ้มสยาม"

ณ พ.ศ.2570 เด็กและเยาวชนกลุ่มหนึ่งเดินอยู่ในพิพิธภัณฑ์ยิ้มสยามอย่างเงียบ ๆ ในพิพิธภัณฑ์ยิ้มสยามมีภาพของคนไทยในอดีต ยิ้มแย้ม แจ่มใส มีการช่วยเหลือเอื้ออาทร มีภาพการลงแขก (เอาแรงซึ่งกันและกัน) ทำนา มีภาพการแลกเปลี่ยนสิ่งของ เช่น ภาพการบรรทุกเกลือไปแลกข้าว ภาพการนำเกวียนบรรทุกตุ่มใส่น้ำไปแลกน้ำตาลมะพร้าวแลกน้ำมันยาง ภาพทุกภาพของคนไทยมีแต่รอยยิ้ม............ยิ้มที่ปรากฏออกมาจากดวงตาของคนไทยทุกคน

“รอยยิ้มสยามเริ่มหายไปจากประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ.2551.... สังคมไทยเริ่มต้นตัดสินเหตุการณ์และเรื่องราวต่าง ๆ โดยอ้างกฎหมายอ้างหลักนิติธรรม การฟ้องร้องคดีความเกิดขึ้นอย่างมากมาย การแบ่งพรรคแบ่งพวกเกิดขึ้นทุกแห่งหน คนไทยดูคล้ายว่าจะมีศัตรูอยู่รอบตัว หลักคุณธรรมและวัฒนธรรมที่เคยมีเคยเอื้ออาทรต่อกันใช้ไม่ได้ ไม่มีการไกล่เกลี่ย ไม่มีการเจรจา ไม่ออมชอม ไม่รู้จักคำว่าสมานฉันท์ ด้วยเหตุการณ์เช่นนี้จึงทำให้ “รอยยิ้มสยาม” หายไปจากคนไทย ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา”

คำบรรยายทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งที่วิทยากรนำชมพิพิธภัณฑ์ยิ้มสยาม บรรยายให้เด็กและเยาวชนกลุ่มหนึ่งฟังใน วันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ.2570

วันพุธ, กรกฎาคม 23, 2551

"ทะเลบัน"มนต์เสน่ห์แห่งป่าแอ่นฟ้าเคราขาว

สองวันที่ผ่านมา แวะไปเยี่ยมพรรคพวกเพื่อนกันที่จังหวัดสตูลที่จริงแล้ววัตถุประสงค์ในการไปคือ การไปพบปะเพื่อเชิญชวนคณะครูและนักศึกษาที่สนใจธรรมชาติสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะเรื่องนก มาร่วมเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้หัวข้อ “นกและธรรมชาติ” ในงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติที่ศูนย์วิทย์
เพื่อน (ผอ.สุรชัย) ดีใจที่มาหาพาไปทานข้าวเที่ยง กับข้าวอร่อยมาก แกงส้มปลารสชาติเยี่ยมสุดๆ และไข่ฟูจานเด็ดทอดใส่จานแล้วเหมือนเค้กก้อนหนึ่งอร่อยจริงๆ ช่วงเวลารับประทานอาหาร ผอ.สุรชัยโทรศัพท์พูดคุยกับคณะครูและกลุ่มนักศึกษาที่เข้มแข็ง รับนัดเข้าร่วมงานเสวนาจำนวน 40 คน วัตถุประสงค์การมาจึงบรรลุตามเป้าหมายงานเสร็จแล้ว
หลังรับประทานอาหารเจ้าบ้านพามุ่งสู่ทะเลบันอุทยานแห่งชาติที่สวยงามมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว การมาอุทยานแห่งชาติทะเลบันครั้งแรก เหมือนต้องมนต์เสน่ห์ รู้สึกสุขใจอย่างบอกไม่ถูก ประทับใจในความสวยงามของ “พูพอน” ต้นไม้ (ส่วนของรากที่แผ่เป็นปีกรอบโคนต้นไม้) ในอุทยานแห่งชาติเกือบทุกต้น ที่บ่งบอกถึงความพยายามในการยึดเกาะบนพื้นดินที่ส่วนล่างเป็นหินให้ยอดสามารถรับแสงได้
เหนืออื่นใดคือการได้พบ “เจ้าแอ่นฟ้าเคราขาว” ซึ่งเป็นนกแอ่นฟ้าชนิดหนึ่งที่พบเฉพาะภาคใต้ทางฝั่งอันดามัน เกาะนิ่งบนกิ่งไม้ตาย เสน่ห์ของเจ้าแอ่นฟ้าเคราขาวอยู่ที่เคราทั้งสองริ้วที่อยู่เหนือตาและใต้ตา แม้จากทะเลบันมาแล้ว แต่มนต์เสน่ห์แห่งป่าเรียกร้องให้กลับไป สัญญากับตัวเองว่า “เราจะกลับสู่มนต์เสน่ห์ของทะเลบันอีกครั้ง ในไม่ช้านี้”

วันพฤหัสบดี, มิถุนายน 26, 2551

ยางยอดฉัตร

ย่างเข้าสู่เดือนกรกฎาคม ภาคใต้ชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำฝน วันนี้มีจังหวัดเคลื่อนที่ ผู้ว่าราชการ
จังหวัดมอบหมายให้ทุกหน่วยงานของจังหวัดลงพื้นที่ไปบริการประชาชน ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา นำนิทรรศการและข้อมูลเกี่ยวกับไบโอดีเซลไปให้ความรู้กับประชาชน นักเรียน นักศึกษา ที่สนใจ
ช่วงระยะเวลาที่เดินทาง มองออกไปเห็นต้นไม้เขียวชอุ่มขึ้นอยู่ทั่วไป ดูแล้วช่างสดชื่นคิดอยากให้ต้นไม้เขียว ๆ เช่นนี้มีไปทั่วโลก โลกทั้งโลกจะได้เป็นโลกสีเขียว อุณหภูมิของโลกจะได้ลดลง ผู้คนจะได้ใจเย็นลง
รถวิ่งผ่านไปได้สักระยะหนึ่ง กลับพบต้นยางนาต้นหนึ่ง อยู่ริมถนนสูงตระง่าน เป็นรูปฉัตร ลำต้นตรง สวยงามมาก อายุประมาณ 50 ปี นึกจินตนาการถ้าเวลาผ่านไปอีก 50 ปี ยางยอดฉัตรต้นนี้จะยังคงความเขียวชอุ่มให้โลกอยู่ไหมหนอ คงมีคนอ้างความจำเป็นที่ต้องตัดยางยอดฉัตรต้นนี้แน่แน่

วันพุธ, มิถุนายน 25, 2551

“จะพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่องและคงทนได้อย่างไร”

ในวันประชุมปฏิบัติการ การวางแผนการดำเนินงานการศึกษาตามอัธยาศัย ได้พบปะนักวิชาการ นักคิดหลายท่านในวงการการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย จากการพูดคุยได้รับโจทย์ใหญ่ว่า "นายเคยเป็นผู้บริหารสถานศึกษามาหลายแห่ง ดูเหมือนว่าทุกแห่งที่นายทำ องค์กรมีการพัฒนามีผลงานเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี "แต่อยากถามนายว่า "ควรจะทำอย่างไรให้การพัฒนาเกิดขึ้นมีความต่อเนื่องและคงทนแม้ว่าจะต้องเปลี่ยนผู้บริหารไปก็ตาม" หลังจากได้รับโจทย์คิดอยู่เป็นเดือนว่าจะตอบคำว่า "การพัฒนาที่ต่อเนื่องและคงทนได้อย่างไร" นับว่ายากยิ่ง อย่างไรก็ตาม ลองตอบตามแนวทางที่ตนเคยปฏิบัติซึ่งทุกประเด็น มีคำตอบซ่อนไว้ในตัวมันเองเมื่อเราได้ปฏิบัติมันไปแล้ว

ประเด็นที่ 1 ผู้บริหารต้องรู้พื้นที่ ลงพื้นที่ การลงพื้นที่ร่วมกับทีมงานเป็นการบ่งบอกถึงความตั้งใจที่จะรับรู้ เข้าใจถึงความต้องการ ปัญหาอุปสรรคของกลุ่มเป้าหมายและจะพบเห็นศักยภาพของชุมชนเพื่อการนำไปออกแบบกิจกรรมและการวางแผนได้ ทั้งยังได้ความรู้สึกที่ดีจากผู้ใต้บังคับบัญชา ซึ่งมองว่า ผู้บริหารรับรู้ความทุกข์ยากของเขา ทำให้เขามีแรงบันดาลใจในการทำงาน ตัวอย่างการลงพื้นที่ที่ดียิ่งคือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา ท่านปฏิบัติให้พสกนิกรดูเป็นแบบอย่างมาโดยตลอดระยะเวลาอันยาวนาน

ประเด็นที่ 2 การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ เป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกคนควรมีทั้งผู้บริหารและผู้ปฏิบัติ ผู้บริหารจำเป็นต้องนำทำร่วมกับทีมเป็นการสอนงาน ภายใต้ความพร้อมของบริบทนั้น ๆ ว่าเหมาะสมเพียงใด มีปัจจัยอะไรบ้างที่เกื้อหนุนให้กิจกรรมนั้นสำเร็จ หรือมีปัจจัยอะไรที่เป็นอุปสรรค เพื่อหาทางปิดช่องว่างร่วมกันระหว่างผู้บริหารและทีม การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ผู้บริหารอาจนำทำในช่วงแรกเริ่ม เมื่อเวลาผ่านไปทีมงานจะสามารถเป็นผู้ออกแบบกิจกรรมได้ ภายใต้หลักการที่ได้นำทำไว้

ประเด็นที่ 3 การวางแผนอย่างมีส่วนร่วม ที่จริงแล้วการวางแผนอย่างมีส่วนร่วมมักจะเกิดขึ้นในช่วงการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้แล้ว เพราะมีการพูดคุยเสวนากันทั้งผู้บริหารและทีมงานเพื่อหาความเหมาะสม มีการกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาอุปสรรค และใช้ศักยภาพที่เกื้อหนุนให้เกิดความสำเร็จ การวางแผนจึงเป็นแผนในจินตนาการ เป็นแผนที่ไม่มีลายลักษณ์อักษร ถ้าต้องการให้เป็นหลักการก็กำหนดเป็นแผนงานที่แต่ละคนกำหนดการปฏิบัติให้ตนเองภายใต้ช่วงเวลาที่ทุกคนต้องการความสำเร็จร่วมกันได้

ประเด็นที่ 4 การปฏิบัติจริง งานจะสำเร็จได้ต้องมีการปฏิบัติจริง ในช่วงเวลาปฏิบัติทีมงานอาจประสบปัญหาอุปสรรค ผู้บริหารต้องมีความละเอียดอ่อนในการแก้ไขและตัดสินใจ ใช้ความนุ่มนวลใช้กัลยาณมิตรในการทำงานทั้งกับทีมงานและเครือข่าย โดยมีความสำเร็จเป็นเป้าหมายปลายทาง ถนอมน้ำใจซึ่งกันและกันอาจถือคติ “ได้ใจ ได้งาน” ทุกคนก็จะมีความสุขในการทำงาน

ประเด็นที่ 5 การทบทวนการปฏิบัติงานเพื่อการพัฒนา (AAR = After Action Review) ผู้บริหารควรกระทำทุกครั้งหลังปฏิบัติภารกิจใด ๆ อาจทำทุกวัน ทุกสัปดาห์ หรือทุกครั้งที่กิจกรรมกำลังดำเนินไป เพื่อประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาให้ทันต่อเหตุการณ์ การทำ AAR ผู้บริหารต้องเป็นผู้ฟังที่ดี ฟังทุกคนในทีมแล้วจึงแก้ไขปรับปรุงให้เหมาะสมต่อเหตุการณ์ร่วมกัน

ประเด็นที่ 6 รางวัล คำชื่นชม การเยี่ยมเยือน ของผู้บริหารถือเป็นรางวัลและของขวัญที่ดีต่อทีมงาน มนุษย์ทุกผู้คนที่ทำความดี ทำงานหนัก ทำงานสำเร็จ เขาต้องการให้ผู้อื่นทำตามให้ช่วยกันทำความดี หากผู้บริหารได้ชื่นชมเยี่ยมเยือนเขา เขาเหล่านั้นคาดหวังว่าผู้บริหารที่ดีจะนำความดีที่เขาทำไปกล่าวถึงในที่ต่าง ๆ เพียงนี้ก็ถือว่าเป็นรางวัลแห่งความดีได้

ทั้งหกประเด็นสรุปอีกครั้ง การลงรับรู้ข้อมูลของพื้นที่ การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ การวางแผนอย่างมีส่วนร่วม การปฏิบัติจริง การทำ After Action Review และการให้รางวัลคำชมการเยี่ยมเยือน เป็นประสบการณ์ของผู้เขียนที่ได้รับจากการทำงานให้ประสบความก้าวหน้า รวมถึงการสร้างและพัฒนาทีมงานสู่ความยั่งยืนได้ในระดับหนึ่ง

วันจันทร์, มิถุนายน 23, 2551

กฎหมายภูมิปัญญา

ตอนสมัยเป็นนักเรียนมัธยม คุณครูสอนเรื่องกฎหมายที่มีอยู่ในแต่ละประเทศจะมีสองประเภท หนึ่งเป็นกฎหมายที่บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร อีกประเภทหนึ่งไม่มีบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น ของประเทศอังกฤษ ตอนนั้นคำถามที่ก้องอยู่ในหัวเราคือ “ไม่บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรแล้วมันจะรู้ได้อย่างไรนะ” ฟังคุณครูอธิบายต่อ “กฎหมายที่ไม่มีการบันทึกมันเป็นประเพณี” ดูเหมือนว่าจะเข้าใจขึ้นอีกหน่อย แล้วเรื่องนี้ก็ลืมเลือนหายไป....

วันหนึ่งเมื่อมีโอกาสได้ไปเที่ยวสวนยาง ไปดูการทำกิจกรรมในสวนยาง พบว่า สวนยางนับเป็นพันพันไร่ซึ่งมีหลายเจ้าของ มีทางรถยนต์สายเดียวตัดเข้าไปในสวนยางใช่ร่วมกัน สวนยางแต่ละแปลงเขามีหลักเขตแบ่งกันอย่างไรจึงไม่มีปัญหาเรื่องอาณาเขตที่ดิน ได้พูดคุยซักถามว่า “เราจะรู้ได้อย่างไรว่าสวนไหนเป็นของใคร ดูต้นยางพาราเต็มไปหมด” ได้รับคำอธิบายว่า สวนยาง แต่ละสวนนั้นเขาจะปลูกต้นยางพาราเป็นแถวแต่ละแถวไม่ตรงกันกับของเพื่อนบ้านในแปลงใกล้เคียง ไม่ว่าจะเป็นด้านใดของสวน ปัญหาเรื่องความขัดแย้งจึงไม่มี แต่ละคนก็จะรู้อาณาเขตของตนตามแถวของตนยางที่ปลูกไว้ไม่ตรงกัน.....

ใช่เลยวิธีการนี้แหละ เป็นภูมิปัญญาของบรรพบุรุษซึ่งคิดและใช้มาช้านาน ถ้าเป็นกฎหมายก็เป็นกฎหมายที่ไม่มีลายลักษณ์อักษร เป็นกฎหมายของการปฏิบัติจริงที่สืบทอดกันมาเป็น “กฎหมายภูมิปัญญา”

ยางยอดด้วน

ดินฟ้าอากาศของจังหวัดตรัง อาจกล่าวได้ว่า ตรัง มีฤดูกาลเดียวคือ ฤดูฝน เพราะทุกเดือนในรอบปีไม่มีเดือนไหนที่ฝนไม่ตก ด้วยเหตุนี้จังหวัดตรังจึงอุดมสมบูรณ์ปลูกต้นไม้อะไรก็จะงอกงาม มีโครงการปลูกต้นยางนารินถนน ต้นยางนาเติบโตและสวยงามมาก แต่จะพบว่ายางนาเกือบทุกต้น เป็นยางยอดด้วน จากการถูกตัดยอดความสูงของต้นยางนาอาจเป็นอันตรายเมื่อใกล้สายไฟแรงสูงนับเป็นสิ่งที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง ทำให้หวลคิดถึง การดำเนินชีวิต หากไม่คิดว่างแผนในลักษณะมองตลอดมองทะลุในระยะยาวแล้ว อาจเป็นเหมือนเหตุการณ์นี้ไม่ว่าการปลูกต้นยางจะเกิดก่อนเสาไฟฟ้าแรงสูง หรือเกิดขึ้นหลังจากมีเสาไฟฟ้าแรงสูงแล้วก็ตามแต่ผลพวงต่อเนื่องนั้นอาจเป็นเหตุให้ “การดำเนินชีวิตเป็นเช่นยางยอดด้วนได้”

วัวหนึ่งพี่เลี้ยงสิบ วัวสิบพี่เลี้ยงหนึ่ง

ในชนบทของภาคใต้ ภาพที่คุ้นตา เป็นเหมือนภาพธรรมดาธรรมดาคือ ภาพรถปิคอัพบรรทุก วัวชนโดยมีไม้ไผ่สองลำ บังคับหน้าวัวชนให้มองตรงไปด้านหน้าและมีเด็กชายวัยรุ่นประมาณสิบคน ยืนขนาบข้างวัวไปในรถด้วย วัวชนเขาแหลมเฟียวจะทำหน้าดุดุ หายใจดังดัง ฟืดฟืด ฟาดฟาด ดูหน้าเกรงขามมีอำนาจ นี่คือภาพเหตุการณ์ “วัวชนหนึ่งพี่เลี้ยงสิบ” พี่เลี้ยงจะคอยเอาใจหาหญ้าดีดีให้กิน พาออกกำลังกาย อาบน้ำทำความสะอาด ดูแลอย่างดีก่อนการแข่งขัน หากชนแล้วชนะพี่เลี้ยงวัยรุ่นก็จะได้คนละ 200-300 บาท

อีกภาพหนึ่งในท้องนา เป็นภาพวัวกับเด็กวัยรุ่นเหมือนกัน ต่างกันที่มีวัยรุ่นเพียงคนเดียว ต้อนวัวสิบ ยี่สิบตัวไปตามทุ่งนาเพื่อหาหญ้ากิน วัวเดินไปเป็นฝูง ดูธรรมดาธรรมดา ไม่น่าเกรงขามอะไร เย็นลงก็เดินกับคอกหลับนอนเป็นวิถีชีวิต สรุปว่า “ต่างเหตุการณ์ ต่างอารมณ์ สังคมก็เป็นเช่นนี้เอง”

วันจันทร์, มิถุนายน 16, 2551

ข้าวต้มถวายในหลวง

ต้มข้าวใส่ข้าวแต่น้อยแต่พอเพียง ใส่น้ำเย็นเป็นน้ำใจ ใช้พายอันเดียวคอยเคี่ยวคน
เคี่ยวช้าช้าให้ข้าววนข้าวต้มปนด้วยสามัคคี ใส่ฟืนทีละท่อนไฟจะร้อนแต่พอดี
รักและสามัคคีทำความดีเพื่อพ่อเรา
พัดไฟไปใจครุ่นคิด ใครถูกผิดอย่าใส่ใจ เป้าหมายข้าวต้มไง เราตั้งใจถวายเสวย
วันนี้ท่านเหนื่อยล้ารอเวลาข้าวต้มสุก เฝ้ามองดูลูกลูกจะเคี่ยวสุกถึงเมื่อใด
มาเถิดเลือดบรรพบุรุษ มาหยุดแบ่งแยกความคิด พาชาติพ้นวิกฤตเป็นนิมิตแห่งคนดี
มีคนอีกหมู่มากที่ทุกข์ยาก รอบารมีเมตตา พระผู้ดั่งเทพเทวา รอปวงประชาถวายความรัก

วันเสาร์, มิถุนายน 14, 2551

โลกเปลี่ยนแปลงเมื่อมุมมองเปลี่ยนไป


วันที่อากาศสดใสเมื่อเรามองขึ้นไปบนท้องฟ้า จะเห็นเมฆเกาะเกี่ยวกันเป็นกลุ่มก้อน แสงแดดที่สาดส่องเกิดเป็นมิติสวยงามเป็นธรรมชาติที่ดูแล้วไม่เบื่อ...
แต่ความรู้สึกหนึ่งบอกว่าเราเป็นเพียงธุลีที่ถูกครอบคลุมและกดทับด้วยหมู่เมฆ ความเป็นตัวตนดูเบาบางขาดความมั่นคง
บ่ายวันนี้อากาศสดใสเราเดินทางกลับสู่จังหวัดตรัง โดยเครื่องบินนั่งริมหน้าต่างมองออกไปเห็นกลุ่มเมฆอยู่ต่ำกว่าสายตา เมื่อแสงแดดกระทบเมฆ
เกิดภาพที่สวยงามเหนือจินตนาการ เหนือคำบรรยายกว่าเมื่อเรามองเมฆอยู่บนพื้นดินทำให้รู้สึกพองโตมีพลังในตัวตนอย่างบอกไม่ถูก
ภาพที่ปรากฏก่อให้คิดไปว่า "นี่หรือที่เรียกว่ามุมมองเปลี่ยน ทำให้ความรู้สึกและสิ่งที่เห็นเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง" ทำให้อดคิดถึงเหตุการณ์ในสามจังหวัด
ชายแดนใต้ของประเทศไทยว่า "หากว่าเรามาเปลี่ยนมุมมองใหม่เป็นมุมมองที่เห็นความสวยงามของกันและกัน โลกแห่งสันติสุขก็น่าจะเป็นของทุกชีวิต โลกจะมีแต่รอยยิ้มมิใช่คราบน้ำตา"

วันอังคาร, มิถุนายน 03, 2551

อาณาจักรทับซ้อน กระเต็นอกขาว/กินปลีอกเหลือง

บริเวณ ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาตรัง ในพื้นที่กว้างกว่า 30 ไร่ จึงเต็มไปด้วย กลุ่มไม้ใหญ่ กลุ่มไม้ดอกไม้ประดับ เช่น เฟื่องฟ้า เข็ม ดาหลา บานบุรี ธูปจีน ซึ่งมีดอกรูปทรงกระบอกมีน้ำหวานอยู่ภายใน มีสระน้ำขนาดใหญ่ สองสระพร้อมเกาะกลางน้ำ ศูนย์วิทย์จึงมีนกอาศัยอยู่หลากหลายชนิด เช่น นกกินปลีอกเหลือง ครอบครองอาณาจักรเพียงต้นเฟื่องฟ้า บานบุรี และธูปจีน บินไป บินมา หากินน้ำหวานอยู่เพียง 3 ต้น เท่านั้นแหละ หากว่ามีนกกินปลีตัวอื่น ร่วงล้ำก็ขับไล่พอเป็นพิธีบอกให้รู้ว่า บริเวณนี้เป็นของฉันนะ ส่วนเจ้านกกระเต็นอกขาว คู่หนึ่ง ทำรังอยู่ในโพรงดินที่เกาะกลางสระ ขยันตื่นแต่เช้า ฟ้ายังไม่สาง กระเต็นอกขาวคู่นี้ตื่น เตรียมออกหาอาหาร ก่อนเดินทางร้องเสียงดัง... แก๊ก...แก๊ก...แก๊ก หากินที่สระโน้น...สระนี้ อาณาจักรของกระเต็นอกขาวครอบคลุม บริเวณศูนย์วิทย์ฯ ตรัง ทั้งหมด ทั้งกินปลีอกเหลือง และกระเต็นอกขาว อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข กินปลีอกเหลืองกินน้ำหวานจากดอกไม้ กระเต็นอกขาว กินปลาเล็กจากในสระ กินพออิ่มกินอย่างพอเพียง
มืดค่ำก็พักผ่อนอยู่ในรังที่อบอุ่นแต่พอตัว นกทั้งสองชนิดไม่รู้ด้วยซ้ำว่า อาณาจักรของตนเองทับซ้อนกัน ทับซ้อนกับเจ้าของบ้านที่เรียกตัวเองว่าศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาตรัง ผู้ยิ่งใหญ่
กินปลีอกเหลืองและกระเต็นอกขาวรู้แต่เพียงว่า “โลกนี้เป็นของทุกสรรพชีวิตเพื่อใช้ประโยชน์ร่วมกันอย่างสันติสุข” หากมนุษย์เข้าใจธรรมชาติเหมือนนกโลกคงจะสงบสุขปราศจากการรบฆ่า ฟัน กันนะ

ภาพประกอบ “แปง” ถ่ายจากสถานที่จริง ศว.ตรัง ช่วงเวลาเดือน พฤษภาคม 2551

แต้วแล้วธรรมดา

ในเดือนพฤษภาคม บริเวณป่าชุมชน ป่าพรุ ป่าลุมพี หรือสวนยางของจังหวัดในภาคใต้ฝั่งอันดามัน ตั้งแต่ ระนอง ภูเก็ต พังงา กระบี่ มาถึงตรัง เราจะได้ยินเสียงนกชนิดหนึ่งร้องก้องกังวาน ฟังว่า “ แต้วแล้ว...แต้วแล้ว ” หรือ “กอหลอ...กอหลอ” คือเจ้าแต้วแล้วธรรมดา เป็นนกอพยพทำรังวางไข่ ที่มีสีสันสวยงามมากเริ่มจาก หัวสีดำ คิ้วน้ำตาลแกมส้ม คอขาว ลำตัวด้านบนเขียวไหล่และตะโพกสีฟ้าสด ลำตัวด้านล่างสีเหลืองไพล กลางท้องถึงก้นสีแดง ปลายปีกขาวขณะบินเห็นชัดเจน เมื่อเกาะกิ่งไม้ลำตัวจะตั้งชันดูสง่างาม
ฟังดูแล้วน่าหลงใหลเจ้าแต้วแล้วธรรมดาเสียแล้วซิ หากสนใจเพียงมี Binoculars (กล้องส่องทางไกล) คล้องคอ หมวกอีกหนึ่งใบ ไปหาความสุขให้ชีวิตจากธรรมชาติ ที่ให้ความจริง ความสงบ ณ ชายฟ้าทะเลอันดามัน ภาคใต้ของประเทศไทยเรา

เรื่องเก่าเล่าขานตำนานวัดเขาขุนพนม

ความเชื่อของชาวพุทธตั้งแต่พุทธกาลถึงปัจจุบัน ในเรื่อง พญานาค ไม่เคยเสื่อมคลาย เราจึงมักเห็นพญานาคตามจินตนาการของศิลปินผู้ศรัทธาปั้นไว้ในที่ต่างๆ แต่ที่ดูมีพลัง สวยงามคงจะเป็นบริเวณบันไดนาคที่ทอดขึ้นสู่ยอดเขาที่มี เจดีย์ วัด ถ้ำสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นที่ปฏิบัติธรรม ของผู้ทรงศีลในอดีต
ที่วัดเขาขุนพนม อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช มีบันไดนาคที่สวยงามและแปลกกว่าสถานที่อื่น บันไดที่ทอดยาวขึ้นสู่ถ้ำ จำนวน 245 ขั้น ด้านซ้ายปั้น “นาคา” มีเศียรเจ็ดเศียรต่ำลงมาจากเศียรจะมีอักษร(ฯ) “นะโม” ทั้งเจ็ดเศียร บริเวณเศียรทั้งเจ็ดมารวมกันเป็นตัว “นาคา” จะปั้นพระปิดตาไว้ ด้านขวามือเป็น “นาคี” เราสามารถแยก “นาคา” “นาคี” จากเคราใต้คางของพญานาคด้านซ้ายมือ
พญานาคแห่งเขาขุนพนม สวยงามมากทั้งสง่างาม มีความหมายมีพลังซ่อนอยู่ น่ากลัว น่าเกรงขาม ขณะเดียวกัน ก็ดูมีเมตตา น่าศรัทธา ดูลึกลับ ซ่อนเรื่องราวบางสิ่งบางอย่างในอดีตไว้ ดั่งคำเล่าลือของชุมชนเกี่ยวกับ “การเสด็จมาทรงผนวชของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ณ ที่แห่งนี้” ซึ่งเป็นอดีตกาลที่ผ่านมากว่า 180 ปีแล้ว

วันจันทร์, พฤษภาคม 26, 2551

"ทองขาว"เครื่อข่ายผู้จากไป

“วิมานคนตรัง” เป็นห้องเล็กๆ ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันสำหรับผู้อยู่อาศัยที่เป็นผู้บริหารสถานศึกษา เพียงแต่วิมานคนตรังอยู่โดดเดี่ยวเพียงห้องเดี่ยว คนเดียว ในพื้นที่ 30 ไร่ จึงรู้สึกเหงาในยามค่ำคืนหรือวันหยุดเสาร์ – อาทิตย์…. ธรรมชาติไม่ถึงกับโหดร้ายกับคนเสียทีเดียว ยังให้เพื่อนให้พวกมาแก้เหงา … เพื่อนหรือพวกที่ว่านั้นเป็นแมวตัวผู้สีขาวปนสีทองที่พลัดถิ่นมา เราเรียกมันว่า “ทองขาว” เราต่างเป็น เพื่อนและเป็นเครือข่ายของกันและกัน คนและแมวเป็นเครือข่ายกันได้เป็นเพื่อนกันได้ด้วยผลประโยชน์ ทองขาวได้ขนมปังไฮไฟเบอร์ ตอนเช้า 1 แผ่น เป็นอาหารเช้า ได้ข้าวปลาอาหารตอนเย็นอีก 1 มื้อ ใน 1 วัน ส่วนเราได้เพื่อนคุยแก้เหงา เช้าเย็นไปออกกำลังกายจะมีทองขาวไปเป็นเพื่อนเป็นสิ่งตอบแทนแลกเปลี่ยนกัน
เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา เราจำเป็นต้องเดินทางไปราชการติดต่อกัน 10 วัน หลังจากเสร็จราชการกลับมาวิมานคนตรัง ทองขาวได้ไปจากเราแล้ว คิดถึงทองขาว ……. ทองขาวไม่ได้ผลประโยชน์ที่ควรได้ ทองขาวไม่เป็นเพื่อนไม่เป็นพวกอีกแล้ว “ทองขาวจึงเป็นเพียงเครือข่ายผู้จากไป”

วันจันทร์, พฤษภาคม 19, 2551

คุณค่าของนก

ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาตั้งอยู่ใกล้สนามบินจังหวัดตรัง การขึ้นลงของเครื่องบินดูเป็นเรื่องปกติ วันธรรมดาบินลงหนึ่งเที่ยวและรับผู้โดยสารขี้นไปหนึ่งเที่ยว สำหรับวันอาทิตย์จะบินขึ้นบินลงวันละ 2 เที่ยว
บ่ายวันอาทิตย์หนึ่งได้ยินเสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่มเมื่อมองไปปลายสนามบินเห็นนกสีเหลืองทยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ปากแดงสดใส ความรู้สึกบอกว่า "นกแอร์ตัวนี้ดูช่างเหมือนเจ้านกขมิ้นท้ายทอยดำจังเลย เพียงแต่ว่ามันตัวโตกว่าหลายร้อยเท่า" นกแอร์บินไปจนลับสายตาไปแล้ว แต่ความคิดคำนึงยังอยู่ "มนุษย์นี้ช่างสังเกต ช่างเรียนรู้ ช่างเรียนแบบ ช่างทดลอง ช่างพัฒนา สามารถสร้างแรงบันดาลใจจากสิ่งพบเห็น บริบทแวดล้อมรอบตัวนำมาทำให้การดำรงอยู่และวิถีชีวิตดีขึ้น แม้แต่ นกขมิ้นท้ายทอยดำ ยังถูกจินตนาการเป็นนกแอร์ พาผู้คนมากกว่าร้อยชีวิตเดินทางไปตามใจปรารถนา" อย่าละเลยคุณค่าของนกเชียวนะ

วันอังคาร, พฤษภาคม 13, 2551

นกตบยุงหางยาวสอนให้รู้จักคำว่า“บริบท”

ที่ศูนย์วิทย์ตรังมีพื้นที่กว่า 30 ไร่ ด้านข้างและด้านหลังติดกับป่าชุมชน
มีต้นเสม็ดขาว เสม็ดแดงขึ้นอยู่ทั่วไป ยามค่ำคืนจึงต้องมีไฟฟ้าเปิดไว้
ให้แสงสว่าง ครอบคลุมพื้นที่ให้ยามได้สอดส่องดูแล ด้วยอยู่ใกล้ป่าชุมชน
กลางคืนจึงได้ยินเสียงนกตบยุงหางยาว(Large tailed Nightjar)
ซึ่งเป็นนกหากินกลางคืน ร้องเสียงดังเป็นประจำ
คืนหนึ่งด้วยความอยากดูนก กลางคืน จึงขอให้ยามปิดไฟให้ดูเป็นธรรมชาติ
เหมือนอยู่ในป่าจริงๆ นกจะได้ไม่ตกใจ ปรากฏว่าคืนนั้นไม่พบนก ไม่ได้ยินเสียง
นกตบยุงหางยาวเลย
เช้าวันรุ่งขึ้น “แปง” มาถ่ายภาพนกแต้วแล้วป่าชายเลน บริเวณศูนย์วิทย์
ถามแปงว่า “เมื่อคืนนี้ลุงให้ยามปิดไฟจะดูนกตบยุง ทำไมนกตบยุงหายไปหมดเลย”
แปงหัวเราะและอธิบายว่า “ที่ลุงปิดไฟนั้นมันไม่ใช่ธรรมชาติหรอก มันผิดธรรมชาติ
เพราะธรรมชาติที่นี่คือมีไฟฟ้า มีแมลง นกตบยุงกินแมลง พอลุงปิดไฟมันเลยผิดธรรมชาติ
แวดล้อมไปไงล่ะ” เราเข้าไม่ถึงจริงๆ สรุปว่า”นกสอนให้รู้และเข้าใจกับคำว่า บริบทแวดล้อม
เราต้องปรับตัวเองให้เข้ากับบริบทแวดล้อมนั้นๆ ไม่ใช่เปลี่ยนแปลงบริบทของเขา”

วันจันทร์, พฤษภาคม 12, 2551

นกสอนให้อดทนรอคอย

เส้นทางสายตรัง-พัทลุง เรียบผ่านเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาบรรทัด ซึ่งเป็นบริเวณที่นักดูนกชอบไปศึกษา เนื่องจากมีเส้นทางหลวงสายเก่าที่เลิกใช้แล้ว สะดวกต่อการเดินดูนก ถนนสายนี้เดิมเรียก สายเขาพับผ้า ซึ่งมีความโค้งมากพับไปพับมา “แปง” ถือกล้องถ่ายภาพราคาเรือนแสนยืนอยู่บนสะพานปูนเก่า ๆ ด้านล่างมีน้ำไหลใสเห็นเม็ดทรายเตรียมจะถ่ายภาพ นกนางแอ่นท้องแดง (Rufous-bellied Swallow) ซึ่งจะพบบริเวณใกล้น้ำมีเฉพาะภาคใต้เท่านั้น บินโฉบไปโฉบมา นับเวลาเป็นชั่วโมงยังไม่สามารถถ่ายภาพได้ เสียงแปงพูดกับตนเองว่า “ทนอีกหน่อยน่าจะเป็นโอกาสของเรา” แปงมีความพยายามจริง ๆ มีสมาธิมุ่งมั่นจดจ่อ อีกประมาณครึ่งชั่วโมงต่อมานกนางแอ่นคู่หนึ่งบินลงต่ำและบินรอดใต้สะพานที่แปงยืนอยู่ไปทะลุอีกด้านหนึ่ง และมีอีกคู่หนึ่งบินรอดใต้สะพานแต่ไม่ทะลุผ่านไปอีกด้านหนึ่ง แปงดีใจจนเห็นได้ชัด คู่นี้ต้องเกาะอยู่ใต้สะพานแน่ ๆ เมื่อแปงเดินอ้อมลงไปใต้สะพานก็พบนกนางแอ่นท้องแดงคู่หนึ่งเกาะพักอยู่ใต้สะพาน แปงลั่นชัตเตอร์กล้องไปไม่น้อยกว่า 40 ภาพ และพูดกับตัวเองว่า “บางครั้งการอดทนรอคอยก็ทำให้มีโอกาสได้นะ”

วันพฤหัสบดี, พฤษภาคม 08, 2551

โคนไม้เคี่ยม

ไม้เคี่ยม เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ เนื้อไม้หนัก แข็ง เหนียว นำมาใช้ทำเรือ ทำเสาบ้านรวมถึงเคยนำมาทำหมอนรางรถไฟ ต้นเคี่ยมเป็นสัญญลักษณ์ต้นไม้ประจำจังหวัดสุราษฎร์ธานี ปัจจุบันต้นเคี่ยมเหลือน้อยลงทุกทีการจะหาไม้เคี่ยมมาทำประโยชน์ก็ยากตามไปด้วย
ภูมิปัญญาท้องถิ่นทางใต้ของประเทศรู้ว่า ไม้เคี่ยมเมื่อนำมาเผาเป็นถ่านแล้ว จะให้ความร้อนสูงและไม่แตกเป็นลูกไฟ เหมาะสำหรับการใช้เป็นถ่านตีเหล็กอย่างยิ่ง ความจำเป็นในการใช้ไม้เคี่ยมยังมีอยู่ ช่างตีเหล็กที่ชุมชน "บ้านนาป้อ" จึงต้องหาซื้อถ่านไม้เคี่ยมจากจังหวัดกระบี่ ซึ่งเผาจากโคนไม้เคี่ยมที่ฝังดินเหลืออยู่ในท้องถิ่น
"วันใดหากโคนไม้เคี่ยมหมด ช่างตีเหล็กชุมชนบ้านนาป้อ จะเป็นเช่นไรหนอ"

วันอังคาร, พฤษภาคม 06, 2551

นกรู้จักเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส

ริมทางเดินเข้าสู่สระมรกต บริเวณเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขาประ- บางคราม อ.คลองท่อม จ.กระบี่ มีนักดูนก 2 ท่าน ทราบภายหลังว่าเป็นรองคณบดี และอาจารย์วิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ตั้งกล้องถ่ายภาพ และเทเลสโคปดูนกคู่หนึ่งช่วยกันทำรังอยู่ใกล้ๆ ห่างไม่เกิน 3 เมตร ทำรังบนต้นไม้เล็กๆ สูงจากพื้นดินประมาณ 1.5 เมตร นกเล็กๆ คู่นั้นมีชื่อว่า “นกจับแมลงจุกดำ” (Black naped Monarch) อาจารย์ทั้งสองท่านชวนให้มองผ่านเทเลสโคป เห็นนกได้ชัดเจนมาก เห็นจุกดำบนท้ายทอยของตัวผู้ซึ่งมีสีฟ้าเข้ม ทั้งสองตัวเปลี่ยนกันตกแต่งรังด้วยเศษวัสดุเบาๆ เล็กๆ อาจารย์เล่าว่า นกจับแมลงจุกดำมาทำรังใกล้ๆ ทางเดินเพราะหวังว่าคนที่เดินไปเดินมาจะเป็นเกราะป้องกันสัตว์อื่น เช่น กระรอก กระแต ไม่ให้มากินไข่หรือลูกน้อยของตนในยามที่ไปหาอาหาร
“นกจับแมลงจุกดำ รู้จักใช้วิกฤตเป็นโอกาส แล้วท่านละมองทุกสิ่งทุกอย่างในทัศนคติเชิงบอกหรือเปล่าเอ่ย”

แหล่งเรียนรู้ มีภูมิรู้ภูมิปัญญา ภูมิปัญญามีเครือข่าย

“แปง” เป็นชื่อนักศึกษาสัตวแพทย์สาว ปี 4 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เธอต้องเรียนไปอีก 2 ปีจึงจะจบหลักสูตร เรื่องที่จะเขียนถึงแปงไม่ใช่เธอเรียนเก่ง.... แต่เป็นความสนใจและความมุ่งมั่นของเธอที่มีต่อสัตว์ปีกที่สวยงามและหลากพันธุ์ที่ชื่อ “นก”

3-4 ปี ที่ผ่านมาเด็กหญิงแต่งตัวง่าย ๆ ปอน ๆ เสื้อผ้าสีทึบ ๆ รองเท้าแตะสะพายกล้องดูนกกล้องถ่ายภาพ มีพ่อถือเทเลสโคปเดินผิวปากเลียนเสียงนกอยู่บริเวณป่าชุมชนของจังหวัดตรัง ภาพที่เห็นน่าประทับใจยิ่งความผูกพันของครอบครัว อนาคตสิ่งแวดล้อมของโลกอยู่ในมือแปงอยู่ในมือเด็กเยาวชนที่ใส่ใจเห็นความสำคัญ มีโอกาสสัมภาษณ์พูดคุยกับแปงทำให้ทราบว่า กว่าจะเป็นวันนี้มีปัจจัยอะไรบ้างที่เกื้อหนุนต่อเธอ

ปัจจัยแรก ความรัก ความชอบ ความอยากรู้อยากเห็นของแปง เป็นตัวกระตุ้นเริ่มตั้งแต่สังเกตนกกระจอกใกล้บ้านแต่งขนให้กันและกันอย่างไร ดูทุกวัน

ปัจจัยที่สอง พ่อแม่รักลูกเห็นความตั้งใจของลูกลงทุนจัดหาอุปกรณ์ที่จำเป็นให้โดยไม่คำนึงถึงว่าจะราคาอย่างไร เท่าใด

ปัจจัยที่สาม การแสวงหาความรู้จากการอ่านหนังสือค้นคว้าจาก Internet เอกสารวิชาการในเรื่องที่สนใจ

ปัจจัยที่สี่ แปงลงศึกษาภาคสนามโดยการไปดูนกในที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศพบภูมิรู้และภูมิปัญญาดูนกเป็นครูที่ดี คอยให้คำแนะนำและเป็นเครือข่ายมากมาย

วันนี้แปงและพ่อแม่มาชวนให้ไปดูนก มีเครือข่ายแจ้งว่า นกปากกบพันธุ์ชวา (Javan Frogmouth) ฟักไข่อยู่บนต้นไม้ข้างทางเข้าน้ำตกร้อนคลองท่อมเหนือ อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ เมื่อไปพบภาพที่ประทับใจมากนอกจากการดูนกที่คุ้มค่าแล้วยังได้พบเครือข่ายของแปง เป็นอาจารย์ 2 ท่าน รองคณบดีและอาจารย์สอนวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ที่อธิบายเรื่อง นก ให้ฟังด้วยความตั้งใจอย่างดียิ่ง เรานัดพบดูนกกันที่น้ำตกกรุงชิง จังหวัดนครศรีธรรมราช สัปดาห์หน้า

วันเสาร์, พฤษภาคม 03, 2551

วัวชน

ภาคใต้ของไทยที่จังหวัดตรัง มีวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง ที่คนตรังและจังหวัดใกล้เคียงสืบทอดอย่างต่อเนื่อง คือ "การชนวัว" การเลี้ยงวัวชนเป็นกิจกรรมที่มองได้หลายมุม
มุมมองแรก เรื่องการดำรงสายพันธุ์ของวัวไทย คนเลี้ยงวัวชนจะคัดเลือกและป้องกันสายพันธุ์วัวชนพันธุ์พื้นเมืองดั้งเดิมให้คงอยู่ตลอดไม่ให้สายพันธุ์วัวต่างชาติมาผสม ทำให้วัวไทยพันธุ์แท้ที่แข็งแรงและทนทานต่อโรค ปรากฎอยู่ทั่วไปในจังหวัดภาคใต้
มุมมองที่สอง ความผูกพันธ์ระหว่างคนเลี้ยงกับวัวจะเห็นภาพเจ้าของวัวพาวัวชนออกวิ่งตอนเช้า ๆ ทั้งคนและวัวดูแข็งแรงความใส่ใจดูแลความสะอาด ที่อยู่ อาหาร คนเลี้ยงเกี่ยวหญ้าที่ดีที่สุดที่หาได้ไปเป็นอาหาร วัวชน เป็นกิจกรรมของคนในครอบครัวร่วมกัน
มุมมองที่สาม การชนวัวเป็นวัฒนธรรมของท้องถิ่น วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่สวยงามของชาติ การชนวัวของไทยคล้าย ๆ การสู้วัวกระทิงของประเทศสเปน เป็นสิ่งที่น่าศึกษาเรียนรู้ของคนทั่วโลกในกิจกรรมของวัฒนธรรมนี้
แต่มีคำถาม ถามว่าจะทำอย่างไร วัฒนธรรมการชนวัวยังคงอยู่คู่ชาติตลอดไป โดยวัวชนไม่บาดเจ็บล้มตายจากการต่อสู้ที่น่าสงสาร

วันศุกร์, พฤษภาคม 02, 2551

ผ้ามงคล

วันแรกของการเดินทางมารับตำแหน่งใหม่ที่จังหวัดตรัง สิ่งที่สะดุดตานอกจากความสะอาดเรียบร้อยของเมืองตรังแล้ว พบเห็นเด็กวัยรุ่นหรือผู้ใหญ่ผู้ชายใช้ผ้าลักษณะคล้าย"ผ้าขาวม้า" สีแดงสด.....รู้สึกชอบรู้สึกดีต่อผ้าสีแดงนี้ คิดในใจว่าเราต้องหาซื้อมาใช้ซัก 2-3 ผืนแน่ หลังจากนั้นเราก็มีผ้าขาวม้าสีแดงคล้องคอเสมอ ๆ รู้สึกอบอุ่นเป็นตัวของตัวเอง คิดและมุ่งมั่นที่จะทำงานตลอดเวลา
นับถึงวันนี้เกือบสามเดือนแล้ว......เพิ่งได้รับคำเฉลยว่าผ้าขาวม้าสีแดงนี้ เรียกว่า "ผ้ามงคล" ใครชอบและใช้จะทำความดีเพื่อแผ่นดิน....

วันพุธ, เมษายน 30, 2551

ภูมิปัญญาช่างตีเหล็กบ้านนาป้อ ตีมีดตัดยางสืบทอดกว่า 100 ปี

ตาแหนด สีผม เป็นชื่อภูมิปัญญาช่างตีเหล็ก บ้านนาป้อ ตำบลควนปริง อำเภอเมือง จังหวัดตรัง ที่ดูแข็งแรงแม้ว่าอายุของตาแหนด จะย่างเข้า 78 ปี แล้ว ตาแหนด เล่าว่ากลุ่มช่างตีเหล็กบ้านนาป้อ เป็นชุมชนอิสลามล้วน ๆ มีอาชีพตีเหล็ก ตีมีดตัดยาง (กรีดยาง) พร้า มีดโต้ มากว่า 100 ปี แล้ว ตั้งแต่สมัยปู่ พ่อ มาถึงตาแหนด ปัจจุบันรุ่นลูกและหลานยังประกอบอาชีพตีเหล็ก มีช่างรวมกลุ่มกันมากกว่า 20 คน ลูกชายตาแหนดชื่อ นายจรูญ สีผม เล่าให้ฟังว่า ช่างตีเหล็กแม้อายุจะมากแต่ทุกคนมีร่างกายแข็งแรงเพราะได้ออกกำลัง แม้ว่าการเพิ่มอุณหภูมิในเตาเผาจะไม่ได้ใช้มือในการสูบอากาศเข้าไปแล้ว แต่กระบวนการตีเหล็กยังคงเอกลักษณ์เดิมของ “พร้านาป้อ” ที่สวยงาม คงทน ถ่านที่ใช้ยังคงเป็นถ่านจากไม้เคี่ยมเหมือนเดิม ซึ่งสั่งซื้อมาจากจังหวัดกระบี่ เป็นไม้เคี่ยมที่เป็นส่วนโคนที่ฝังอยู่ในดินนำมาเผาเป็นถ่าน ซื้อขายราคากระสอบละ 130 บาท มีองค์ความรู้อีกมากจะนำเสนอรายละเอียดของแหล่งเรียนรู้นี้ในโอกาสต่อไป
“คุณภาพของคน คุณภาพของพร้านาป้อ เป็นคุณค่าน่าศึกษาและถ่ายทอดองค์ความรู้ สู่สาธารณะ นี่คือ วิทยาศาสตร์ชุมชนภูมิปัญญาของชาติ”

ครูสมพงษ์ ยอดนักสังเกต เลี้ยงหอยขมด้วยอาหารธรรมชาติ

ครูสมพงษ์ อยู่บ้านน้ำผุด อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง บริเวณหลังบ้านมีฝานน้ำล้น
ครูสมพงษ์จึงเลี้ยงปลาดุก ปลานิล ปลาทับทิม ในกระชัง เป็นรายได้เสริม วันหนึ่งได้สังเกตพบว่า
บริเวณริมตลิ่งมีหอยขมเกาะกินตะใคร่น้ำอยู่ทั่วไป เกิดความคิดว่าถ้าเอากระชังมาล้อมหอยขมไว้
น่าจะเก็บขายได้ง่าย ที่ตลาดซึ่งครูสมพงษ์นำปลาไปขายทุกเช้า มีคนขายหอยขมจานเล็กๆ ไม่ถึง 10 ตัว
ราคาตั้ง 10 บาท การทดลองใช้กระชังล้อมหอยขมได้ผล ครูสมพงษ์สามารถเก็บหอยไปขายได้
แต่พบว่าหอยไม่สามารถนำไปเป็นอาหารได้ทันที เนื่องจากหอยอยู่ริมตลิ่งมีทรายอยู่ในตัวต้องทิ้งไว้
1 คืนก่อน ปัจจุบันใช้วิธีการเลี้ยงหอยขมในกระชัง หอยกินตะไคร่น้ำที่อยู่รอบๆ กระชังทำให้หอยไม่มีทราย
จึงมีรายได้เสริมจากการเลี้ยงหอยขมโดยใช้อาหารจากธรรมชาติเพราะความช่างสังเกตและทดลองนั้นเอง

วันจันทร์, เมษายน 21, 2551

ประมงชายฝั่งบ้านพระม่วง

ประมงชายฝั่งบ้านพระม่วง

บ้านพระม่วงเป็นหมู่บ้านชาวประมง ตั้งอยู่ในตำบลนาเกลือ อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง เกือบทั้งหมดเป็น คนไทยนับถือศาสนาอิสลาม ยังชีพด้วยการทำประมงเรือเล็ก จากการพูดคุยทำให้รู้ว่าการออกเรือของชาวพระม่วงมีเป้าหมายที่แตกต่างกัน เช่น ถ้าออกเรือหาปลา หาปู จะออกช่วงเวลาน้ำตาย (น้ำนิ่ง ช่วง 6-12 ค่ำ ) หากเป็นช่วงน้ำใหญ่ (น้ำมาก 13-15 ,1 ,2 ค่ำ) ชาวพระม่วงจะออกตกหมึก รายได้โดยเฉลี่ยต่อวันยังไม่หักค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณ 300-400 บาท

ชาวพระม่วงต่อเรือในหมู่บ้านตนเอง ไม้ที่ใช้ต่อเรือนิยมใช้ไม้จำปาดะเป็นกระดูกงู ตัวกง และส่วนหัวซึ่งยกสูงขึ้นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ใช้ไม้ขนุนเป็นพื้นเรือด้วยเหตุผลเมื่อแห้งน้ำหนักจะเบา และใช้ไม้ตะเคียนทรายเป็นส่วนข้างเรือทั้งหมด ลักษณะเรือที่ใช้ออกหาปลา ถ้าเป็นเรือขนาด 21 ตัวกง ใช้เวลาต่อเรือประมาณ 1-2 เดือน

ข้อสังเกต จะพบว่าการออกเรือมักออก 1-2 คนต่อเรือหนึ่งลำ แต่ส่วนใหญ่เป็น 2 คน (ผู้ชาย) ออกในช่วงเวลาตีสามกลางคืนและกลับเข้าฝั่งอีกครั้งในช่วงบ่ายสามโมง เมื่อกลับถึงฝั่ง ผู้ชายพักผ่อนด้วยการดื่มชา โกปี้ และน้ำหวาน ส่วนผู้หญิงและเด็ก ๆ เก็บปลาและปูจากอวนที่ขึ้นมาจากเรือ

“นกกรงหัวจุก”

“นกกรงหัวจุก” เป็นชื่อที่เรียกนกชนิดหนึ่งของคนเลี้ยงนกในภาคใต้เลี้ยงไว้เพื่อแข่งขันเสียงร้องประชันกัน นกกรงหัวจุก มีชื่อที่เป็นทางการคือ นกปรอทหัวโขน (Red whiskered Bulbul) เป็นนกประจำถิ่นที่พบบ่อยมากเกือบจะทั่วประเทศยกเว้นภาคใต้ ซึ่งนิยมเลี้ยง แทบไม่พบนกปรอทหัวโขนในธรรมชาติเลย อาจพบบ้างบางครั้งมักจะเป็นนกที่หลุดจากการขังกรง คนเลี้ยงนกในภาคใต้เมื่อเห็นนกหลุดกรง ก็นำนกของตนมาพยายามต่อนกหลุดด้วยใจที่จดจ่อที่เป็นเช่นนี้อาจเป็นเพราะว่า นกกรงหัวจุกแต่ละตัวซื้อมาด้วยราคาแพง ราคาตั้งแต่ 500-600 บาท บ้างตัวราคาหลักพัน หลักหมื่น หลักแสน แหล่งที่ซื้อจะซื้อนกจากภาคเหนือ จากประเทศพม่า ประเทศลาวและเขมร สถานการณ์นกปรอทหัวโขนในภาคใต้ใกล้ สูญพันธ์ เส้นทางระหว่างวัฒนธรรมกับการอนุรักษ์ ซึ่งเป็นเส้นทางคู่ขนานที่ไม่ยอมเชื่อมต่อกันได้ สถานการณ์ของนกปรอทหัวโขน น่าจะเป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกคนหล่อหลอม วัฒนธรรมกับการอนุรักษ์ได้อย่างกลมกลืนเพื่อความสวยงามของโลกใบนี้

“Super Markets” ของชุมชนคนตรัง

“Super Markets” ของชุมชนคนตรัง

ซุปเปอร์มาร์เก็ต ที่บอกกล่าว ณ ที่นี้มิใช่ หมายถึง ห้าง Macro หรือ Lotus หากแต่เป็นซุปเปอร์มาร์เก็ตธรรมชาติ ของชุมชนคนตรัง ราว ๆ เดือนเมษายนของทุกปี นับเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านฤดูจากร้อนจะเข้าสู่ฤดูฝน หากมีฝนตกชุก 1-2 วันติดกัน หลังจากนั้นจะเกิดมหกรรมของชุมชน คนตรังไม่ว่าเป็นชาวพุทธหรืออิสลาม นับเป็นจำนวนร้อย ๆ คน จะมาบริเวณป่าชุมชนในโรงเรียนวิเชียรมาตุและศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาตรัง ด้วยเป้าหมายเดียวกัน คือ การเก็บเห็ดเสม็ด ทุกคนไม่แย่งชิง แต่พยายามเขี่ยหาเห็ดซึ่งขึ้นอยู่ใต้ใบต้นเสม็ดขาวหรือกระถิ่นเทพาที่หล่นทับกัน แต่ละคนได้มากบ้าง น้อยบ้าง บางคนอาจได้ถึง 20-30 กิโลกรัม

จากการสังเกต พบว่าเห็ดเสม็ด เป็นเห็ดตับเต่าชนิดหนึ่งมีลักษณะคล้ายเห็ดฟางแต่ขนาดเล็กกว่ามีสีม่วงอ่อน ๆ ดอกเห็นค่อนข้างแข็ง ทุกคนที่มาเก็บเห็ดดูมีความสุข มีสมาธิในการค้นหาเห็ด เมื่อซักถามพูดคุย ทราบว่า เห็ดเสม็ดเมื่อนำไปต้มหรือแกงกะทิจะมีรสขมนิด ๆ มีเมือกลื่น ๆ รับประทานอร่อยมาก ถ้านำไปขายจะได้ราคาประมาณกิโลกรัมละ 80-120 บาท ความต้องการของตลาดไม่เพียงพอเฉพาะในจังหวัดตรัง
คำถาม ถามว่าจะทำอย่างไร จึง จะทำให้ป่าชุมชนมีความอุดมสมบูรณ์มีเห็ด มีผัก ให้ลูกหลานได้เก็บกินในอนาคต มิใช่เป็นเพียงตำนานเล่าขานถึงดินแดนที่เคยเต็มไปด้วยเห็ดเสม็ดในป่าชุมชนโรงเรียนวิเชียรมาตุและศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาตรัง แต่ปัจจุบันป่าไม่มีแล้ว

นบยักษ์แหล่งเรียนรู้ป่าชายเลนของคนตรัง

นบยักษ์แหล่งเรียนรู้ป่าชายเลนของคนตรัง

“นบ” เป็นคำย่อของคำว่า “ทำนบ” ซึ่งหมายถึงคันกั้นน้ำ นบยักษ์ในที่นี้เป็นคันหินที่กั้นน้ำทะเลขึ้นลง ซึ่งอยู่ห่างจากตัวจังหวัดตรังประมาณ 10 กิโลเมตรไปทางอำเภอกันตัง ความโดดเด่นเป็นช่วงเวลาน้ำลง จะเห็นเกาะแก่งหิน หาดทราย นกทะเลจำนวนมาก ปูดำ หอยกาบ ป่าโกงกาง นับเป็นแหล่งเรียนรู้ป่าชายเลนที่สำคัญซึ่งศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาตรังนำกลุ่มเป้าหมายไปเรียนรู้

ทุ่งค่ายมรดกล้ำค่าของคนตรัง

ทุ่งค่ายมรดกล้ำค่าของคนตรัง

ทุ่งค่ายเป็นชื่อของตำบลหนึ่งที่นำมาตั้งเป็นชื่อ สวนพฤกษศาสตร์ภาคใต้ (ทุ่งค่าย)จังหวัดตรัง สวนพฤกษศาสตร์แห่งนี้จัดเป็นแหล่งเรียนรู้ทางธรรมชาติเป็นภาคีเครือข่ายของศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาตรังมาช้านาน ความสำคัญของทุ่งค่ายอยู่ที่ เป็นแหล่งศึกษาพรรณไม้ เขตร้อนชื้น ป่าพรุ ที่น่าสนใจ มีไม้เคี่ยม ไม้ยมชวน ระกำ ลุมพี นกที่พบเป็นนกขนาดเล็กสีสันสวยงาม เช่น นกกาฝากท้องสีส้ม นกกินปลีอกสีม่วง เป็นต้น และที่ถือว่าเป็นมรดกล้ำค่าของคนตรังคือ....สะพานลิงเหล็กสำหรับเดินศึกษาเรือนยอดไม้ มีความสูงถึง 3 ระดับสูงกว่า 20 เมตรจากพื้นดินซึ่งสร้างในสมัย พณ ฯ ชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรี เราสามารถเรียนรู้อยู่ที่นี่ได้มากกว่า 3 ชั่วโมง

วันพฤหัสบดี, กุมภาพันธ์ 07, 2551

งานคือชีวิต

เมื่อชีวิตเราอุบัติขึ้นสิ่งที่ตามมาคือ งาน (work) การเต้นของหัวใจ ลมหายใจ
การเคลื่อนไหวคือ งาน ถ้าชีวิตปราศจากงาน คือ ชีวิตที่ตายแล้ว........
ขอให้สำนึกว่า เราต้องทำงาน การทำงานจะต้องออกมาจากจิตใจ เป็นสิ่งเร้าที่
เกิดขึ้นภายใน เป็นความตื่นตัว....ตระหนัก...สำนึก...ที่จะทำงาน เพราะงานจะทำให้ชีวิตเรายังคงอยู่
ความซื่อตรงต่องาน...ใครไม่สามารถสั่งเราได้ เพราะงานคือชีวิตของเรา เราต้องสั่งเอง...
ต้องรับผิดชอบต่อชีวิตเรา และผู้คนที่เกี่ยวข้องกับเรา
วันนี้...เรายังมีลมหายใจอยู่ เราต้องทำงาน ต้องรับผิดชอบต่องาน คุณค่าของชีวิตเราอยู่ที่คุณค่าของการทำงาน
“คุณค่าของงานคือคุณค่าของชีวิต”

พะยูง




ปี พ.ศ.2550 มีรายงานสถานการณ์ไม้พะยูงในประเทศไทยเหลือประมาณ 120,000 ต้น ฟังแล้วใจหาย....ถ้าสถานการณ์เป็นเช่นนี้ต่อไปไม่นาน ไม้พะยูงอาจสูญพันธุ์ได้.....ไม้พะยูงเป็นไม้เนื้อแข็งอาจกล่าวได้ว่าเป็นไม้ที่มีความแข็งที่สุดก็ว่าได้..พะยูงมีลักษณะคล้ายประดู่หรือชิงชันลักษณะลำต้นไม่ตั้งตรง....กิ่งอาจเอียงไปเอียงมา..เมื่อนำมาเลื่อยจะได้เนื้อไม้ไม่ยาว....โดยทั่วไปจะยาวไม่เกิน 3 เมตร......ไม้พะยูงเคยมีเป็นจำนวนมากในป่าบริเวณจังหวัดสุรินทร์ บุรีรัมย์ ศีรษะเกษ........ความเชื่อของคนในท้องถิ่นเชื่อว่าไม้พะยูงเป็นไม้ของเจ้า..ของนาย.......ประชาชนคนธรรมดานำมาใช้ไม่ได้.....ด้วยความเชื่อเช่นนี้ทำให้ข้าราชการทุกหมู่เหล่าที่ไปอยู่ในสามจังหวัดมีข้าวของเครื่องใช้ล้วนแล้วแต่ทำจากไม้พะยูงทั้งสิ้น....รวมทั้งตัวเรา.....กว่าจะตระหนักก็เกือบสายเกินไป.....ขอเป็นโจรกลับใจหันกลับมาปลูกไม้พะยูงทดแทน......ณ วันนี้สถานการณ์ไม้พะยูงเริ่มดีขึ้น...พบว่ามีไม้พะยูงเพิ่มขึ้นเป็น 120,049 ต้น......49 ต้นที่เพิ่มอยู่ในสวนที่เราปลูกด้วยความรักและความสำนึกผิด

wrist band

ริสท์แบน(wrist band)

เมืองพูคูน เป็นเมืองที่จอแจไปด้วยผู้คนทั้งชาวลาวและชาวต่างชาติ ที่จริงแล้วพูคูนไม่ใช่เมืองใหญ่อะไรของลาว เพียงแต่เป็นเมืองที่มีถนนสามสายมาบรรจบกัน สายหนึ่งมาจากเวียงจันทน์ สายหนึ่งมาจากหลวงพระบาง และอีกสายมาจากเชียงขวาง.........เสียงเด็กน้อยหญิงชายร้องขายข้าวโพดต้มเป็นภาษาไทยชัดแจ๋ว....นั่งรถตู้ตามถนนคดโค้งมาครึ่งวันแล้วจากเชียงขวาง.... แวะพูคูนหาอะไรร้อนๆกินน่าจะดี.....แก้คลื่นไส้...พอจอดรถ...เด็กน้อยเจ้าตัวเล็กที่ร้องขายข้าวโพดต้มรีบตรงเข้ามาหา......มือขวาหิ้วกระติกข้าวโพดต้มควันกรุ่นๆปากก็พูดแนะนำตัวเอง..ผมชื่อโก้...ท้าวโก้....อายุ 8-9ปีครับ เด็ก เป็นท้าวได้รึ...ได้ครับ....ชื่อผมเขียนอย่างนี้ ว่าแล้วก็หากระดาษทิชชูมาเขียนชื่อตัวเอง...เป็นภาษาลาว... ทำไมหนูพูดภาษาไทยชัดจัง..คนไทยมาเที่ยวบ่อยผมก็ดูทีวีจากประเทศไทยทุกช่อง....คุณตาไปร้านนั้นซิ...จะได้ซื้อของไปฝากคุณยายด้วย.....คุณตาเที่ยวให้สนุกนะครับ.......เด็กคนนี้ฉลาดมาก...ในอนาคตเขาอาจเป็นผู้นำประเทศได้.....ท้าวโก้ตาจะให้ ริสท์แบน(wrist band)หนู หนึ่งเส้น เส้นนี้หมายถึงความรักที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีต่อคนไทย หนูจะเก็บไว้เป็นที่ระลึกได้ไหม...ผมจะเก็บไว้เป็นสิบปีเลยครับ.......แม้เราจะกลับมาถึงประเทศไทยหลายเดือนแล้ว...แต่ก็อดคิดถึงท้าวโก้ไม่ได้ซะที...........รำพึงกับตัวเองว่า.....จะมีวันใดหนอที่เราจะมีโอกาส.......ตามหาริสท์แบนเส้นนั้นอีก

วันพุธ, กุมภาพันธ์ 06, 2551

ยะมิง....ยอดนักบริหารท้องถิ่น

ยะมิง..ยอดนักบริหารท้องถิ่น ยะมิง ......เป็นผู้บริหารท้องถิ่นในภาคใต้ของประเทศไทย ยะมิงไม่จบชั้น ป. 2 แต่ยะมิงเรียนรู้การอ่านคัมภีร์อัลกุลาอ่านตั้งแต่ยะมิงจำความได้...ยะมิงเป็นผู้บริหารท้องถิ่นมาตลอดกว่า 30 ปี ตอนนี้ยะมิงอายุ 62 ปีแล้ว......ถามว่าทำไมชาวบ้านจึงเลือกยะมิงมาโดยตลอด...ทั้งที่ ป.2 ก็ไม่จบ เจ๊โสงน้องสาวคนสุดท้องเคยถามยะมิงว่าทำไมพี่ไม่ทำถนนลาดยางหน้าบ้านเราซะที.....คำตอบ...ของพี่ชายคือ..พี่ทำให้คนอื่นก่อนคนอื่นเขาจะได้มีความสุข...เมื่อเขามีความสุขพี่ก็มีความสุขด้วย...ด้วยเหตุนี้แหละชาวบ้านเขาจึงเลือกพี่มาตลอด...เจ๊โสง สงสัยความสุขของพี่ชายอยู่ที่ได้รับเลือกให้เป็นผู้บริหารท้องถิ่นมากกว่าการมีถนนลาดยางสำหรับเดินทางที่สะดวก.....สงสัยชาตินี้บ้านเราไม่มีถนนลาดยางใช้แน่ๆ

วันอังคาร, กุมภาพันธ์ 05, 2551

คำเตือนจากแพะ

ความทรงจำในวัยเยาว์ของเด็กหญิง....เจ๊โสง เด็กน้อยชาวมุสลิมที่เกิดมาพร้อมเสียงคลื่น..เรือประมงและกลิ่นปลาทะเล..ที่มีต่อเหตุการณ์หนึ่งในชีวิต..วันนั้นเป็นวันที่คลื่นลมสงบนิ่งผิดปกติ..ฟ้าแดงอ่อน..ยอดมะพร้าวที่ขึ้นริมหาดใกล้บ้านไม่ไหวติง....เวลาเพิ่งบ่ายคล้อย....ไก่ที่เลิ้ยงไว้พากันกลับเข้าเล้าก่อนเวลาที่เคยเป็น....แพะเป็นฝูงที่ชาวมุสลิมเลี้ยงพากันร้องเสียงดัง...และวิ่ง ขึ้นไปที่สูง........พ่อของเจ๊โสงบอกลูกทั้งหญิงชายตัวเล็กๆทั้ง 12 คนเมื่อพาขึ้นเรือว่า.......คำเตือนจากแพะบอกให้เรารู้ว่าในไม่ช้าจะเกิดมรสุมที่รุนแรง.....จากนั้นพ่อก็ขับเรือหางยาวบรรทุกลูกไปริมทะล ระยะทาง ประมาณ 7-8 กิโลเมตรไปหลบลมที่ ที่ว่าการอำเภอเทพา....ที่อำเภอมีฝนตกหนัก ลมไม่แรง...หนึ่งถึงสองชั่วโมงต่อมาเมื่อลมสงบพ่อพาเจ๊โสงกลับบ้าน...เจ๊โสงพบว่า...ชายหาดหายไปทั้งหมดพร้อมกับต้นมะพร้าว..บ้านพังไปบางส่วน...แพะกลับมาที่บ้านไม่เป็นไร...เจ๊โสงคิดในใจ....นี่ถ้าแพะไม่เตือนภัยเราก่อนคงอันตรายแน่ๆ

วันพุธ, พฤศจิกายน 28, 2550

สันติสุขบนโลกของเรา

โลกของเรามีเพียงหนึ่งเดียว ยังไม่มีการค้นพบใด ๆว่ามีดวงดาวที่เหมือนโลกของเราปรากฎอยู่ในจักรวาลนี้ โลกเป็นสมบัติสำหรับทุกชีวิต ไม่ว่าจะเป็นพืช สัตว์ โลกไม่ได้แบ่งแยกไว้ให้ชีวิตใดชีวิตหนึ่งโดยเฉพาะ โลกจึงเป็นสมบัติกลาง มนุษย์เราต่างหากที่คิดว่าโลกนี้เป็นของตนจึงขีดแบ่งพื้นที่โลก แบ่งทรัพยากร แบ่งอากาศท้องฟ้า แบ่งน้ำแบ่งท้องทะเลว่าเป็นของตน รุกรานแย่งชิงรบฆ่าซึ่งกันและกัน แท้ที่จริงแล้วสุดท้ายโลกยังเป็นของทุกชีวิต โลกไม่เคยแบ่งแยก........ไม่เชื่อให้มนุษย์ฆ่าฟันกันให้หมดโลก...ดูซิว่าโลกยังเป็นของตนจริงหรือไม่

วันพฤหัสบดี, พฤศจิกายน 15, 2550

กศน.ควรหรือต้องเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้

วันนี้มีน้องจากศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนภาคตะวันออก ระยองโทรศัพท์สัมภาษณ์ กรณีตัวชี้วัดการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา กศน.ว่าควรเป็นอย่างไรบ้าง ได้ให้ความเห็นองค์ประกอบขององค์กรแห่งการเรียนรู้ไว้ ๓ องค์ประกอบคือ ภาวะผู้นำของผู้บริหารและทีม การคิดเชิงระบบแบบองค์รวม และการเรียนรู้ร่วมกันเป็นทีม โดยมีกัลยาณมิตรเป็นเครื่องร้อยเรียงเชื่อมโยงเมื่อมีอุปสรรคของการพัฒนา และเสนอแนะไปว่าเพื่อการเตรียมความพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงทุกด้าน ต้องเตรียมบุคลากรและองค์กรให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ พรบ.ส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจะมาเร็ววันนี้

การศึกษาการเรียนรู้ธรรมาภิบาลของบุคลากรการศึกษานอกโรงเรียนโดยการเสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้

บทคัดย่อ
การศีกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการและผลการเรียนรู้หลักธรรมาภิบาล โดยการเสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของบุคลากรการศึกษานอกโรงเรียนจังหวัดนครนายก เก็บรวบรวมข้อมูลจากบุคลากร รวมจำนวน 54 คน ด้วยวิธีการสังเกตการปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม และวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์กระบวนการเสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ผลจากการศึกษาพบว่า 1. ผลการเรียนรู้ธรรมาภิบาลในภาพรวมพบว่า ทั้ง 6 หลักการ มีการเรียนรู้หลักการซึ่งประกอบกด้วย 1) หลักนิติธรรม 2) หลักคุณธรรม 3)หลักความโปร่งใส 4)หลักสำนึกรับผิดชอบ 5)หลักการมีส่วนร่วม 6)หลักความคุ้มค่า ตามลำดับ
2. กระบวนการที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ การเสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้(Dialogue) จากผลการนำกระบวนการนี้มาใช้ พบว่า 1) ด้านผู้จัดการกระบวนการเรียนรู้หรือผู้อำนวยความสะดวกบุคลากรผ่านการพัฒนาฝึกอบรมและมีประสบการณ์ในการจัดกิจกรรมในลักษณะดังกล่าวมาดี 2) ด้านสถานที่และอุปกรณ์สำหรับการจัดกระบวนการเรียนรู้ พบว่า มีขนาดเหมาะสมกับจำนวนสมาชิกในกลุ่มค่อนข้างดี ไม่เป็นทางการเกินไป และการดำเนินการครั้งนี้มีการเตรียมอุปกรณ์สำหรับใช้ในการจัดกิจกรรมค่อนข้างดี ทำให้การดำเนินการเป็นไปด้วยความราบรื่น 3) ด้านการจัดกระบวนการเรียนรู้ พบว่า ผู้อำนวยความสะดวกได้ดำเนินการจัดกระบวนการอย่างเป็นขั้นตอน ถูกต้องตามหลักการของการจัดเสวนา โดยไม่เป็นผู้ชี้นำความคิด การกระตุ้นให้สมาชิกกลุ่มแสดงความคิดเห็นอย่างมีอิสระโดยความเคารพในความคิดเห็นของกันและกัน แลการสร้างบรรยากาศการพูดคุยอย่างสนุกสนานเป็นกันเองทำให้บรรยากาศการเรียนรู้เป็นไปอย่างมีความสุขสมาชิกกลุ่มได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ และ 4)ด้านความต่อเนื่องการจัดกระบวนการเรียนรู้ พบว่า การเรียนรู้หลักธรรมาภิบาลสอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาลตามพระราชบัญญัติการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี โดยเฉพาะในมติที่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้ในการปฏิบัติงานโดยตรงของบุคลากรในแต่ละระดับ

วันจันทร์, สิงหาคม 20, 2550

ไทยพวนอำเภอปากพลี พ.ศ.๒๕๕๐

บันทึกวิถีวัฒนธรรมและการดำรงอยู่ของไทยพวนอำเภอปากพลี พ.ศ.2550
จังหวัดนครนายก
ปัญญา วารปรีดีและคณะ (2550)
บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิถีวัฒนธรรมและการดำรงอยู่ของไทยพวนอำเภอปากพลี โดยศึกษาจากการสำรวจ การสังเกต การสัมภาษณ์และศึกษาข้อมูลจากเอกสาร
ผลการศึกษาพบว่า คนไทยพวนที่อำเภอปากพลีเดินทางมาด้วยเส้นทางอันยาวไกล จากดินแดนที่สูง จากระดับน้ำทะเลมากกว่า 1200 เมตร คือ เมืองพวนในแขวงเชียงขวาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เดินทางมาพร้อมเด็ก ผู้หญิง คนแก่ชรา ชายฉกรรจ์ พระ เณร พระพุทธรูปพร้อมพระพุทธศาสนาและศิลปวัฒนธรรมสู่ถิ่นที่อยู่ใหม่คืออำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก ในความสูงจากระดับน้ำทะเลเพียง 180 เมตร เดินทางด้วยผลแห่งสงคราม หลักฐานที่ยืนยันชัดเจนว่าเดินทางมาเมื่อใดไม่ปรากฏ ที่ปรากฏคือมีหลักฐานชี้ชัดว่าอยู่มานานไม่น้อยกว่า 180 ปี ปัจจุบันมีคนไทยพวนที่อาศัยในอำเภอปากพลี 8189 คน โดยตั้งบ้านเรือนที่อยู่อาศัยอยู่ตลอดสองฝั่งคลองท่าแดง กระจายอยู่ใน 6 ตำบล ตำบลเกาะหวายและตำบลหนองแสงมีประชากรไทยพวนหนาแน่นที่สุด ส่วนตำบลท่าเรือและตำบลเกาะโพธิ์ มีความหนาแน่นรองลงมา และมีไทยพวนไปอาศัยอยู่บางหมู่บ้านที่ตำบลโคกกรวดและตำบลนาหินลาด คนไทยพวนใช้ภาษาพวนพูดสื่อสารระหว่างกลุ่มของตน และมีการก่อตั้งชมรมไทยพวน มีสภาวัฒนธรรมอำเภอปากพลี เป็นรูปแบบในการทำงานอย่างเป็นทางการ คนไทยพวนอำเภอปากพลีมีวิถีวัฒนธรรมที่สัมพันธ์กับจารีตประเพณีที่ถือปฏิบัติสืบกันมาในสิบสองเดือนและการปฏิบัติตนอยู่ในทำนองคลองธรรมสิบสี่ประการ ทำให้คนไทยพวนมีความผูกพันกับวัด กับพระพุทธศาสนาและมีความกตัญญูต่อบรรพบุรุษซึ่งเห็นได้จากการมี “ศาลปู่ตา” อยู่ในหมู่บ้านทุกหมู่บ้านที่มีไทยพวนอยู่ ส่วนวิถีชีวิตและการดำรงอยู่นั้นเปลี่ยนแปลงไปตามการเป็นไปของชุมชนและสังคม ปรากฏภาพจิตรกรรมปูนปั้นนูนสูงคือภาพปริศนาธรรมที่ฐานอุโบสถวัดคลองคล้ามีจำนวนทั้งสิ้น 16 ภาพ มี 4 ภาพ ที่มีคำบรรยายประกอบ อีก 12 ภาพไม่มีคำบรรยาย มีจารึกชื่อผู้ปั้นคือ นายผาลี เนื่องจากอวน ปั้นเมื่อปี พ.ศ. 2471 ด้วยความศรัทธาที่จะให้ภาพปริศนาธรรมเหล่านั้นเป็นธรรมทาน เมื่อมีผู้มาพบอ่านก็ให้ประสพความสุขไปตลอดชาติและภาพปริศนาธรรมเหล่านี้ได้สื่อถึงนิสัยของคนไทยพวนที่มุ่งมั่นในพระพุทธศาสนาประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในศีลธรรม นอกจากภาพปริศนาธรรมแล้วพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านไทยพวนวัดฝั่งคลองซึ่งเกิดจากความศรัทธา ความตั้งใจของพระครูวิริยานุโยค (สมบัติ บุญประเสริฐ) ที่มองเห็นคุณค่ามรดกทางวัฒนธรรมของไทยพวน อันได้แก่ จารีตประเพณี วิถีวัฒนธรรมและการดำรงชีวิต จึงได้จัดสร้างพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านไทยพวนขึ้น โดยยึดหลักกระบวนการมีส่วนร่วมในการดำเนินงาน พระครูวิริยานุโยคใช้แนวทางที่เรียกว่า “บวร” ซึ่งหมายถึง บ้าน วัด โรงเรียน บ้านทำหน้าที่ติดต่อให้ได้มาซึ่งสิ่งของเครื่องใช้ของไทยพวน วัดคอยรวบรวมสิ่งของจัดเป็นหมวดหมู่ โรงเรียนมายถึงศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอปากพลีและโรงเรียนต่าง ๆ ช่วยจัดทำพิพิธภัณฑ์ การให้บริการพิพิธภัณฑ์ทำต่อเนื่องมานานถึง 9 ปี โดยมีคณะดำเนินการอย่างมีส่วนร่วม มีการพัฒนาปรับปรุงไปแล้ว 3 ครั้ง หลักการพัฒนาปรับปรุง พระครูวิริยานุโยคได้นำคำติชมในสมุดเยี่ยมพิพิธัณฑ์และข้อเสนอแนะจากผลการวิจัยมาเป็นข้อปรับปรุงพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านไทยพวนวัดฝั่งคลองมาโดยตลอด

วันจันทร์, มีนาคม 05, 2550

สัมพันธภาพระหว่างนกเอี้ยงกับควาย

เด็กๆในชนบทชอบร้องเพลงล้อเลียนเรื่องราวความเป็นไปรอบ ๆ ตัวกรณีเช่นเพลง...”.นกเอี้ยงมาเลี้ยงควายเฒ่าควายกินข้าวนกเอี้ยงหัวโต.”..........ร้อง....เล่นกันสนุกสนาน รู้แต่เพียงว่านกเอี้ยงชอบเกาะบนหลังควายเดินไปเดินมาโดยที่ควายไม่รำคาญเลย ลึกลงไปกว่านั้นคืออะไร.....หากสังเกตอย่างละเอียดจะพบว่านกเอี้ยงและควายมีสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน.....นกเอี้ยงคอยจับแมลงเช่น เหลือบ เห็บ ริ้น ที่มาดูดเลือดควายกินเป็นอาหาร...ควายก็มีความสุขที่ไม่ต้องถูกแมลงรบกวน.......สรุปว่าต่างก็ได้ผลประโยชน์ทั้งสองฝ่าย...ภาษาต่างชาติเขาเรียก win win เรื่องอะไรก็ตามหากทั้งสองฝ่ายต่างได้รับประโยชน์จะจบด้วยความสุข..ดังตัวอย่างนกเอี้ยงกับควาย คู่นี้ก็น่ารักไปอีกแบบหนึ่ง

กะเต็นปักหลักกับนักตกปลา

“อาชัย”...เป็นน้องชายคนสุดท้องอาศัยอยู่จังหวัดสระแก้ว งานอดิเรกที่ชอบมากคือ..ดูนกและตกปลา.......อาทิตย์ก่อนอาชัยมาพักอยู่บ้านในสวนประดู่ป่าแคมป์....ก่อนกลับอาชัยบอกว่า....พี่มีนกกะเต็นปักหลักตัวหนึ่งบินมาที่สระต้นหว้าในสวนทุกวันประมาณ เก้าถึงสิบโมง ตัวลาย ขาวสลับดำ สวยมากจำนวนกะเต็นปักหลักเหลือน้อยจริงๆ....ชัยไปตกปลาที่คลองพระสะทึงที่สระแก้วพบกะเต็นปักหลักทุกครั้ง มีด้วยกัน 4 ตัว บินผ่านมาตอนเช้าประมาณ สิบโมงและบินกลับตอนบ่ายประมาณบ่ายสองโมง........เขาบินผ่านมาจะร้องทัก....สองครั้งเสมอ....ชัยทักเขาว่า...หากินสะดวกไหม.....มิตรภาพระหว่างคนกับนกที่มีเป้าหมายเดียวกันเป็นไปด้วยความราบรื่น......โลกที่สรรพสิ่งล้วนเข้าใจซึ่งกันและกันดูมีความสุขดีนะ

วันพุธ, กุมภาพันธ์ 07, 2550

กล้องส่องวิสัยทัศน์

นักดูนกทุกคนจะมีอุปกรณ์หนึ่งที่ไม่ยอมให้ห่างกายคือ กล้องส่องทางไกล(binoculars).....ทำไหมหรือ..เพราะคุณสมบัติของกล้องส่องทางไกลทำให้นักดูนกเห็นลายละเอียดในสิ่งที่ตาปกติไม่สามารถมองเห็นได้..........เช่น ขอบดวงตา ปลายปาก เล็บเท้าหรือลายละเอียดอื่นๆของนก การเห็นบางสิ่งบางอย่างที่ปกติไม่สามารถเห็นได้...ทำให้เกิดความคิดและมุมมองที่ต่างออกไป.....ปรากฏการณ์ของการใช้กล้องส่องทางไกล.....เปรียบเสมือนบุคคลที่มีมุมมอง...มองอย่างมีจินตนาการ....มองไปในอนาคต...สร้างภาพในมโนทัศน์ให้เกิดก่อนเกิดจริง........บุคคลที่มีคุณสมบัติเช่นนี้เราเรียกว่า บุคคลผู้มีวิสัยทัศน์(vision)เป็นบุคคลที่มีแนวโน้มทำอะไรๆสำเร็จอย่างมีคุณภาพ

วันจันทร์, กุมภาพันธ์ 05, 2550

โลกไร้พรมแดน

คนไทยสมัยก่อนจะคุ้นกับเพลงกล่อมลูก. “...เจ้านกขมิ้นเหลืองอ่อนค่ำแล้วจะนอนไหนเอย....เอ้ย”..เพราะร้องกันมาช้านานคนไทยรู้ว่านกขมิ้นไม่ทำรัง......มาเดียวนี้เรารู้ว่านกขมิ้นเป็นนกอพยพ เขามีถิ่นเกิดในเขตหนาวแถบไซบีเรีย......ถึงฤดูหนาวจะอพยพลงมาทางใต้....พอหายหนาวก็จะกลับคืนถิ่น...เหตุนี้แหละที่นกขมิ้นไม่ทำรังในประเทศไทย.......ประเทศของนกขมิ้นหมายถึงโลก...โลกทั้งใบ...โลกที่ไร้พรมแดน.....เรื่องจริงที่เกิดขึ้นในธรรมชาติมักจะเป็นแบบอย่างให้มนุษย์ทำตามเสมอๆ.......ปัจจุบันมนุษย์ในเขตหนาวเช่น ยุโรป อเมริกา รัสเซียเมื่อถึงฤดูหนาว......เขาเหล่านั้นประหยัดพลังงานประหยัดเงินปิดบ้านหนีหนาวมาอยู่เมืองไทยดีกว่า..............โลกเราไร้พรมแดนสำหรับนกขมิ้นท้ายทอยดำมาช้านานแล้ว...ในอนาคตโลกจะไร้พรมแดนสำหรับมนุษย์ที่รักสันติสุขทุกคน....

วันพฤหัสบดี, กุมภาพันธ์ 01, 2550

วังผักหนอง

วังผักหนอง......เป็นคุ้งน้ำหนึ่งของแม่น้ำงาวเมื่อ พ.ศ.2504 แม้เป็นฤดูแล้งเดือนเมษาน้ำบริเวณวังผักหนองยังท่วมหลังช้าง.....ภาพแห่งความทรงจำที่เรามีต่อสายน้ำแห่งนี้เป็นภาพที่อยากบอกเล่าต่อผู้คน.....ในฤดูน้ำหลากมีต้นไม้ที่ถูกตัดที่เรียกว่า”ซุง”อยู่เต็มแม่น้ำไปหมดเราสามารถข้ามแม่น้ำโดยกระโดดไปบนซุงต้นโน้นต้นนี้แล้วข้ามไปฝั่งตรงข้ามได้ ในแม่น้ำอุดมสมบูรณ์หัวซุงทุกต้นจะมีรอยแตกเราเอาเบ็ดเกาะเหยื่อไปเสียบไว้ ปลากดตัวโตๆเป็นอาหารได้สำหรับทุกคน......ฤดูน้ำหลากผ่านไปภาพประทับใจในเดือนเมษา..จะเห็นควานช้างนำช้างมาอาบน้ำที่วังผักหนองมาครั้งละ5-6 เชือก ควานจะขัดถูทำความสะอาดผิวหนังช้าง ช้างดำน้ำโผล่แต่งวงขึ้นมาบนผิวน้ำ...เราและเพื่อนได้อาศัยวังผักหนองเป็นที่เรียนรู้ความเป็นลูกผู้ชายที่สามารถว่ายน้ำเป็น..ว่ายอย่างสนุกสนานไม่เคยเบื่อ......เป็นภาพวิถีชีวิตที่ไม่มีวันหวลกลับ.....ปีนี้ 2549 เรากลับไปที่วังผักหนองแม่น้ำงาวไหลเอื่อยๆเหมือนจะบอกลา แม่น้ำทั้งสายมีความกว้างไม่ถึง 2 เมตร วังผักหนองเต็มไปด้วยตระกอนดินไม่มี ลักษณะของวังน้ำที่ยิ่งใหญ่ ไม่มีต้นผักหนอง(กระถิน)ที่ช้างเคยดึงกินอยู่เลย..........45 ปีของการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติถูกทำลายอย่างมากมาย..ต้นไม้หายไป.....น้ำก็หายไปด้วย........รอซักประเดี๋ยว....มนุษย์ก็จะตามไป

บ้านบนซุง

ภาพแห่งความทรงจำระหว่าง เรา-พ่อ-บ้านบนต้นซุง เป็นภาพที่เด่นชัด…..เคยถามแม่ว่าเหตุการณ์ที่จะเล่าต่อไปนี้เกิดขึ้นเมื่อเราอายุเท่าไร....แม่บอกประมาณ 2 ขวบ......เสียงรถแทรกเตอร์ดังสนั่นค่อยๆเคลื่อนตัวเพื่อดึงโซ่ที่ร้อยจมูกซุง2 ต้น บนซุงทั้งสองต้นนั้นมีกระท่อมที่แสนสุขของครอบครัวเราอยู่....พ่อขับรถแทรกเตอร์พาบ้านเราเคลื่อนไปบนถนนที่พ่อเพิ่งตัดได้ประมาณ2-3 กิโลเมตร ในความทรงจำเรากับแม่เดินตามไป...เห็นรอยซุงที่ลากไปบนถนนเหมือนรางรถไฟคู่หนึ่ง.......มาบัดนี้พ่อลากรอยซุงสู่สรวงสวรรค์แล้ว

ดอกไผ่กับนกกระติ๊ดเขียว

อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่…...ห่างจากกรุงเทพมหานคร 100 กว่ากิโลเมตร ความร่มรื่นของแมกไม้ อากาศสดชื่นเต็มไปด้วยโอโซน......ทุกครั้งที่ขึ้นไปร่างกายหลั่งสารแห่งความสุข...ทำให้มีพลังในการต่อสู้กับการดำเนินชีวิต..วันนี้เราขึ้นเขาใหญ่แต่เช้าเพื่อประสานการเข้าค่าย”สิทธิมนุษยชนกับการจัดการสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติในชุมชน”ซึ่ง คุณหญิงอัมพร มีศุข คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ท่านเห็นความสำคัญและเชื่อว่าทีมของเราน่าจะสร้างต้นแบบกิจกรรมได้.........เมื่อถึงที่ทำการเขาใหญ่อากาศหนาวเย็น นายอึ่ง น้องที่เป็นเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าเดินมาหา บอกเราว่า........อาจารย์ครับด้านหน้าที่ทำการมีไผ่ออกดอกเต็มกอ...นกลงมากินดอกไผ่เต็มต้น เราหยิบกล้องส่องทางไกลในรถ เดินไปใกล้กอไผ่......มีฝรั่งและคนไทย 3-4 คนเฝ้าดูอยู่...นกหก 4 ตัวห้อยหัวกินดอกไผ่ใกล้ๆกันมีนกอีกชนิดซึ่งไม่เคยปรากฏให้เห็นมาก่อนในบริเวณนี้คือ.....นกไผ่หรือนกกระติ๊ดเขียวตัวเล็กสีสรรสวยงามมากกินดอกไผ่อย่างเพลิดเพลิน.........เหตุการณ์หนึ่งปรากฏทำให้มีโอกาสดีๆบางครั้งแฝงความสูญเสียอยู่ในเหตุการณ์นั้น.......ดังเช่นวันนี้....เมื่อไผ่ออกดอกหมายถึงไผ่กอนั้นกำลังจะจากโลกนี้ไป....ไผ่ออกดอกจึงทำให้เรามีโอกาสพบนกไผ่.......โอกาสกับอุปสรรคมักจะมาคู่กันเสมอๆ

วันจันทร์, ธันวาคม 04, 2549

ภาวะผู้นำของนกปากห่าง

วันหนึ่งขณะที่ขับรถผ่านทุ่งกว้างจากอำเภอบางปะหันจังหวัดพระนครศรีอยุธยาจะไปอ่างทอง…..ขณะที่มองขึ้นไปบนท้องฟ้า..พบปรากฏการณ์หนึ่งคือการเดินทางของฝูงนกปากห่างซึ่งเป็นการบินที่สวยงาม นกปากห่างนับร้อยนับพันบินคล้ายหัวลูกศร..ตัวที่บินนำสุดจะผลัดเปลี่ยนกันบินนำเป็นระยะๆ....มีการทำงานเป็นทีมอย่างน่าอัศจรรย์....แปลกใจทำไมแม้แต่นกยังรู้ว่า....ภาวะผู้นำมีอยู่ในตัวของเขา...เขาควรจะนำหรือควรจะตามในโอกาสเช่นไร...ผิดกับความเป็นจริงในสังคม...ผู้คนไม่เข้าใจคำว่าภาวะผู้นำ...สงสัยต้องคุยกับนกปากห่างเสียละนะ

การลงแขกเป็นวัฒนธรรมทางธรรมชาติ

บนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่มีนกเงือกชนิดหนึ่ง ชื่อว่า นกเงือกสีน้ำตาล(brown hornbill) เป็นนกขนาดใหญ่มีสายพันธุ์จากนกดึกดำบรรพ์ที่คงรูปร่างโบราณอยู่ นิสัยทำรังในโพรงไม้ต้นขนาดใหญ่ เช่น ต้นยาง มีนักวิจัยมูลนิธิวิจัยนกเงือกพบพฤติกรรมบางอย่างของนกเงือกสีน้ำตาลคือ เมื่อแม่นกเงือกสีน้ำตาลเลี้ยงลูกน้อยอยู่ในโพรง พ่อนกเงือกจะหาอาหารมาเลี้ยงลูกและแม่ไม่พอเพียง จะมีนกเงือกสีน้ำตาลตัวอื่นช่วยหาอาหารมารออยู่ การป้อนอาหารเป็นหน้าที่ของพ่อนกเท่านั้นแม่นกจะไม่รับอาหารจากนกตัวอื่นๆ พฤติกรรมแบบนี้ภาษาคนไทยโบราณเรียกว่า”การลงแขก” ไม่น่าเชื่อ “การลงแขกเป็นวัฒนธรรมทางธรรมชาติ” เราควรจะรักษาวัฒนธรรมการลงแขกไว้ดีหรือไม่.....เพราะเป็นวัฒนธรรมที่ดีงามแม้แต่นกยังชอบเลย

วันพฤหัสบดี, พฤศจิกายน 30, 2549

กัลยาณมิตรสร้างรอยยิ้มให้ผู้คน

เมื่อเดือนที่ผ่านมา…ผู้บริหารทางการศึกษานอกโรงเรียนของรัฐ punjab ประเทศ pakistan มาดูงานจำนวน 9 คน มีตัวแทน unesco และ jica มาร่วมสังเกตการณ์ สิ่งที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันคือ เขาเป็นนักบริหารที่มีองค์ความรู้ทางบริหารเยี่ยมเขารู้สึกพอใจที่เรามีระบบการบริหารจัดการแบบ learning organization และมีการวางแผนที่มาจากความต้องการของกลุ่มเป้าหมายที่เรียก bottom up เขามีอัตตาสูงไม่ยอมรับซึ่งกันและกัน(เขาบอกอย่างนั้น) การยอมรับผู้บริหารสตรีต่ำไม่ชอบให้สตรีเป็นผู้นำ สนใจที่จะซักถามเชิงสถิติ ระมัดระวังเรื่องอาหาร เมื่อได้รับมิตรไมตรีบ่อยๆจึงปรากฏรอยยิ้มน้อยๆ.........สรุปว่า”ความเป็นกัลยาณมิตรสร้างรอยยิ้มให้กับผู้คนบนโลกนี้ได้” สรุปถูกต้องไหมนี่......

วันศุกร์, พฤศจิกายน 24, 2549

ความพยายามของเม็ดข้าว

ปีที่แล้วเราทำนา 2 ไร่ เป็นนาหว่านไม่ใส่ปุ๋ยไม่ใช้ยาฆ่าแมลง.....ได้ข้าวปลอดสารพิษจำนวน 60 ถัง ปีนี้ไถนาเสร็จฝนตกเร็วหว่านข้าวไม่ทัน.....คงไม่ได้ทำนาแล้ว..ฝนตกตลอด เวลาผ่านไป...ข้าวขึ้นเต็มนากอสวยๆทั้งนั้นเลย...ดีใจเราไม่ได้หว่านข้าว........ข้าวที่ตกหล่นเมื่อปีที่แล้วยังงอกให้เลย ความพยายามของต้นข้าวน่านับถือ รวงข้าวก็สวยมีน้ำหนัก.......ปีนี้เกี่ยวรวงข้าวสีทองไปก็คิดไป...ถ้าความดีที่เราทำเหมือนเม็ดข้าวที่ฝังดินอยู่ในใจของลูกศิษย์แล้วงอกเงยในโอกาสต่อไปเราคงมีความสุขนะ

แม่ปลาปักเป้าพ่อภูเขาน้ำแข็ง

คอนโดมิเนียมแถวๆสีลม….....ลูกสาวและลูกชายเขาอยู่อาศัยทำมาหากิน ลูกสาวทำบริษัทสว่นตัวของน้าๆป้าๆเรียกว่าต้องเอาใจคนทั้งตระกูล...โชคดีนิดหนึ่งตรงที่เขาให้บริหารและตัดสินใจ..อีกส่วนไปช่วยบริหารงานโรงแรมที่เตรียมจะเปิดใหม่...ลูกสาวคนนี้..ฉลาด คล่องทันคน ไวทั้งความรู้สึกและการทำงาน ชีวิตของเขาจะพบปะผู้คนมากมาย...เขาจะพูดเสมอว่า”ไม่มีอะไรที่เขาทำไม่ได้...ที่ทำไม่ได้เพราะไม่ได้ทำ”......ชีวิตเขาจึงตื่นเต้นเหมือน “ปลาปักเป้าเดียวพองเดียวหุบ” ตอนพองระวังหนามหน่อยนะ........ส่วนลูกชายใจเย็นทำงานด้านกราฟิกดีไซน์...เป็นพวกอาทตีสอะไรทำนองนั้น.....ช่างคิดช่างจินตนาการ.....ศักยภาพเหมือนภูเขาน้ำแข็ง...โผ่มาให้เห็นเหนือน้ำนิดเดียว..ของจริงอยู่ใต้น้ำ ทั้งสองคนอยู่ด้วยกันมาแต่เล็กอยู่ท่ามกลางความแตกต่าง..........แปลกดีนะ....แม่ปลาปักเป้าพ่อภูเขาน้ำแข็ง

วันพฤหัสบดี, พฤศจิกายน 23, 2549

คุณตาสอน "ณัฐ"

ณัฐเป็นเด็กชาย อายุ 7-8 ปี พ่อแม่ของณัฐเป็นชาวมอญที่มาแสวงโชคในประเทศไทย ครอบครัวของณัฐมาเป็นส่วนหนึ่งของประดู่ป่าแคมป์ช่วยดูแลสวนจำนวน 12 ไร่ ตัดหญ้า ปลูกต้นไม้ เกี่ยวข้าว เลี้ยงปลา และอยู่เป็นเพื่อน คุณตา คุณยาย ณัฐเป็นเด็กฉลาดเข้าโรงเรียนแล้วอยู่ชั้น ป.2 พูดภาษาไทยได้ชัดเจน บวก ลบเลขได้แต่อ่านหนังสือไม่ออก คุณยายบ่นเสมอว่า”ณัฐไปให้คุณตาสอนหนังสือให้ลูกจะได้อ่านออก” วันหนึ่ง.........คุณตากวาดขยะหน้าบ้านที่ณัฐอยู่กองเล็กๆ...แต่มีขยะหลายชนิดมากองรวมกัน คุณตาเรียกณัฐ"ญัฐเอากระดาษและดินสอมาคุณตาจะสอนหนังสือให้” หนูนับขยะดูว่าแต่ละชนิดมีอย่างละกี่ชิ้นเขียนมาให้คุณตา ณัฐเขียนไม่ได้ครับ....หนูวาดรูปเป็นไหม...ครับหนูวาดรูปแล้วเขียนจำนวนขยะให้...........เมื่อวาดรูปและเขียนตัวเลขครบ.....ญัฐตื่นเต้น ที่จริงตื่นเต้นตอนนับขยะแล้ว คุณตาเขียนภาษาไทยไว้คู่กับภาพวาดของณัฐ เช่นหลอดดูดนม ที่เช็ดหู ก้นบุหรี่ เป็นต้น คุณตาบอกให้ณัฐเขียนตาม......สุดท้ายจะมี ภาพ ภาษาไทยบอกภาพ ตัวเลขบอกจำนวน คุณตาถามณัฐทิ้งขยะอะไรบ้าง พ่อกับแม่ทิ้งอะไร ขยะมีทั้งสิ้นกี่ชิ้น ญัฐบวกลบถูกต้อง คุณตาถามขยะกองนี้จะทำอย่างไร.......ถ้าทิ้งไปทุกวันจะเป็อย่างไร..........หลายวันมาแล้วหน้าบ้านณัฐสะอาด......เห็นแม่ลูกช่วยกันเก็บ

วันอังคาร, พฤษภาคม 16, 2549

นกตีทองผู้จากไป

วันวิสาขบูชาเพิ่งจะผ่านไป …....ความสุกสว่างของดวงจันทร์ยามค่ำคืนยังให้ความนุ่มนวลอ่อนโยนกับมนุษยชาติดังเดิม วันนี้ตื่นแต่เช้ารู้สึกสดชื่นแจ่มใสมาถึงที่ทำงานเช้าเป็นพิเศษ เมื่อคืนฝนตกหนักลมแรง มองเห็นใบไม้หล่นบนถนนหน้าสำนักงานเต็มไปหมด มองไปที่ขอบสระน้ำบริเวณต้นมะม่วงตายที่มีโพรงเจ้านกตีทองอยู่ ใจหาย........กิ่งมะม่วงตายหักหล่นลงมากระจายที่โคนต้น........ไม่มีโพรงเจ้านกตีทองให้เห็นแล้ว......นกตีทองก็ไม่เห็น นึกถึงเมื่อ สองสัปดาห์ที่ผ่านมายังพาเด็กทำกิจกรรมภาคฤดูร้อนมานั่งวาดภาพโพรงเจ้าตีทอง เจ้าของโพรงบินเข้าบินออกอวดโฉมให้เด็กๆตื่นเต้นดีใจกับความสวยงามของเขาอยู่เลย....โลกช่างเปลี่ยนแปลงรวดเร็วอะไรอย่างนี้เวลาชั่วข้ามคืนตีทองผู้น่ารักก็จากไปแล้ว.....เจ้าอยู่ไหนหนอ...คิดถึงตีทองจังเลย

วันพุธ, พฤษภาคม 10, 2549

ชอล์คสีขาวหรือปากกาเคมีสีดำ

ตอนสมัยเราเป็นเด็ก(พ.ศ.๒๕๐๐) ไปเรียนหนังสือคุณครูใช้ชอล์คสีขาวเขียนอธิบายเรื่องราวต่างๆบนกระดานดำผงชอล์คปลิวเป็นละอองกระจาย เราเป็นเด็กตั้งใจเรียนนั่งหน้าชั้นคอยให้คุณครูเรียกออกไปลบกระดานดำ เพื่อคุณครูจะได้สอนเรื่องต่อไป รู้สึกภูมิใจที่ได้ช่วยคุณครู ความรักความผูกพันระหว่างเรากับคุณครูเป็นความรู้สึกที่ดี ถึงฤดูผลไม้สุก กระท้อนหวาน ลำใยกะโหลก พุทราลูกโตๆ นำไปฝากคุณครู เรารักคุณครูจังเลย คุณครูจะเล่าประสบการณ์ต่างๆให้เราสร้างจินตนาการ จะให้ความหวังความก้าวหน้า นำพาเราไปสู่แหล่งเรียนรู้ที่ดีที่สูงขึ้นจนทำให้เรามีวันนี้ จากเด็กชนบทที่สวมใส่กางเกงปะก้นเป็นรูปใบโพธิ์ตัวเดียวนานถึงสามปีถึงบัดนี้ก็มาไกลแล้ว แม้วันเวลาจะเปลี่ยนแปลงไป.........ชอล์คสีขาวที่ครูเคยเขียนจะเปลี่ยนเป็นปากกาเคมีสีดำเขียนบนกระดานสีขาวที่เรียก ไวท์บอร์ดก็ตามที เมื่อเราเลือกที่จะเป็นครูความละเอียดอ่อนสายใยความเป็นครู อุดมการณ์ยังครุกรุ่นอยู่ในจิตวิณญานของการเป็นผู้ให้ตลอดไป............

วันพฤหัสบดี, พฤษภาคม 04, 2549

ทริป(trip)กตัญญู

วันหนึ่งลูกสาวคนโต(ที่จริงแล้วก็มีลูกสาวคนเดียวเท่านั้นแหละ)พูดเกริ่นนำขึ้นมาว่า…ปีหน้าในหลวงของเราจะมีพระชนมายุครบ 80 ชันษา ลูกมีความรู้สึกว่าคุณปู่ คุณย่า ก็มีอายุใกล้ 80 ปีแล้ว ลูกกับน้องอยากจะทำเรื่องตื่นเต้นให้กับคุณปู่ คุณย่าสักหน่อย ปกติแล้วคุณปู่ คุณย่า อยู่ไกลถึงจังหวัดลำปางถ้าลูกจะจัดทริป(trip)กรุงเทพคุณพ่อว่าจะดีไหม.......เรานิ่งไปนานคิดในใจ....เออ มัวแต่ทำงานสร้างฐานะความก้าวหน้าจนลืมไปว่าพ่อกับแม่อายุเกือบ 80 แล้ว.....ปากบอกลูก...คุยกับน้องแล้วโทรศัพท์ถามคุณปู่ คุณย่าดูว่าท่านสนใจไหม.....ทริปกตัญญูของลูกสาวลูกชายสำหรับคุณปู่ คุณย่าจึงเกิดขึ้น........ไม่รู้ว่าพาไปไหนบ้าง....ไปกินของอร่อยอะไร...มีใครไปช่วยดูแลเอาใจ กลับมามีแต่คำให้พรหลานๆ......บอกว่าหลานๆต่ออายุไปอีกหลายปี ......พ่อกับแม่จะดูแลสุขภาพให้ดีจะอยู่ไปสัก10 ปีจะรอไปเที่ยว ออสเตรเลีย กับหลาน ปลื้มใจมากที่เรามีลูกกตัญญูเป็นอภิชาตบุตร

วันพฤหัสบดี, เมษายน 27, 2549

งานคือชีวิต

เมื่อชีวิตเราอุบัติขึ้นสิ่งที่ตามมาคือ งาน(work) การเต้นของหัวใจ ลมหายใจ การเคลื่อนไหว คืองาน ถ้าชีวิตปราศจากงานคือชีวิตที่ตายแล้ว.......ขอให้สำนึกว่าเราต้องทำงาน การทำงานจะต้องออกมาจากจิตใจ เป็นสิ่งเร้าที่เกิดขึ้นภายใน เป็นความตื่นตัว...ตระหนัก...สำนึก....ที่จะทำงาน เพราะงานจะทำให้ชีวิตเรายังคงอยู่ ความซื่อตรงต่องาน...ใครไม่สามารถสั่งเราได้เพราะงานคือชีวิตของเราเราต้องสั่งตัวเราเอง...ต้องรับผิดชอบต่อชีวิตเราและผู้คนที่เกี่ยวข้องกับเรา วันนี้......เรายังมีลมหายใจอยู่เราต้องทำงาน ต้องรับผิดชอบต่องานคุณค่าชีวิตเราอยู่ที่คุณค่าของการทำงาน.......”คุณค่าของงานคือคุณค่าของชีวิต”

วันจันทร์, มีนาคม 20, 2549

หมอของต้นไม้

เช้าวันหนึ่งเรานั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน ขณะมองผ่านกระจกออกไปนอกหน้าต่างพบนกชนิดหนึ่งตัวโตกว่านกกระจอกนิดหนึ่ง สีเขียวเข้ม หางสั้น ส่วนบนของหัวมีสีส้มเข้ม ใต้คางก็มีสีส้ม ลักษณะคล้ายนกโพระดก สวยจริงๆ เราเพิ่งเห็นเป็นครั้งแรก ทำไมนกชนิดนี้ปรากฏบริเวณนี้ สงสัยคงมีที่อยู่อาศัยบริเวณนี้ เดินไปหยิบกล้องส่องทางไกลในรถ นำมาส่องสังเกตอย่างละเอียด พบว่าที่ต้นมะม่วงตายริมสระน้ำมีโพรงเป็นรูกลมๆ 2 โพรง เจ้านกที่สวยงาม บินเข้า บินออก จากโพรงที่เห็น ความน่ารัก การบิน การเกาะปากโพรง การคาบเหยื่อ ทำให้มีความสุขในกิจวัตรของเจ้านกตัวนี้ กลับมาค้นหารายละเอียดจากคู่มือดูนกพบข้อมูลว่า ........นกชนิดนี้มีชื่อว่า “นกตีทอง “นักดูนกกลุ่มรักษ์เขาใหญ่ตั้งสมญานาม “หมอของต้นไม้” เป็นนกที่ทำประโยชน์ต่อต้นไม้คอยรักษาต้นไม้ที่มีหนอนเจาะ เพราะนกตีทองกินหนอนและผลไม้เป็นอาหาร

วันพุธ, มีนาคม 15, 2549

งัวกะหลาล้อ

“งัวกะหลาล้อ”เป็นภาษาเหนือแปลว่า”วัวเทียมเกวียน”เมื่อปลายปีเรามีโอกาสกลับบ้านไปเยี่ยมพ่อกับแม่ขณะที่ขับรถจากจังหวัดลำปางไปตามถนนหมายเลข 1 คือถนนพหลโยธินจะไปอำเภองาว ข้างทางเราได้เห็นเกวียนลำหนึ่งผูกวัววัยรุ่นคู่หนึ่งอยู่ข้างหลัง เดินกลับจากไร่.....ทำให้หวนคิดถึงคนแก่เฒ่าเล่าให้ฟังถึงเรื่องการฝึกวัวรุ่นไว้เทียมเกวียนอย่างน่าฟัง.......วัวที่จะนำมาเทียมเกวียนแต่ละคู่นั้นจะต้องถูกคัดสรรอย่างดี เริ่มจากอายุ ขนาด นิสัยจากนั้นจึงนำมาฝึกเดินโดยการผูกเชือกให้เดินตามเกวียนไปทำงานในไร่...ดูว่าทั้งคู่เดินขัดกันหรือไม่แต่ละตัวถนัดที่จะอยู่ซ้ายหรือขวา......ดูจนเห็นว่าทั้งคู่กลมกลืนกันจึงตัดสินใจเลือกไว้เพื่อเปลี่ยนวัวคู่เก่าที่อ่อนร้าโรยแล้ว......การมีชีวิตคู่ของหนุ่มสาวก็คงเช่นกัน ต้องแบ่งปันต้องปรับตัวและกลมกลืนกันไปตลอดชีวิต

บอกความรักผ่านต้นไม้

ภาคฤดูร้อนที่ผ่านมาลูกสาวเกรงว่าคุณพ่อจะเหงาจึงหางานให้ทำ โดยการพาวัยรุ่นระดับมัธยมมาฝากให้เข้าค่ายกินนอนอยู่ที่ประดู่ป่าแคมป์สักครึ่งเดือน จำนวน 3 คน มี บอม บูม มินนี่ กิจกรรมเริมต้นจากการใช้แผนภูมิความคิด(mind mapping)ค้นหาความต้องการของเด็กๆแล้วจึงมากำหนดตารางกิจกรรมร่วมกันระหว่างเด็กๆกับคุณตาซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวก(facilitator) ในเรื่องกีฬา มีอยากฝึกกอล์ฟ ว่ายน้ำ บาสเกตบอล อยากไปเที่ยวมรดกโลกทางประวัติศาสตร์ที่อยุธยา อยากไปเดินป่าศึกษาธรรมชาติที่อุทยานแห่งชิเขาใหญ่ ทุกความต้องการถูกกำหนดเป็นโปรแกรมแล้วการเรียนรู้ก็เริ่มต้น ทุกกิจกรรมทั้งสนุก ทั้งเหนื่อย การแก้ปัญหามีตลอดเวลา การใช้จิตวิทยา และธรรมเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ร่วมกัน(action learning)ระหว่างเด็กๆกับคุณตา ..........สุดท้ายเมื่อจะจากกันเด็กสะท้อนความรู้สึกยกตัวอย่าง หนูมินนี่”คุณตาทำให้มินนี่รู้สึกรักต้นไม้มากที่สุด เพราะต้นไม้มีชีวิตจริงๆ.....ที่เขาใหญ่คุณตาให้มินนี่เอาหูแนบต้นไม้ที่กำลังสังเคราะห์แสงเมื่อโดนแดด มินนี่ได้ยินเสียงการลำเรียงน้ำดังเหมือนเสียงน้ำไหลในท่อประปาเลย มินนี่จะนำไปเล่าให้เพื่อนๆฟัง..ต้นไม้มีชิวิตจริงๆ เราต้องรักต้นไม้ให้มากๆกว่านี้”

วันอังคาร, มีนาคม 07, 2549

สุขใจที่ได้ให้

น้าเวช เป็นทีมงานคนหนึ่งในสำนักงานเรา น้าเวชมีหน้าที่ดูแลความเรียบร้อย ความสะอาดและทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับสำนักงาน น้าเวชอายุ 50 กว่าๆแล้วโดยปกติเป็นคนประหยัด อดออม ขยัน ฤดูทำนาก็เช่านาคนอื่นทำ ฤดูน้ำหลากก็ปักเบ็ดหาปลา วันหนึ่งอาจหาได้ 7-8 กิโลกรัม ขายได้ 3-4 ร้อยบาท เริ่มทำงานด้วยการเป็นหนี้เช่านา ด้วยนิสัยดังกล่าวปัจจุบันน้าเวชมีที่นา 100 กว่าไร่ มีวัวฝูง มีรถ มีบ้าน มีความสุขกับครอบครัว........วันหนึ่งน้าเวชเข้ามาหาเราในห้องทำงานและพูดว่า”ผอ.ครับราชการเลี้ยงดูผมมามากแล้ว ผมอยากตอบแทนบุญคุณบ้างผมอยากจะทาสีสำนักงานเราใหม่ ผอ.ว่าจะเอาสีอะไรดีผมจะออกเงินค่าสีและทาเอง ผมขอเป็นผู้ให้สักครั้งเพื่อความสุขใจของผมนะครับ”

วันพุธ, มีนาคม 01, 2549

ตัวห้ำที่ครูเคยสอน

ตอนเป็นเด็กเราเรียนวิทยาศาสตร์ครูจะสอนว่าแมลงในธรรมชาตินั้นมี 2ประเภท ปรเภทหนึ่งเรียกว่า”ตัวห้ำหรือตัวห้ำหั่น ตัวที่พิฆาตตัวอื่นนั่นแหละ” อีกประเภทหนึ่งเรียกว่า”ตัวเบียนหรือตัวเบียดเบียนไงละ”ครูพยายามอธิบายให้เข้าใจ ดูคล้ายว่าจะเข้าใจ...แต่ไม่ชัดคงไม่ใช่ครูผิดเป็นเพราะเราโง่มากกว่า.....ความชัดเจนเฉลยเมื่อเร็วๆนี้ ในสวนเรามีต้นสะเดาใหญ่ขึ้นบนจอมปลวก วันหนึ่งมีตัวต่อมาทำรังโคนต้นสะเดา ตัวต่อน่ากลัวมากถ้าต่อยใคร 3-4ตัวอาจทำให้คนนั้นเสียชีวิตได้ เรามีความวิตกกังวลมาก เพราะคนสวนไปตัดหญ้าใกล้บริเวณเกรงว่าจะเกิดอันตราย จะฆ่าก็สงสาร......จำนวนก็เพิ่มขึ้นทุกวัน ทำไงดีละ....คิดไม่ออก..นั่งห่างๆใช้กล้องส่องทางไกลเฝ้ามองดูว่าเขามีชีวิตอย่างไร.....สิ่งที่พบต่อบินเข้า บินออกรังตลอดเวลา บินเข้ามาพร้อมหนอนตัวเล็กๆเพื่อใส่ในแคปซูลให้ตัวอ่อน ทำทั้งวันจนมืดค่ำ......รังก็ขยายออกไปเรื่อยๆ ความฉลาดเกิดขึ้นจากการสังเกต ...ตัวต่อนี่แหละคือตัวห้ำที่ครูบอก และพวกหนอนก็คือตัวเบียนแน่ๆ...มาวันนี้ตัวต่อได้จากรังไปแล้ว...ทิ้งรังเป็นชั้นถึง8ชั้นไว้ให้ดู ลองนับแคปซูลของตัวอ่อนเล่น....มีต่อเกิดใหม่มากกว่าหมื่นตัวที่เป็นตัวห้ำไปทำหน้าที่ในธรรมชาติ...หวนคิดว่าถ้าวันนั้นเราตัดสินใจทำลายรังต่อ......เราคงเสียใจไปตลอด....โชคดีที่มีสำนึก

ปรัชญาของลุงสุก

ในหมู่บ้านมีธนาคารข้าวเปลือกที่ชาวบ้านนำไปฝากไว้กว่า 200 ครอบครัว ธนาคารข้าวแห่งนี้เป็นของ”ลุงสุก”ลุงสุกรับฝากข้าวมาหลายสิบปีแล้ว เราเป็นสมาชิกคนหนึ่งที่นำข้าวไปฝากลุงสุกไว้เมื่อจะกินข้าวก็ไปบอกให้ลุงสุกสีข้าวให้..รำ แกลบ ลุงสุกเอาไปเลี้ยงเป็ดเทศ ไก่ ไก่งวง ข้าวสารเราเอามาไม่ต้องเสียค่าสีข้าวเป็นเช่นนี้มากว่า 15 ปีแล้ว ถามว่าทำไมชาวบ้านจึงนิยมนำข้าวเปลือกหลังจากการทำนาแล้วไปฝากไว้กับลุงสุก......คำตอบที่ได้รับจากชาวบ้านที่นำข้าวไปฝากคือ...ลุงสุกเป็นคนซื่อสัตย์มาก...ซึ่งหาได้ยากยิ่งในยุคนี้...ลุงสุกมีปรัชญาที่ยึดมั่นมาตลอดชีวิต.....ว่า”ข้าวสักกำ เกลือสักก้อน เราจะไม่เอาของใคร”ความศรัทธาของชาวบ้านที่มีต่อลุงสุกยังยั่งยืนแม้วันนี้ลุงสุกเริ่มอ่อนล้าย่างสู่วัยชราแล้ว...ลุงสุกจึงต้องหาวิธีผ่อนแรงจัดระบบการวางกระสอบข้าว เขียนชื่อคนฝาก ลำดับที่กระสอบ นับเป็นการบริหารจัดการอย่างน่าสนใจยิ่ง

คำครู

ลุงหวังแกเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านดนตรีไทย สามารถทำเครื่องดนตรีไทยได้หลายชนิด เช่นขลุ่ย ระนาด ซอแต่ที่ลุงหวังถนัดมากๆเห็นจะเป็น อังกะลุง ลุงหวังออกแบบอังกะลุงให้สามารถเล่นได้ด้วยนักดนตรีเพียงคนเดียวและตั้งชื่อว่า”อังกะลุงราว” สิ่งที่ลุงหวังภูมิใจที่สุดในชีวิตคือการได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารีเพื่อถวายอังกะลุงราวที่ตนประดิษฐ์ วันก่อนเราแวะไปเยี่ยมลุงหวัง...พูดคุยตามภาษาคุ้นเคยกันตอนหนึ่งของการเสวนา..ลุงหวังพูดว่า”อาจารย์ผมนี้นะคิดถึงคำครูตลอดมา..ครูดนตรีท่านสอนผมว่า...ลูกเอยตลอดชีวิตการทำเครื่องดนตรีคำคำหนึ่งที่พูดไม่ได้คือคำ ..ช่างแม่มัน...ถ้าพูดคำนี้เมื่อไรชีวิตการเป็นนักดนตรีจบกัน”ผมปฏิบัติตามคำสอนของครูมาตลอด..ทำให้ผมผลิตผลงานด้วยความตั้งใจ ใส่ใจ เครื่องดนตรีที่ลูกค้านำไปใช้ทุกชิ้นต้องมีคุณภาพ เสียงได้มาตรฐาน ทุกวันนี้ชีวิตผมครอบครัวรวมทั้งลูกๆมีรายได้จากดนตรีไทยเป็นหลักก็เพราะ”คำครู”