วันพฤหัสบดี, มิถุนายน 26, 2551

ยางยอดฉัตร

ย่างเข้าสู่เดือนกรกฎาคม ภาคใต้ชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำฝน วันนี้มีจังหวัดเคลื่อนที่ ผู้ว่าราชการ
จังหวัดมอบหมายให้ทุกหน่วยงานของจังหวัดลงพื้นที่ไปบริการประชาชน ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา นำนิทรรศการและข้อมูลเกี่ยวกับไบโอดีเซลไปให้ความรู้กับประชาชน นักเรียน นักศึกษา ที่สนใจ
ช่วงระยะเวลาที่เดินทาง มองออกไปเห็นต้นไม้เขียวชอุ่มขึ้นอยู่ทั่วไป ดูแล้วช่างสดชื่นคิดอยากให้ต้นไม้เขียว ๆ เช่นนี้มีไปทั่วโลก โลกทั้งโลกจะได้เป็นโลกสีเขียว อุณหภูมิของโลกจะได้ลดลง ผู้คนจะได้ใจเย็นลง
รถวิ่งผ่านไปได้สักระยะหนึ่ง กลับพบต้นยางนาต้นหนึ่ง อยู่ริมถนนสูงตระง่าน เป็นรูปฉัตร ลำต้นตรง สวยงามมาก อายุประมาณ 50 ปี นึกจินตนาการถ้าเวลาผ่านไปอีก 50 ปี ยางยอดฉัตรต้นนี้จะยังคงความเขียวชอุ่มให้โลกอยู่ไหมหนอ คงมีคนอ้างความจำเป็นที่ต้องตัดยางยอดฉัตรต้นนี้แน่แน่

วันพุธ, มิถุนายน 25, 2551

“จะพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่องและคงทนได้อย่างไร”

ในวันประชุมปฏิบัติการ การวางแผนการดำเนินงานการศึกษาตามอัธยาศัย ได้พบปะนักวิชาการ นักคิดหลายท่านในวงการการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย จากการพูดคุยได้รับโจทย์ใหญ่ว่า "นายเคยเป็นผู้บริหารสถานศึกษามาหลายแห่ง ดูเหมือนว่าทุกแห่งที่นายทำ องค์กรมีการพัฒนามีผลงานเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี "แต่อยากถามนายว่า "ควรจะทำอย่างไรให้การพัฒนาเกิดขึ้นมีความต่อเนื่องและคงทนแม้ว่าจะต้องเปลี่ยนผู้บริหารไปก็ตาม" หลังจากได้รับโจทย์คิดอยู่เป็นเดือนว่าจะตอบคำว่า "การพัฒนาที่ต่อเนื่องและคงทนได้อย่างไร" นับว่ายากยิ่ง อย่างไรก็ตาม ลองตอบตามแนวทางที่ตนเคยปฏิบัติซึ่งทุกประเด็น มีคำตอบซ่อนไว้ในตัวมันเองเมื่อเราได้ปฏิบัติมันไปแล้ว

ประเด็นที่ 1 ผู้บริหารต้องรู้พื้นที่ ลงพื้นที่ การลงพื้นที่ร่วมกับทีมงานเป็นการบ่งบอกถึงความตั้งใจที่จะรับรู้ เข้าใจถึงความต้องการ ปัญหาอุปสรรคของกลุ่มเป้าหมายและจะพบเห็นศักยภาพของชุมชนเพื่อการนำไปออกแบบกิจกรรมและการวางแผนได้ ทั้งยังได้ความรู้สึกที่ดีจากผู้ใต้บังคับบัญชา ซึ่งมองว่า ผู้บริหารรับรู้ความทุกข์ยากของเขา ทำให้เขามีแรงบันดาลใจในการทำงาน ตัวอย่างการลงพื้นที่ที่ดียิ่งคือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา ท่านปฏิบัติให้พสกนิกรดูเป็นแบบอย่างมาโดยตลอดระยะเวลาอันยาวนาน

ประเด็นที่ 2 การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ เป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกคนควรมีทั้งผู้บริหารและผู้ปฏิบัติ ผู้บริหารจำเป็นต้องนำทำร่วมกับทีมเป็นการสอนงาน ภายใต้ความพร้อมของบริบทนั้น ๆ ว่าเหมาะสมเพียงใด มีปัจจัยอะไรบ้างที่เกื้อหนุนให้กิจกรรมนั้นสำเร็จ หรือมีปัจจัยอะไรที่เป็นอุปสรรค เพื่อหาทางปิดช่องว่างร่วมกันระหว่างผู้บริหารและทีม การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ผู้บริหารอาจนำทำในช่วงแรกเริ่ม เมื่อเวลาผ่านไปทีมงานจะสามารถเป็นผู้ออกแบบกิจกรรมได้ ภายใต้หลักการที่ได้นำทำไว้

ประเด็นที่ 3 การวางแผนอย่างมีส่วนร่วม ที่จริงแล้วการวางแผนอย่างมีส่วนร่วมมักจะเกิดขึ้นในช่วงการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้แล้ว เพราะมีการพูดคุยเสวนากันทั้งผู้บริหารและทีมงานเพื่อหาความเหมาะสม มีการกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาอุปสรรค และใช้ศักยภาพที่เกื้อหนุนให้เกิดความสำเร็จ การวางแผนจึงเป็นแผนในจินตนาการ เป็นแผนที่ไม่มีลายลักษณ์อักษร ถ้าต้องการให้เป็นหลักการก็กำหนดเป็นแผนงานที่แต่ละคนกำหนดการปฏิบัติให้ตนเองภายใต้ช่วงเวลาที่ทุกคนต้องการความสำเร็จร่วมกันได้

ประเด็นที่ 4 การปฏิบัติจริง งานจะสำเร็จได้ต้องมีการปฏิบัติจริง ในช่วงเวลาปฏิบัติทีมงานอาจประสบปัญหาอุปสรรค ผู้บริหารต้องมีความละเอียดอ่อนในการแก้ไขและตัดสินใจ ใช้ความนุ่มนวลใช้กัลยาณมิตรในการทำงานทั้งกับทีมงานและเครือข่าย โดยมีความสำเร็จเป็นเป้าหมายปลายทาง ถนอมน้ำใจซึ่งกันและกันอาจถือคติ “ได้ใจ ได้งาน” ทุกคนก็จะมีความสุขในการทำงาน

ประเด็นที่ 5 การทบทวนการปฏิบัติงานเพื่อการพัฒนา (AAR = After Action Review) ผู้บริหารควรกระทำทุกครั้งหลังปฏิบัติภารกิจใด ๆ อาจทำทุกวัน ทุกสัปดาห์ หรือทุกครั้งที่กิจกรรมกำลังดำเนินไป เพื่อประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาให้ทันต่อเหตุการณ์ การทำ AAR ผู้บริหารต้องเป็นผู้ฟังที่ดี ฟังทุกคนในทีมแล้วจึงแก้ไขปรับปรุงให้เหมาะสมต่อเหตุการณ์ร่วมกัน

ประเด็นที่ 6 รางวัล คำชื่นชม การเยี่ยมเยือน ของผู้บริหารถือเป็นรางวัลและของขวัญที่ดีต่อทีมงาน มนุษย์ทุกผู้คนที่ทำความดี ทำงานหนัก ทำงานสำเร็จ เขาต้องการให้ผู้อื่นทำตามให้ช่วยกันทำความดี หากผู้บริหารได้ชื่นชมเยี่ยมเยือนเขา เขาเหล่านั้นคาดหวังว่าผู้บริหารที่ดีจะนำความดีที่เขาทำไปกล่าวถึงในที่ต่าง ๆ เพียงนี้ก็ถือว่าเป็นรางวัลแห่งความดีได้

ทั้งหกประเด็นสรุปอีกครั้ง การลงรับรู้ข้อมูลของพื้นที่ การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ การวางแผนอย่างมีส่วนร่วม การปฏิบัติจริง การทำ After Action Review และการให้รางวัลคำชมการเยี่ยมเยือน เป็นประสบการณ์ของผู้เขียนที่ได้รับจากการทำงานให้ประสบความก้าวหน้า รวมถึงการสร้างและพัฒนาทีมงานสู่ความยั่งยืนได้ในระดับหนึ่ง

วันจันทร์, มิถุนายน 23, 2551

กฎหมายภูมิปัญญา

ตอนสมัยเป็นนักเรียนมัธยม คุณครูสอนเรื่องกฎหมายที่มีอยู่ในแต่ละประเทศจะมีสองประเภท หนึ่งเป็นกฎหมายที่บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร อีกประเภทหนึ่งไม่มีบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น ของประเทศอังกฤษ ตอนนั้นคำถามที่ก้องอยู่ในหัวเราคือ “ไม่บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรแล้วมันจะรู้ได้อย่างไรนะ” ฟังคุณครูอธิบายต่อ “กฎหมายที่ไม่มีการบันทึกมันเป็นประเพณี” ดูเหมือนว่าจะเข้าใจขึ้นอีกหน่อย แล้วเรื่องนี้ก็ลืมเลือนหายไป....

วันหนึ่งเมื่อมีโอกาสได้ไปเที่ยวสวนยาง ไปดูการทำกิจกรรมในสวนยาง พบว่า สวนยางนับเป็นพันพันไร่ซึ่งมีหลายเจ้าของ มีทางรถยนต์สายเดียวตัดเข้าไปในสวนยางใช่ร่วมกัน สวนยางแต่ละแปลงเขามีหลักเขตแบ่งกันอย่างไรจึงไม่มีปัญหาเรื่องอาณาเขตที่ดิน ได้พูดคุยซักถามว่า “เราจะรู้ได้อย่างไรว่าสวนไหนเป็นของใคร ดูต้นยางพาราเต็มไปหมด” ได้รับคำอธิบายว่า สวนยาง แต่ละสวนนั้นเขาจะปลูกต้นยางพาราเป็นแถวแต่ละแถวไม่ตรงกันกับของเพื่อนบ้านในแปลงใกล้เคียง ไม่ว่าจะเป็นด้านใดของสวน ปัญหาเรื่องความขัดแย้งจึงไม่มี แต่ละคนก็จะรู้อาณาเขตของตนตามแถวของตนยางที่ปลูกไว้ไม่ตรงกัน.....

ใช่เลยวิธีการนี้แหละ เป็นภูมิปัญญาของบรรพบุรุษซึ่งคิดและใช้มาช้านาน ถ้าเป็นกฎหมายก็เป็นกฎหมายที่ไม่มีลายลักษณ์อักษร เป็นกฎหมายของการปฏิบัติจริงที่สืบทอดกันมาเป็น “กฎหมายภูมิปัญญา”

ยางยอดด้วน

ดินฟ้าอากาศของจังหวัดตรัง อาจกล่าวได้ว่า ตรัง มีฤดูกาลเดียวคือ ฤดูฝน เพราะทุกเดือนในรอบปีไม่มีเดือนไหนที่ฝนไม่ตก ด้วยเหตุนี้จังหวัดตรังจึงอุดมสมบูรณ์ปลูกต้นไม้อะไรก็จะงอกงาม มีโครงการปลูกต้นยางนารินถนน ต้นยางนาเติบโตและสวยงามมาก แต่จะพบว่ายางนาเกือบทุกต้น เป็นยางยอดด้วน จากการถูกตัดยอดความสูงของต้นยางนาอาจเป็นอันตรายเมื่อใกล้สายไฟแรงสูงนับเป็นสิ่งที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง ทำให้หวลคิดถึง การดำเนินชีวิต หากไม่คิดว่างแผนในลักษณะมองตลอดมองทะลุในระยะยาวแล้ว อาจเป็นเหมือนเหตุการณ์นี้ไม่ว่าการปลูกต้นยางจะเกิดก่อนเสาไฟฟ้าแรงสูง หรือเกิดขึ้นหลังจากมีเสาไฟฟ้าแรงสูงแล้วก็ตามแต่ผลพวงต่อเนื่องนั้นอาจเป็นเหตุให้ “การดำเนินชีวิตเป็นเช่นยางยอดด้วนได้”

วัวหนึ่งพี่เลี้ยงสิบ วัวสิบพี่เลี้ยงหนึ่ง

ในชนบทของภาคใต้ ภาพที่คุ้นตา เป็นเหมือนภาพธรรมดาธรรมดาคือ ภาพรถปิคอัพบรรทุก วัวชนโดยมีไม้ไผ่สองลำ บังคับหน้าวัวชนให้มองตรงไปด้านหน้าและมีเด็กชายวัยรุ่นประมาณสิบคน ยืนขนาบข้างวัวไปในรถด้วย วัวชนเขาแหลมเฟียวจะทำหน้าดุดุ หายใจดังดัง ฟืดฟืด ฟาดฟาด ดูหน้าเกรงขามมีอำนาจ นี่คือภาพเหตุการณ์ “วัวชนหนึ่งพี่เลี้ยงสิบ” พี่เลี้ยงจะคอยเอาใจหาหญ้าดีดีให้กิน พาออกกำลังกาย อาบน้ำทำความสะอาด ดูแลอย่างดีก่อนการแข่งขัน หากชนแล้วชนะพี่เลี้ยงวัยรุ่นก็จะได้คนละ 200-300 บาท

อีกภาพหนึ่งในท้องนา เป็นภาพวัวกับเด็กวัยรุ่นเหมือนกัน ต่างกันที่มีวัยรุ่นเพียงคนเดียว ต้อนวัวสิบ ยี่สิบตัวไปตามทุ่งนาเพื่อหาหญ้ากิน วัวเดินไปเป็นฝูง ดูธรรมดาธรรมดา ไม่น่าเกรงขามอะไร เย็นลงก็เดินกับคอกหลับนอนเป็นวิถีชีวิต สรุปว่า “ต่างเหตุการณ์ ต่างอารมณ์ สังคมก็เป็นเช่นนี้เอง”

วันจันทร์, มิถุนายน 16, 2551

ข้าวต้มถวายในหลวง

ต้มข้าวใส่ข้าวแต่น้อยแต่พอเพียง ใส่น้ำเย็นเป็นน้ำใจ ใช้พายอันเดียวคอยเคี่ยวคน
เคี่ยวช้าช้าให้ข้าววนข้าวต้มปนด้วยสามัคคี ใส่ฟืนทีละท่อนไฟจะร้อนแต่พอดี
รักและสามัคคีทำความดีเพื่อพ่อเรา
พัดไฟไปใจครุ่นคิด ใครถูกผิดอย่าใส่ใจ เป้าหมายข้าวต้มไง เราตั้งใจถวายเสวย
วันนี้ท่านเหนื่อยล้ารอเวลาข้าวต้มสุก เฝ้ามองดูลูกลูกจะเคี่ยวสุกถึงเมื่อใด
มาเถิดเลือดบรรพบุรุษ มาหยุดแบ่งแยกความคิด พาชาติพ้นวิกฤตเป็นนิมิตแห่งคนดี
มีคนอีกหมู่มากที่ทุกข์ยาก รอบารมีเมตตา พระผู้ดั่งเทพเทวา รอปวงประชาถวายความรัก

วันเสาร์, มิถุนายน 14, 2551

โลกเปลี่ยนแปลงเมื่อมุมมองเปลี่ยนไป


วันที่อากาศสดใสเมื่อเรามองขึ้นไปบนท้องฟ้า จะเห็นเมฆเกาะเกี่ยวกันเป็นกลุ่มก้อน แสงแดดที่สาดส่องเกิดเป็นมิติสวยงามเป็นธรรมชาติที่ดูแล้วไม่เบื่อ...
แต่ความรู้สึกหนึ่งบอกว่าเราเป็นเพียงธุลีที่ถูกครอบคลุมและกดทับด้วยหมู่เมฆ ความเป็นตัวตนดูเบาบางขาดความมั่นคง
บ่ายวันนี้อากาศสดใสเราเดินทางกลับสู่จังหวัดตรัง โดยเครื่องบินนั่งริมหน้าต่างมองออกไปเห็นกลุ่มเมฆอยู่ต่ำกว่าสายตา เมื่อแสงแดดกระทบเมฆ
เกิดภาพที่สวยงามเหนือจินตนาการ เหนือคำบรรยายกว่าเมื่อเรามองเมฆอยู่บนพื้นดินทำให้รู้สึกพองโตมีพลังในตัวตนอย่างบอกไม่ถูก
ภาพที่ปรากฏก่อให้คิดไปว่า "นี่หรือที่เรียกว่ามุมมองเปลี่ยน ทำให้ความรู้สึกและสิ่งที่เห็นเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง" ทำให้อดคิดถึงเหตุการณ์ในสามจังหวัด
ชายแดนใต้ของประเทศไทยว่า "หากว่าเรามาเปลี่ยนมุมมองใหม่เป็นมุมมองที่เห็นความสวยงามของกันและกัน โลกแห่งสันติสุขก็น่าจะเป็นของทุกชีวิต โลกจะมีแต่รอยยิ้มมิใช่คราบน้ำตา"

วันอังคาร, มิถุนายน 03, 2551

อาณาจักรทับซ้อน กระเต็นอกขาว/กินปลีอกเหลือง

บริเวณ ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาตรัง ในพื้นที่กว้างกว่า 30 ไร่ จึงเต็มไปด้วย กลุ่มไม้ใหญ่ กลุ่มไม้ดอกไม้ประดับ เช่น เฟื่องฟ้า เข็ม ดาหลา บานบุรี ธูปจีน ซึ่งมีดอกรูปทรงกระบอกมีน้ำหวานอยู่ภายใน มีสระน้ำขนาดใหญ่ สองสระพร้อมเกาะกลางน้ำ ศูนย์วิทย์จึงมีนกอาศัยอยู่หลากหลายชนิด เช่น นกกินปลีอกเหลือง ครอบครองอาณาจักรเพียงต้นเฟื่องฟ้า บานบุรี และธูปจีน บินไป บินมา หากินน้ำหวานอยู่เพียง 3 ต้น เท่านั้นแหละ หากว่ามีนกกินปลีตัวอื่น ร่วงล้ำก็ขับไล่พอเป็นพิธีบอกให้รู้ว่า บริเวณนี้เป็นของฉันนะ ส่วนเจ้านกกระเต็นอกขาว คู่หนึ่ง ทำรังอยู่ในโพรงดินที่เกาะกลางสระ ขยันตื่นแต่เช้า ฟ้ายังไม่สาง กระเต็นอกขาวคู่นี้ตื่น เตรียมออกหาอาหาร ก่อนเดินทางร้องเสียงดัง... แก๊ก...แก๊ก...แก๊ก หากินที่สระโน้น...สระนี้ อาณาจักรของกระเต็นอกขาวครอบคลุม บริเวณศูนย์วิทย์ฯ ตรัง ทั้งหมด ทั้งกินปลีอกเหลือง และกระเต็นอกขาว อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข กินปลีอกเหลืองกินน้ำหวานจากดอกไม้ กระเต็นอกขาว กินปลาเล็กจากในสระ กินพออิ่มกินอย่างพอเพียง
มืดค่ำก็พักผ่อนอยู่ในรังที่อบอุ่นแต่พอตัว นกทั้งสองชนิดไม่รู้ด้วยซ้ำว่า อาณาจักรของตนเองทับซ้อนกัน ทับซ้อนกับเจ้าของบ้านที่เรียกตัวเองว่าศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาตรัง ผู้ยิ่งใหญ่
กินปลีอกเหลืองและกระเต็นอกขาวรู้แต่เพียงว่า “โลกนี้เป็นของทุกสรรพชีวิตเพื่อใช้ประโยชน์ร่วมกันอย่างสันติสุข” หากมนุษย์เข้าใจธรรมชาติเหมือนนกโลกคงจะสงบสุขปราศจากการรบฆ่า ฟัน กันนะ

ภาพประกอบ “แปง” ถ่ายจากสถานที่จริง ศว.ตรัง ช่วงเวลาเดือน พฤษภาคม 2551

แต้วแล้วธรรมดา

ในเดือนพฤษภาคม บริเวณป่าชุมชน ป่าพรุ ป่าลุมพี หรือสวนยางของจังหวัดในภาคใต้ฝั่งอันดามัน ตั้งแต่ ระนอง ภูเก็ต พังงา กระบี่ มาถึงตรัง เราจะได้ยินเสียงนกชนิดหนึ่งร้องก้องกังวาน ฟังว่า “ แต้วแล้ว...แต้วแล้ว ” หรือ “กอหลอ...กอหลอ” คือเจ้าแต้วแล้วธรรมดา เป็นนกอพยพทำรังวางไข่ ที่มีสีสันสวยงามมากเริ่มจาก หัวสีดำ คิ้วน้ำตาลแกมส้ม คอขาว ลำตัวด้านบนเขียวไหล่และตะโพกสีฟ้าสด ลำตัวด้านล่างสีเหลืองไพล กลางท้องถึงก้นสีแดง ปลายปีกขาวขณะบินเห็นชัดเจน เมื่อเกาะกิ่งไม้ลำตัวจะตั้งชันดูสง่างาม
ฟังดูแล้วน่าหลงใหลเจ้าแต้วแล้วธรรมดาเสียแล้วซิ หากสนใจเพียงมี Binoculars (กล้องส่องทางไกล) คล้องคอ หมวกอีกหนึ่งใบ ไปหาความสุขให้ชีวิตจากธรรมชาติ ที่ให้ความจริง ความสงบ ณ ชายฟ้าทะเลอันดามัน ภาคใต้ของประเทศไทยเรา

เรื่องเก่าเล่าขานตำนานวัดเขาขุนพนม

ความเชื่อของชาวพุทธตั้งแต่พุทธกาลถึงปัจจุบัน ในเรื่อง พญานาค ไม่เคยเสื่อมคลาย เราจึงมักเห็นพญานาคตามจินตนาการของศิลปินผู้ศรัทธาปั้นไว้ในที่ต่างๆ แต่ที่ดูมีพลัง สวยงามคงจะเป็นบริเวณบันไดนาคที่ทอดขึ้นสู่ยอดเขาที่มี เจดีย์ วัด ถ้ำสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นที่ปฏิบัติธรรม ของผู้ทรงศีลในอดีต
ที่วัดเขาขุนพนม อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช มีบันไดนาคที่สวยงามและแปลกกว่าสถานที่อื่น บันไดที่ทอดยาวขึ้นสู่ถ้ำ จำนวน 245 ขั้น ด้านซ้ายปั้น “นาคา” มีเศียรเจ็ดเศียรต่ำลงมาจากเศียรจะมีอักษร(ฯ) “นะโม” ทั้งเจ็ดเศียร บริเวณเศียรทั้งเจ็ดมารวมกันเป็นตัว “นาคา” จะปั้นพระปิดตาไว้ ด้านขวามือเป็น “นาคี” เราสามารถแยก “นาคา” “นาคี” จากเคราใต้คางของพญานาคด้านซ้ายมือ
พญานาคแห่งเขาขุนพนม สวยงามมากทั้งสง่างาม มีความหมายมีพลังซ่อนอยู่ น่ากลัว น่าเกรงขาม ขณะเดียวกัน ก็ดูมีเมตตา น่าศรัทธา ดูลึกลับ ซ่อนเรื่องราวบางสิ่งบางอย่างในอดีตไว้ ดั่งคำเล่าลือของชุมชนเกี่ยวกับ “การเสด็จมาทรงผนวชของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ณ ที่แห่งนี้” ซึ่งเป็นอดีตกาลที่ผ่านมากว่า 180 ปีแล้ว

วันจันทร์, พฤษภาคม 26, 2551

"ทองขาว"เครื่อข่ายผู้จากไป

“วิมานคนตรัง” เป็นห้องเล็กๆ ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันสำหรับผู้อยู่อาศัยที่เป็นผู้บริหารสถานศึกษา เพียงแต่วิมานคนตรังอยู่โดดเดี่ยวเพียงห้องเดี่ยว คนเดียว ในพื้นที่ 30 ไร่ จึงรู้สึกเหงาในยามค่ำคืนหรือวันหยุดเสาร์ – อาทิตย์…. ธรรมชาติไม่ถึงกับโหดร้ายกับคนเสียทีเดียว ยังให้เพื่อนให้พวกมาแก้เหงา … เพื่อนหรือพวกที่ว่านั้นเป็นแมวตัวผู้สีขาวปนสีทองที่พลัดถิ่นมา เราเรียกมันว่า “ทองขาว” เราต่างเป็น เพื่อนและเป็นเครือข่ายของกันและกัน คนและแมวเป็นเครือข่ายกันได้เป็นเพื่อนกันได้ด้วยผลประโยชน์ ทองขาวได้ขนมปังไฮไฟเบอร์ ตอนเช้า 1 แผ่น เป็นอาหารเช้า ได้ข้าวปลาอาหารตอนเย็นอีก 1 มื้อ ใน 1 วัน ส่วนเราได้เพื่อนคุยแก้เหงา เช้าเย็นไปออกกำลังกายจะมีทองขาวไปเป็นเพื่อนเป็นสิ่งตอบแทนแลกเปลี่ยนกัน
เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา เราจำเป็นต้องเดินทางไปราชการติดต่อกัน 10 วัน หลังจากเสร็จราชการกลับมาวิมานคนตรัง ทองขาวได้ไปจากเราแล้ว คิดถึงทองขาว ……. ทองขาวไม่ได้ผลประโยชน์ที่ควรได้ ทองขาวไม่เป็นเพื่อนไม่เป็นพวกอีกแล้ว “ทองขาวจึงเป็นเพียงเครือข่ายผู้จากไป”

วันจันทร์, พฤษภาคม 19, 2551

คุณค่าของนก

ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาตั้งอยู่ใกล้สนามบินจังหวัดตรัง การขึ้นลงของเครื่องบินดูเป็นเรื่องปกติ วันธรรมดาบินลงหนึ่งเที่ยวและรับผู้โดยสารขี้นไปหนึ่งเที่ยว สำหรับวันอาทิตย์จะบินขึ้นบินลงวันละ 2 เที่ยว
บ่ายวันอาทิตย์หนึ่งได้ยินเสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่มเมื่อมองไปปลายสนามบินเห็นนกสีเหลืองทยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ปากแดงสดใส ความรู้สึกบอกว่า "นกแอร์ตัวนี้ดูช่างเหมือนเจ้านกขมิ้นท้ายทอยดำจังเลย เพียงแต่ว่ามันตัวโตกว่าหลายร้อยเท่า" นกแอร์บินไปจนลับสายตาไปแล้ว แต่ความคิดคำนึงยังอยู่ "มนุษย์นี้ช่างสังเกต ช่างเรียนรู้ ช่างเรียนแบบ ช่างทดลอง ช่างพัฒนา สามารถสร้างแรงบันดาลใจจากสิ่งพบเห็น บริบทแวดล้อมรอบตัวนำมาทำให้การดำรงอยู่และวิถีชีวิตดีขึ้น แม้แต่ นกขมิ้นท้ายทอยดำ ยังถูกจินตนาการเป็นนกแอร์ พาผู้คนมากกว่าร้อยชีวิตเดินทางไปตามใจปรารถนา" อย่าละเลยคุณค่าของนกเชียวนะ

วันอังคาร, พฤษภาคม 13, 2551

นกตบยุงหางยาวสอนให้รู้จักคำว่า“บริบท”

ที่ศูนย์วิทย์ตรังมีพื้นที่กว่า 30 ไร่ ด้านข้างและด้านหลังติดกับป่าชุมชน
มีต้นเสม็ดขาว เสม็ดแดงขึ้นอยู่ทั่วไป ยามค่ำคืนจึงต้องมีไฟฟ้าเปิดไว้
ให้แสงสว่าง ครอบคลุมพื้นที่ให้ยามได้สอดส่องดูแล ด้วยอยู่ใกล้ป่าชุมชน
กลางคืนจึงได้ยินเสียงนกตบยุงหางยาว(Large tailed Nightjar)
ซึ่งเป็นนกหากินกลางคืน ร้องเสียงดังเป็นประจำ
คืนหนึ่งด้วยความอยากดูนก กลางคืน จึงขอให้ยามปิดไฟให้ดูเป็นธรรมชาติ
เหมือนอยู่ในป่าจริงๆ นกจะได้ไม่ตกใจ ปรากฏว่าคืนนั้นไม่พบนก ไม่ได้ยินเสียง
นกตบยุงหางยาวเลย
เช้าวันรุ่งขึ้น “แปง” มาถ่ายภาพนกแต้วแล้วป่าชายเลน บริเวณศูนย์วิทย์
ถามแปงว่า “เมื่อคืนนี้ลุงให้ยามปิดไฟจะดูนกตบยุง ทำไมนกตบยุงหายไปหมดเลย”
แปงหัวเราะและอธิบายว่า “ที่ลุงปิดไฟนั้นมันไม่ใช่ธรรมชาติหรอก มันผิดธรรมชาติ
เพราะธรรมชาติที่นี่คือมีไฟฟ้า มีแมลง นกตบยุงกินแมลง พอลุงปิดไฟมันเลยผิดธรรมชาติ
แวดล้อมไปไงล่ะ” เราเข้าไม่ถึงจริงๆ สรุปว่า”นกสอนให้รู้และเข้าใจกับคำว่า บริบทแวดล้อม
เราต้องปรับตัวเองให้เข้ากับบริบทแวดล้อมนั้นๆ ไม่ใช่เปลี่ยนแปลงบริบทของเขา”

วันจันทร์, พฤษภาคม 12, 2551

นกสอนให้อดทนรอคอย

เส้นทางสายตรัง-พัทลุง เรียบผ่านเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาบรรทัด ซึ่งเป็นบริเวณที่นักดูนกชอบไปศึกษา เนื่องจากมีเส้นทางหลวงสายเก่าที่เลิกใช้แล้ว สะดวกต่อการเดินดูนก ถนนสายนี้เดิมเรียก สายเขาพับผ้า ซึ่งมีความโค้งมากพับไปพับมา “แปง” ถือกล้องถ่ายภาพราคาเรือนแสนยืนอยู่บนสะพานปูนเก่า ๆ ด้านล่างมีน้ำไหลใสเห็นเม็ดทรายเตรียมจะถ่ายภาพ นกนางแอ่นท้องแดง (Rufous-bellied Swallow) ซึ่งจะพบบริเวณใกล้น้ำมีเฉพาะภาคใต้เท่านั้น บินโฉบไปโฉบมา นับเวลาเป็นชั่วโมงยังไม่สามารถถ่ายภาพได้ เสียงแปงพูดกับตนเองว่า “ทนอีกหน่อยน่าจะเป็นโอกาสของเรา” แปงมีความพยายามจริง ๆ มีสมาธิมุ่งมั่นจดจ่อ อีกประมาณครึ่งชั่วโมงต่อมานกนางแอ่นคู่หนึ่งบินลงต่ำและบินรอดใต้สะพานที่แปงยืนอยู่ไปทะลุอีกด้านหนึ่ง และมีอีกคู่หนึ่งบินรอดใต้สะพานแต่ไม่ทะลุผ่านไปอีกด้านหนึ่ง แปงดีใจจนเห็นได้ชัด คู่นี้ต้องเกาะอยู่ใต้สะพานแน่ ๆ เมื่อแปงเดินอ้อมลงไปใต้สะพานก็พบนกนางแอ่นท้องแดงคู่หนึ่งเกาะพักอยู่ใต้สะพาน แปงลั่นชัตเตอร์กล้องไปไม่น้อยกว่า 40 ภาพ และพูดกับตัวเองว่า “บางครั้งการอดทนรอคอยก็ทำให้มีโอกาสได้นะ”

วันพฤหัสบดี, พฤษภาคม 08, 2551

โคนไม้เคี่ยม

ไม้เคี่ยม เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ เนื้อไม้หนัก แข็ง เหนียว นำมาใช้ทำเรือ ทำเสาบ้านรวมถึงเคยนำมาทำหมอนรางรถไฟ ต้นเคี่ยมเป็นสัญญลักษณ์ต้นไม้ประจำจังหวัดสุราษฎร์ธานี ปัจจุบันต้นเคี่ยมเหลือน้อยลงทุกทีการจะหาไม้เคี่ยมมาทำประโยชน์ก็ยากตามไปด้วย
ภูมิปัญญาท้องถิ่นทางใต้ของประเทศรู้ว่า ไม้เคี่ยมเมื่อนำมาเผาเป็นถ่านแล้ว จะให้ความร้อนสูงและไม่แตกเป็นลูกไฟ เหมาะสำหรับการใช้เป็นถ่านตีเหล็กอย่างยิ่ง ความจำเป็นในการใช้ไม้เคี่ยมยังมีอยู่ ช่างตีเหล็กที่ชุมชน "บ้านนาป้อ" จึงต้องหาซื้อถ่านไม้เคี่ยมจากจังหวัดกระบี่ ซึ่งเผาจากโคนไม้เคี่ยมที่ฝังดินเหลืออยู่ในท้องถิ่น
"วันใดหากโคนไม้เคี่ยมหมด ช่างตีเหล็กชุมชนบ้านนาป้อ จะเป็นเช่นไรหนอ"

วันอังคาร, พฤษภาคม 06, 2551

นกรู้จักเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส

ริมทางเดินเข้าสู่สระมรกต บริเวณเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขาประ- บางคราม อ.คลองท่อม จ.กระบี่ มีนักดูนก 2 ท่าน ทราบภายหลังว่าเป็นรองคณบดี และอาจารย์วิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ตั้งกล้องถ่ายภาพ และเทเลสโคปดูนกคู่หนึ่งช่วยกันทำรังอยู่ใกล้ๆ ห่างไม่เกิน 3 เมตร ทำรังบนต้นไม้เล็กๆ สูงจากพื้นดินประมาณ 1.5 เมตร นกเล็กๆ คู่นั้นมีชื่อว่า “นกจับแมลงจุกดำ” (Black naped Monarch) อาจารย์ทั้งสองท่านชวนให้มองผ่านเทเลสโคป เห็นนกได้ชัดเจนมาก เห็นจุกดำบนท้ายทอยของตัวผู้ซึ่งมีสีฟ้าเข้ม ทั้งสองตัวเปลี่ยนกันตกแต่งรังด้วยเศษวัสดุเบาๆ เล็กๆ อาจารย์เล่าว่า นกจับแมลงจุกดำมาทำรังใกล้ๆ ทางเดินเพราะหวังว่าคนที่เดินไปเดินมาจะเป็นเกราะป้องกันสัตว์อื่น เช่น กระรอก กระแต ไม่ให้มากินไข่หรือลูกน้อยของตนในยามที่ไปหาอาหาร
“นกจับแมลงจุกดำ รู้จักใช้วิกฤตเป็นโอกาส แล้วท่านละมองทุกสิ่งทุกอย่างในทัศนคติเชิงบอกหรือเปล่าเอ่ย”

แหล่งเรียนรู้ มีภูมิรู้ภูมิปัญญา ภูมิปัญญามีเครือข่าย

“แปง” เป็นชื่อนักศึกษาสัตวแพทย์สาว ปี 4 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เธอต้องเรียนไปอีก 2 ปีจึงจะจบหลักสูตร เรื่องที่จะเขียนถึงแปงไม่ใช่เธอเรียนเก่ง.... แต่เป็นความสนใจและความมุ่งมั่นของเธอที่มีต่อสัตว์ปีกที่สวยงามและหลากพันธุ์ที่ชื่อ “นก”

3-4 ปี ที่ผ่านมาเด็กหญิงแต่งตัวง่าย ๆ ปอน ๆ เสื้อผ้าสีทึบ ๆ รองเท้าแตะสะพายกล้องดูนกกล้องถ่ายภาพ มีพ่อถือเทเลสโคปเดินผิวปากเลียนเสียงนกอยู่บริเวณป่าชุมชนของจังหวัดตรัง ภาพที่เห็นน่าประทับใจยิ่งความผูกพันของครอบครัว อนาคตสิ่งแวดล้อมของโลกอยู่ในมือแปงอยู่ในมือเด็กเยาวชนที่ใส่ใจเห็นความสำคัญ มีโอกาสสัมภาษณ์พูดคุยกับแปงทำให้ทราบว่า กว่าจะเป็นวันนี้มีปัจจัยอะไรบ้างที่เกื้อหนุนต่อเธอ

ปัจจัยแรก ความรัก ความชอบ ความอยากรู้อยากเห็นของแปง เป็นตัวกระตุ้นเริ่มตั้งแต่สังเกตนกกระจอกใกล้บ้านแต่งขนให้กันและกันอย่างไร ดูทุกวัน

ปัจจัยที่สอง พ่อแม่รักลูกเห็นความตั้งใจของลูกลงทุนจัดหาอุปกรณ์ที่จำเป็นให้โดยไม่คำนึงถึงว่าจะราคาอย่างไร เท่าใด

ปัจจัยที่สาม การแสวงหาความรู้จากการอ่านหนังสือค้นคว้าจาก Internet เอกสารวิชาการในเรื่องที่สนใจ

ปัจจัยที่สี่ แปงลงศึกษาภาคสนามโดยการไปดูนกในที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศพบภูมิรู้และภูมิปัญญาดูนกเป็นครูที่ดี คอยให้คำแนะนำและเป็นเครือข่ายมากมาย

วันนี้แปงและพ่อแม่มาชวนให้ไปดูนก มีเครือข่ายแจ้งว่า นกปากกบพันธุ์ชวา (Javan Frogmouth) ฟักไข่อยู่บนต้นไม้ข้างทางเข้าน้ำตกร้อนคลองท่อมเหนือ อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ เมื่อไปพบภาพที่ประทับใจมากนอกจากการดูนกที่คุ้มค่าแล้วยังได้พบเครือข่ายของแปง เป็นอาจารย์ 2 ท่าน รองคณบดีและอาจารย์สอนวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ที่อธิบายเรื่อง นก ให้ฟังด้วยความตั้งใจอย่างดียิ่ง เรานัดพบดูนกกันที่น้ำตกกรุงชิง จังหวัดนครศรีธรรมราช สัปดาห์หน้า

วันเสาร์, พฤษภาคม 03, 2551

วัวชน

ภาคใต้ของไทยที่จังหวัดตรัง มีวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง ที่คนตรังและจังหวัดใกล้เคียงสืบทอดอย่างต่อเนื่อง คือ "การชนวัว" การเลี้ยงวัวชนเป็นกิจกรรมที่มองได้หลายมุม
มุมมองแรก เรื่องการดำรงสายพันธุ์ของวัวไทย คนเลี้ยงวัวชนจะคัดเลือกและป้องกันสายพันธุ์วัวชนพันธุ์พื้นเมืองดั้งเดิมให้คงอยู่ตลอดไม่ให้สายพันธุ์วัวต่างชาติมาผสม ทำให้วัวไทยพันธุ์แท้ที่แข็งแรงและทนทานต่อโรค ปรากฎอยู่ทั่วไปในจังหวัดภาคใต้
มุมมองที่สอง ความผูกพันธ์ระหว่างคนเลี้ยงกับวัวจะเห็นภาพเจ้าของวัวพาวัวชนออกวิ่งตอนเช้า ๆ ทั้งคนและวัวดูแข็งแรงความใส่ใจดูแลความสะอาด ที่อยู่ อาหาร คนเลี้ยงเกี่ยวหญ้าที่ดีที่สุดที่หาได้ไปเป็นอาหาร วัวชน เป็นกิจกรรมของคนในครอบครัวร่วมกัน
มุมมองที่สาม การชนวัวเป็นวัฒนธรรมของท้องถิ่น วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่สวยงามของชาติ การชนวัวของไทยคล้าย ๆ การสู้วัวกระทิงของประเทศสเปน เป็นสิ่งที่น่าศึกษาเรียนรู้ของคนทั่วโลกในกิจกรรมของวัฒนธรรมนี้
แต่มีคำถาม ถามว่าจะทำอย่างไร วัฒนธรรมการชนวัวยังคงอยู่คู่ชาติตลอดไป โดยวัวชนไม่บาดเจ็บล้มตายจากการต่อสู้ที่น่าสงสาร

วันศุกร์, พฤษภาคม 02, 2551

ผ้ามงคล

วันแรกของการเดินทางมารับตำแหน่งใหม่ที่จังหวัดตรัง สิ่งที่สะดุดตานอกจากความสะอาดเรียบร้อยของเมืองตรังแล้ว พบเห็นเด็กวัยรุ่นหรือผู้ใหญ่ผู้ชายใช้ผ้าลักษณะคล้าย"ผ้าขาวม้า" สีแดงสด.....รู้สึกชอบรู้สึกดีต่อผ้าสีแดงนี้ คิดในใจว่าเราต้องหาซื้อมาใช้ซัก 2-3 ผืนแน่ หลังจากนั้นเราก็มีผ้าขาวม้าสีแดงคล้องคอเสมอ ๆ รู้สึกอบอุ่นเป็นตัวของตัวเอง คิดและมุ่งมั่นที่จะทำงานตลอดเวลา
นับถึงวันนี้เกือบสามเดือนแล้ว......เพิ่งได้รับคำเฉลยว่าผ้าขาวม้าสีแดงนี้ เรียกว่า "ผ้ามงคล" ใครชอบและใช้จะทำความดีเพื่อแผ่นดิน....

วันพุธ, เมษายน 30, 2551

ภูมิปัญญาช่างตีเหล็กบ้านนาป้อ ตีมีดตัดยางสืบทอดกว่า 100 ปี

ตาแหนด สีผม เป็นชื่อภูมิปัญญาช่างตีเหล็ก บ้านนาป้อ ตำบลควนปริง อำเภอเมือง จังหวัดตรัง ที่ดูแข็งแรงแม้ว่าอายุของตาแหนด จะย่างเข้า 78 ปี แล้ว ตาแหนด เล่าว่ากลุ่มช่างตีเหล็กบ้านนาป้อ เป็นชุมชนอิสลามล้วน ๆ มีอาชีพตีเหล็ก ตีมีดตัดยาง (กรีดยาง) พร้า มีดโต้ มากว่า 100 ปี แล้ว ตั้งแต่สมัยปู่ พ่อ มาถึงตาแหนด ปัจจุบันรุ่นลูกและหลานยังประกอบอาชีพตีเหล็ก มีช่างรวมกลุ่มกันมากกว่า 20 คน ลูกชายตาแหนดชื่อ นายจรูญ สีผม เล่าให้ฟังว่า ช่างตีเหล็กแม้อายุจะมากแต่ทุกคนมีร่างกายแข็งแรงเพราะได้ออกกำลัง แม้ว่าการเพิ่มอุณหภูมิในเตาเผาจะไม่ได้ใช้มือในการสูบอากาศเข้าไปแล้ว แต่กระบวนการตีเหล็กยังคงเอกลักษณ์เดิมของ “พร้านาป้อ” ที่สวยงาม คงทน ถ่านที่ใช้ยังคงเป็นถ่านจากไม้เคี่ยมเหมือนเดิม ซึ่งสั่งซื้อมาจากจังหวัดกระบี่ เป็นไม้เคี่ยมที่เป็นส่วนโคนที่ฝังอยู่ในดินนำมาเผาเป็นถ่าน ซื้อขายราคากระสอบละ 130 บาท มีองค์ความรู้อีกมากจะนำเสนอรายละเอียดของแหล่งเรียนรู้นี้ในโอกาสต่อไป
“คุณภาพของคน คุณภาพของพร้านาป้อ เป็นคุณค่าน่าศึกษาและถ่ายทอดองค์ความรู้ สู่สาธารณะ นี่คือ วิทยาศาสตร์ชุมชนภูมิปัญญาของชาติ”