วันจันทร์, พฤษภาคม 30, 2554

เกาะหลีเป๊ะมัลดีฟของเมืองไทย













เกาะหลีเป๊ะ เป็นเกาะที่มีรูปร่างคล้ายบูมเมอแรง โดยส่วนเว้าของเกาะหันไปทางทิศตะวันตก เกาะจึงมีหาดทรายเว้าคล้ายหาดพัทยา หาดทรายนี้มีชื่อว่า บันดาหยา ฝรั่งต่างชาติออกเสียงยาก หาดทรายจึงถูกเปลี่ยนชื่อจากบันดาหยาเป็นหาดพัทยาไปด้วยประการ ฉะนี้
เกาะหลีเป๊ะ มีความสูงจากระดับน้ำทะเลไม่มากเมื่อคราวเกิด สึนามิภาคใต้ พ.ศ.2547 เกาะหลีเป๊ะไม่ได้รับผลกระทบ ด้วยมีเกาะหลายเกาะล้อมรอบรับคลื่นก่อนมาถึงหลีเป๊ะ เสน่ห์ของหลีเป๊ะน่าจะเป็นความใสของน้ำทะเล แนวปะการัง หาดทรายสะอาด ความสงบสวยงามตามธรรมชาติ หลีเป๊ะจึงถูกเรียกชื่ออีกชื่อหนึ่งว่า “เกาะมัลดีฟเมืองไทย”
ในอนาคตหากการจัดการเรื่องขยะไม่ดี เกาะหลีเป๊ะอาจกลายเป็นเกาะหลีเละ ไปอย่างน่าเสียดายเราทุกคนที่มีโอกาสมาที่เกาะหลีเป๊ะจึงต้องตระหนักถึงความยั่งยืน เพื่อส่งต่อความงามไปให้ลูกหลานของเราในอนาคต

จากท่าเรือปากบารา สู่เกาะหลีเป๊ะ













สปีด โบ๊ท (Speed Boat) สี่เครื่องยนต์ Honda 225 ซีซี ขุมกำลังของเครื่องยนต์เรือสี่จังหวะ ทำความเร็วได้กว่า 20 นอตต่อชั่วโมง(1นอตเท่ากับ 1.85 กิโลเมตร)ขณะที่บรรทุกผู้โดยสารจำนวน 85 คน ลูกเรืออีก 5 คน พาคณะเราออกจากท่าเรือปากบารา มุ่งสู่เกาะหลีเป๊ะ (koh ripe) ทางฝั่งทะเลอันดามัน ความตื่นเต้นระคนความสุข แผ่ออกมาจากสายตาของคณะเดินทางทุกคน สปีด โบ๊ท วิ่งฝ่าคลื่นเล็ก ๆ ของวันที่อากาศดีดี มาได้ประมาณ 40 นาที เข้าเทียบท่าอุทยานแห่งชาติเกาะตะรุเตาดินแดนที่เคยเป็นเกาะกักกันนักโทษทางการเมืองในอดีตของไทย ผู้นำทางให้เราได้พักเพื่อปรับตัวกับการเดินทางโดยเรือ และรับประทานอาหารเที่ยงที่ตะรุเตา ถ่ายภาพ ชมความใสของน้ำและปลาสวยงามที่ปรากฏตัวแบบอาย ๆ อยู่ใต้สะพานเรือ เมื่อทุกคนสบายขึ้น สปีด โบ๊ท เดินทางต่ออีกประมาณ 25 นาที เป้าหมายคือ เกาะไข่ เป็นเกาะที่มีภูเขาหินทะลุอยู่ริมทะเล หาดทรายขาวละเอียด แม้ตากแดดทั้งวันหาดทรายไม่ได้อมความร้อนเลย ถอดรองเท้าเดินเล่นสบาย สบาย ซ้ายมือของเกาะไข่ มองไปไกล ไกล คนนำทางบอกเราว่านั้นคือ เกาะลังกาวีของมาเลเซียถ้าเรานั่ง สปีด โบ๊ทไป จะใช้เวลาประมาณ 45 นาที การขึ้นเกาะลังกาวี ต้องใช้ passport เดินทางออกจากเกาะไข่เป็นช่วงสุดท้ายสู่เกาะหลีเป๊ะ เป้าหมายปลายทางเป็นที่พักสำหรับพวกเราทุกคนคือ บันดาหยารีสอร์ท (Bundhaya Resort) คอยติดตามเรื่องราวตอนต่อไป คือ เกาะหลีเป๊ะมัลดีฟของเมืองไทย

วันศุกร์, พฤษภาคม 20, 2554

ต่อหัวเสือ แตนลาม ผึ้งหลวง













สัตว์ทั้งสามชนิด ได้แก่ ต่อหัวเสือ แตนลาม และผึ้งหลวง มีความคล้ายกัน คือ เป็นแมลงมีพิษที่เหล็กใน (เป็นเดือยแหลมอยู่ที่ก้น) เมื่อทำร้ายศัตรูจะให้ก้นฝั่งเหล็กในและปล่อยพิษลงบริเวณที่ต่อย ความต่างกันที่น่าสนใจคือการเก็บอาหารไว้ให้ตัวอ่อน ต่อหัวเสือทำรังคล้ายหัวเสือมีทางเข้าออก ขนาดแล้วแต่จำนวนสมาชิก โดยทั่วไปประมาณลูกบาสเกตบอลหรือใหญ่กว่า ต่อหัวเสือเก็บหนอน แมลง เนื้อสัตว์ เป็นชิ้นมาเป็นอาหารให้ตัวอ่อนในรัง ส่วนแตนลามทำรังเป็นช่องหกเหลี่ยมและขยายช่องตัวอ่อนไปตามรูปร่างของกิ่งไม้ บ้างครั้งลามไปยาวเป็นคืบ แตนลามต่อยหนอนให้เป็นอัมพาตแล้วนำมาใส่ในช่องหกเหลี่ยม ซึ่งแตนลามไข่ไว้ เมื่อไข่ฟักเป็นตัวอ่อนจะกินหนอนเป็นอาหาร ผึ้งหลวงทำรังเป็นช่องหกเหลี่ยมเหมือนกันกับแตนลาม แต่มีจำนวนช่องมากกว่าแตนลามจนเปรียบเทียบกันไม่ได้ ที่สำคัญผึ้งหลวงเก็บอาหารให้ตัวอ่อนเป็นน้ำหวานและเกสรดอกไม้ จึงจัดให้ผึ้งหลวงเป็นแมลงที่รักษาศีล ไม่ฆ่าสัตว์ ส่วนต่อหัวเสือและแตนลามเป็นแมลงที่ฆ่าสัตว์อื่น บางครั้งเคยเห็นต่อหัวเสือขโมยหนอนจากรังแตนลาม โดยแตนลามไม่สามารถป้องกันได้เลย แตนลามจึงกลายเป็นแตนร้าง (ทิ้งรัง) ไปเลย

วันพฤหัสบดี, พฤษภาคม 19, 2554

เช้าถึงค่ำความทรงจำที่พะเนินทุ่ง




























































รังมดที่ประณีตสวยงามเป็นสถาปัตยกรรมทางธรรมชาติ ผีเสื้อหลากหลายสายพันธุ์มารวมกันด้วยจุดประสงค์เดียวกันคือเกลือแร่และแบ่งกันกิน เฟิร์นชูกิ่งก้านเขียวขจี แสงและเงาให้ความสว่างและบดบังความงามของหมู่ไม้น้อยใหญ่ สายหมอกฝนอ้อยอิ่งหอบความหนาวและความเยือกเย็นในช่วงเดือนพฤษภาคม เป็นความทรงจำที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง

กล้วยไม้ป่าที่พะเนินทุ่ง 2













กลางเดือนพฤษภาคมปีนี้ ทั้งฝนและมรสุมค่อนข้างแรง กิ่งไม้แห้งถูกแรงลมพัดหักลงสู่พื้น ที่พะเนินทุ่งในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานก็เช่นกัน หลายกิ่งที่หักลงมามักมีกล้วยไม้ป่าติดลงมาด้วย เอื้องปากส้อม (Cleisostoma Blume) ที่เห็นในภาพเป็นกล้วยไม้ป่าชนิดหนึ่งที่ล่วงสู่พื้นดิน ดอกใกล้จะโรยแล้วอาจมองไม่ชัดนัก แต่ที่อยู่บนกิ่งไม้ก็อยู่สูงเกินที่จะบันทึกภาพได้ชัดเจน เอาพอเห็นความงามของกล้วยไม้ป่าในธรรมชาติชนิดหนึ่งก็แล้วกันนะ

ความทรงจำเสี้ยวหนึ่ง ที่อุทยานแห่งชาติเขาหลวงนครศรีธรรมราช

























ตัวตนของอุทยานแห่งชาติเขาหลวง เริ่มต้นด้วยความชันของทางเดินขึ้นน่าจะ 45-60 องศา เสียงหอบหายใจตัวเองไม่สามารถปิดบังเพื่อนร่วมทางได้เลย ต้นไม้สูงกว่า 20 เมตร ส่งยอดขึ้นแย่งชิงรับแสงแดด เถาวัลย์เกาะเกี่ยวพันต้นโน้น ต้นนี้ ดึงรั้งซึ่งกันและกันไว้เมื่อมีมรสุมลมแรง ต้นไม้สูงแต่ละต้นมีไม้เล็ก ๆ เกาะอาศัยพึ่งพาเป็นแหล่งหาอาหารจากส่วนเกินโดยไม่เบียดเบียนต้นที่ตนอาศัย บนพื้นดินเปราะแผ่ใบบาน ดอกสีขาวอมม่วงอ่อน ๆ เจ้าหน้าที่สื่อความหมายของอุทยานให้ความรู้ว่า เปราะมีหัวคล้ายกระชายนำมาเป็นสมุนไพรปกกระหม่อมเด็กได้ เสียงน้ำตกกะโรม เสียงเรไร ลมพัดใบไม้ไหวแกว่ง อากาศเย็นฉ่ำสดชื่นหายใจเต็มอิ่ม เสียงนกดังแว่ว ๆ มาแต่ไกล ผีเสื้อบินช้า ๆ ผ่านแสงแดดที่สาดส่องทะลุใบไม้ลงกระทบมอสกำมะหยี่สีเขียว ไรเคนสีขาวปนเทา เกาะก้อนหินเกาะต้นไม้มองเห็นความอุดมสมบูรณ์ของป่า เห็นความเกื้อกูลของเห็ดผู้ย่อยสลาย เกาะกิ่งไม้ที่ผุพังย่อยเพื่อคืนความสมบูรณ์ให้กับพื้นดิน

เอนอ้าไม้เบิกนำ









นักอนุรักษ์ที่มีความชื่นชอบการเดินป่าศึกษาธรรมชาติ ต้องรู้จักไม้ชนิดหนึ่งที่มีชื่อเรียกหลายชื่อ บ้างเรียกเอนอ้า บางคนเรียกอ้าหลวง บางคนเรียกโคลงเคลง บางคนเรียกต้นข้าวต้ม หรือมีชื่ออื่นอีก ลักษณะเป็นต้นไม้เล็กมีดอกสีม่วง ผลมีขน เมื่อสุกกินได้รสหวาน ลิ้นจะเป็นสีม่วง ตนไม้ชนิดนี้เราพบบริเวณป่าโปร่ง ป่าเพิ่งฟื้นตัว พบเห็นอยู่ร่วมกับหญ้าคา สาบเสือ นักสื่อความหมายเรื่องป่า ให้ความรู้กับเยาวชนหรือประชาชนที่มาศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับต้นเอนอ้าว่าเป็น “ไม้เบิกนำ” หมายความว่าเป็นไม้กลุ่มแรก ๆ ที่ขึ้น เริ่มต้นให้ป่าได้ฟื้นตัว หลังจากเคยเป็นป่าและถูกมนุษย์ถางทำลายไป เช่น บริเวณสนามกอล์ฟ บนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เมื่อถูกยกเลิกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 นับถึงเวลานี้เป็นเวลา 20 ปีแล้ว สนามกอล์ฟเริ่มฟื้นคืนสู่ป่าด้วยไม้เบิกนำ คือหญ้าคา สาบเสือ และเอนอ้านี่แหละ

วันอังคาร, พฤษภาคม 03, 2554

หนึ่ง ..สอง..สาม ..มหัศจรรย์ยารักษาโรค








ผู้เขียนได้พบยารักษาโรคที่มีประสิทธิภาพสูงสุดที่เคยพบมา ที่สำคัญไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ไม่มีอาการข้างเคียง(side effect)ไม่มีอาการตกค้าง มีแต่คุณเพียงอย่างเดียว ทุกท่านคงอยากรู้แล้วใช่ไหมละว่า ยาอะไรจะมีคุณภาพถึงเพียงนี้..มีด้วยหรือ
แม้ยารักษาโรคชนิดนี้จะมีคุณสักเพียงใดแต่กินยาก จึงต้องมีขั้นตอนการกินยา...โดยเฉพาะสามวันแรก..หลังจากนั้นไม่ยากแล้ว...ขอบอกวิธีกินยามหัศจรรย์นี้เลยนะ...วันแรกหลังตื่นนอนยังไม่ต้องทำอะไรทั้งสิ้นกินยาเลย หนึ่งแก้วเต็มๆและกินให้หมดทันที วันที่สองหลังตื่นนอนยังไม่ต้องทำอะไรทั้งสิ้นกินยาเลย สองแก้วเต็มๆและกินให้หมดทันทีนะ วันที่สามหลังตื่นนอนยังไม่ต้องทำอะไรทั้งสิ้นกินยาเลย สามแก้วเต็มๆและกินให้หมดทันทีเช่นเคย วันต่อๆไปกินยาวันละสามแก้ว...หากกินยาเช่นนี้ตลอดไป โรคที่เป็นอยู่จะทุเลาลง โรคใหม่ก็จะไม่ปรากฏ อายุขัยจะยืนยาว ยาชนิดนั้นคือ “น้ำบริสุทธิ์สำหรับดื่ม” นั่นเอง

วันจันทร์, พฤษภาคม 02, 2554

หวายแดง









บ่ายวันหนึ่งกลางเดือนเมษายน เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น เมื่อรับสาย เสียงพูดมาว่า “อาจารย์ครับผมปีร์ จากอุทยานแห่งชาติปางสีดา ผมพบกล้วยไม้ป่าชนิดหนึ่งที่ผาตะเคียน กำลังบานดอก ผมถ่ายรูปมาหลายรูป อาจารย์ว่างไหม ผมยากให้ดู” “ปีร์ ตอนนี้พี่มาราชการอยู่ที่นราธิวาส ปีร์ส่ง mail ให้พี่เลยนะ กลับไปจะค้นหาให้ พี่มีหนังสือกล้วยไม้ป่าของ สลิล สิทธิสัจจธรรมอยู่” เป็นข้อความที่คุยกันหลังจากนั้นได้ตรวจสอบกล้วยไม้ชนิดที่ปีร์พบ ไม่มีในหนังสือเล่มดังกล่าว จึงนำรูปที่ปีร์ถ่ายได้ ส่งเข้าไปใน webblog เรื่องกล้วยไม้ webblog ชื่อ http://tjorchid.com/ ถามผู้รู้ รออยู่ 2 วัน เมื่อเปิด webblog ดูมีผู้รู้ตอบว่า กล้วยไม้ชนิดนั้นชื่อ”หวายแดง” และเมื่อสืบค้นใน website อื่น พบภาพกล้วยไม้หวายแดงถ่ายไกล ๆ ที่ผากล้วยไม้บนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ขึ้นเป็นดงซึ่งบานดอกเดือนเมษายน ผู้เขียนขึ้นไปบนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่นับร้อยครั้งผากล้วยไม้ก็เคยไป กลับไม่เคยพบหวายแดงบานดอกเลย เมื่อทบทวนดูแล้ว ตนเองชอบขึ้นไปอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว เดือนเมษายนฤดูร้อนไปทะเลเสียส่วนใหญ่ เลยไม่รู้จัก “หวายแดง”
สรุปว่า ความสวยงามความเร้นลับมีทุกช่วงจังหวะเวลา ทุกสถานแห่งหนสังเกตดูเถอะนะ

วันพฤหัสบดี, เมษายน 28, 2554

โลกธรรม ธรรมะของชาวโลก หลีกลี้หนีไม่พ้น




พระพุทธศาสนา พูดถึง ไตรลักษณ์ ซึ่งหมายถึงทุกสรรพสิ่งล้วนแล้วแต่ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทั้งสามคำมีความหมายแสดง ความไม่เที่ยง ความเปลี่ยนไป ความไม่คงอยู่ ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกของเรา แม้แต่โลกของเราเองก็อยู่ภายใต้กฎของไตรลักษณ์นี้ แต่เราเข้าใจรับรู้ ไตร่ตรอง มองความเป็นไปได้เข้าใจสักเพียงใดละ บุคคลผู้จะเข้าใจกฎไตรลักษณ์ย่อมเป็นบุคคลที่จิตมีคุณภาพ จิตหยุด จิตนิ่ง เขาจึงสามารถไตร่ตรองโดยแยบคายได้ เมื่อเข้าใจกฎไตรลักษณ์ก็จะไม่หวั่นไหวกับโลกธรรมที่ทุกผู้คนแสวงหาและทุกผู้คนหลีกหนี โลกธรรมที่ทุกผู้คนแสวงหาได้แก่ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข โลกธรรมที่ทุกผู้คนหลีกหนีได้แก่ เสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์ โลกธรรมทั้งแปดทำให้ผู้คนหวั่นไหว ทั้งหัวเราะ ทั้งร้องไห้ เมื่อถูกกระทบ หากเราเข้าใจกฎไตรลักษณ์ เข้าใจโลกธรรม เข้าใจตนเองที่อยู่ในวัฎฏสงสารนี้ จึงเข้าใจคาถาบทที่ว่า “ตถตา เป็นเช่นนั้นเอง”

วันพุธ, เมษายน 27, 2554

ชีวิตสมณะอยู่ได้ด้วยบิณฑบาต














ชีวิตสมณะมีเพียงอัฐบริขาร อัฐ แปลว่า 8 ได้แก่ สังฆาฏิ สบง จีวร ประคดเอว มีดโกน เข็ม กระบอกกรองน้ำ และบาตร บาตรนับเป็นบริขาร เพื่อการรักษาชีวิต (ดิน น้ำ ลม ไฟ ความว่างและวิญญาณธาตุ) พระอาจารย์สอนว่า สมัยพุทธกาลบาตรเป็นสิ่งที่ต้องรักษา (เท่าชีวิต) เพราะบาตรทำจากดินแตกง่าย สกปรกง่าย ปัจจุบันเมื่อเราบวช บาตรยังเป็นอัฐบริขารที่ต้องดูแลรักษาอย่างดีอยู่ เมื่อบาตรรับอาหารมาแล้วและต้องฉันในบาตร พระอาจารย์สอนเราให้ท่องคาถาว่า “เพื่อไม่ให้เป็นหนี้ญาติโยมผู้มีศรัทธา เราจะฉันอาหารให้มีชีวิตเพื่อการปฏิบัติธรรม เพื่อบำบัดทุกขเวทนาจากความหิว และฉันอย่างมีสติ โดยให้กล่าวคำปฏิญาณดังนี้ ตั้งกายตรง ดำรงสติมั่น ไม่พูดคุยกัน ไม่ฉันเสียงดัง ตะล่อมข้าวเข้ากลาง ตักวางเรียบร้อย น้อมข้าวทุกคำ เป็นดวงธรรมภายใน ” ลาข้าวพระด้วยคำสวด เสสัง มังคลัง ยาจามะ จึงฉันได้

วันอังคาร, เมษายน 26, 2554

ความทรงจำยามค่ำคืน ณ อุทยานแห่งชาติตาพระยา

ประมาณทุ่มกว่า เกษม คงตะเคียน และถาวร สัมพันธ์ ขับรถปิกอัพพร้อมไฟสปอร์ตไลท์ มารับคณะของเราที่บ้านกลางดง 1 เกษมเชิญชวนว่า “อาจารย์ครับผมมารับไปส่องกระทิงกัน” รถปิกอัพมีไม้กระดานพาดกระบะหลังตามขวาง 2 แผ่น พวกเราขึ้นไปนั่ง 5 คน โดยมีถาวร เป็นผู้ส่องไฟสปอร์ตไลท์ เกษม นักสื่อความหมายเป็นพนักงานขับรถผู้ช่ำชองเส้นทางทุกจุดของอุทยานแห่งชาติตาพระยา พาพวกเราลัดเลาะผ่านกิ่งไม้เล็กใหญ่ หนามไผ่ ผ่านต้นไม้บางต้นแมงอีนูนหล่นมาเต็มหัวเต็มตัว พวกเราสนุกตื่นเต้นมาก ผ่านไปซักครึ่งชั่วโมง ไฟสปอร์ตไลท์ก็กระทบตากระทิงสะท้องกลับเป็นสีแดง (สัตว์กินพืชตาสีแดง สัตว์กินเนื้อตาสีเขียว) เป็นกระทิงตัวเมีย เห็นเต้านมขณะหันหลังให้ ตัวขนาดประมาณ 700-800 กิโลกรัม นับเป็นการเจอกระทิงในธรรมชาติครั้งแรกของคณะเรา เมื่อขับปิกอัพไปอีกพักหนึ่งพบกระต่ายป่ากระโดดไปตามทุ่งหญ้า วันนี้เป็นวันที่ 25 เมษายน เป็นวันที่เรามีความสุขกับธรรมชาติของอุทยานแห่งนี้ จากการเป็นกัลยาณมิตรของ หัวหน้าบุญเชิด และน้อง ๆ เจ้าหน้าที่นักสื่อความหมายทุกคน

งานแกะสลักไม้ก้ามปู





















ที่อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง มีกลุ่มชุมชนแกะสลักไม้ก้ามปู (ส่วนใหญ่) แกะสลักสินค้าเพื่อการส่งออก ทำกันหลายบ้านจึงเลือกตัวแทนบ้านหลังหนึ่งเพื่อศึกษาคือ “บ้านป้าเพชรแกะสลัก” คนงานบ้านป้าเพชรใช้ไม้ก้ามปูแกะสลัก รองลงไปคือไม้มะม่วง ไม้สักเพียงเล็กน้อย รายการผลิตภัณฑ์ที่ถูกสั่งจากต่างประเทศแถบตะวันออกกลาง และเยอรมัน ได้แก่ไม้แกะสลักรูป ยีราฟ ม้า ช้าง เสือ หัวช้างอาฟริกา เป็นส่วนใหญ่ ช่างแกะสลักเป็นคนงานที่รับจ้างเป็นชิ้นงาน รายได้ขึ้นอยู่กับความชำนาญในการแกะ แกะได้ชิ้นงานมากก็ได้ค่าจ้างมาก โดยเฉลี่ยแล้วประมาณวันละ 300-400 บาท ส่วนเจ้าของร้านเป็นคนเก็บรายละเอียด แต่งสี ย้อมสี การแกะสลักเป็นการแกะจากไม้ดิบซึ่งแกะง่าย หลังแกะเสร็จเบื้องต้นต้องนำไปอบควันร้อน ให้น้ำในเนื้อไม้หนีไป ป้องกันการแตกร้าวก่อนลงสีและเก็บรายละเอียด
กลุ่มชุมชนแกะสลักที่อำเภอแม่ทะได้ต้นก้ามปูและต้นมะม่วง จากจังหวัด ลำปาง แพร่ อุตรดิตถ์ พิษณุโลก เป็นวัตถุดิบที่ใช้เพื่อการแกะสลัก

วันพฤหัสบดี, เมษายน 21, 2554

การฝึกสมาธิเมื่อเกิดใหม่ในเพศสมณะ















คำ “สัมมา อะระหัง” เป็นคำภาวนา ซึ่งเป็นคำสอนของ หลวงปู่สด จันทสโร วัดปากน้ำภาษีเจริญ ท่านสอนลูกศิษย์มากว่า 70 ปี แล้วเมื่อเริ่มต้นการฝึกสมาธิ และถูกถ่ายทอดผ่านศิษย์เอกที่เป็นแม่ชีนามแม่ชีจันทร์ ขนนกยูง ซึ่งต่อมาลูกศิษย์ของท่านสรรเสริญนามท่านว่า “คุณยายมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง” ลูกศิษย์ท่านนั้นคือ หลวงพ่อธัมมชโย พระผู้เมตตา สอนธรรมะ ผ่านดาวเทียม เป็นดาวธรรมครอบคลุมไปทั่วโลก หลวงพ่อผู้สอนสมาธิให้กับเรา
หลักการที่หลวงพ่อสอนคือ “ใจหยุด” “ใจนิ่ง” เป็นแก่นแท้ของสมาธิแต่ความเป็นจริงแล้ว ใจเรามีความไวที่เหนือแสงเสียอีก การจะให้หยุดให้นิ่งนับเป็นเรื่องที่ยากยิ่ง ฉะนั้นการจะให้ใจหยุด ใจนิ่ง ต้องมีขั้นตอน เตรียมตัว เตรียมใจ
เตรียมใจ คือการลดทิฐิให้ใจเบา โดยการฝึกทำสิ่งที่ทำยาก เช่น การนั่งลงขัดล้างโถส้วมอย่างพิถีพิถัน ทำซ้ำๆ สะอาดๆ (คุณยายสอนไว้) ประณีต การทำสิ่งที่ทำยาก ทำทุกส่วนอย่างละเอียด ใจจะเริ่มสงบ เก็บกวาดขยะที่อยู่อาศัย ความจดจ่อ ใจเริ่มไม่ฟุ้งซ่าน การเตรียมใจซึ่งเป็นส่วนสำคัญ
เตรียมตัว เตรียมร่างกายให้สะอาดทุกส่วน อารมณ์สงบพร้อมรับธรรม คำสอน อาสนะที่นั่งสบายตามแต่บุคคล ใครนั่งขัดสมาธิบนอาสนะได้ก็นั่ง ใครมีปัญหาแข้งเข่าจะนั่งเก้าอี้นั่งได้สบาย ๆ เริ่มต้นโดยนั่งสบาย ๆ หลับตาเบาสบาย ๆ แล้วเริ่มทำตามคำสอนหลวงพ่อ คำ “สัมมา อะระหัง” จะภาวนาควบคู่กับการกำหนดบริกรรมนิมิต เป็นดวงแก้วใส ๆ หรือองค์พระใส ๆ บริเวณกลางท้องของเรา จากนั้นปฏิบัติตามคำสอนของหลวงพ่อด้วยความเคารพ การเตรียมใจ เตรียมตัว และบุญแต่ภพชาติปางก่อนของเรา เป็นผังชีวิตที่จะกำหนดสภาวจิตของเราเป็นลำดับขั้นตอน สมาธิเป็นเรื่องบุญของแต่ละคน การพบเจอประสบการณ์ของจิตเป็นเฉพาะตนไป ยากจะบอกได้ บอกได้แต่ความสุขและปีติที่พบได้ในตัวเราเท่านั้น

เตรียมตัวสู่ชีวิต “สมณะ”








การตัดสินใจเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ (ชีวิตห่มย้อมฝาดของสมณะ) แม้จะเป็นช่วงสั้น ๆ ในวัยย่างเข้า 60 ปี ก่อนเกษียณอายุราชการก็นับว่าไม่ง่ายเลย ด้วยเหตุข้อจำกัดต่างๆ นาๆ อาทิ การเคยอยู่สุขสบายในชีวิต คฤหัสถ์มานาน กฎเกณฑ์ข้อบังคับต่าง ๆ ล้วนแล้วแต่อนุโลมได้ทั้งนั้น จะกิน จะนอน จะเที่ยว จะเล่นอิสระ อาการเจ็บป่วย เข่า แข้ง นั่งไม่ได้ก็ไม่เป็นไร นั่งเก้าอี้ก็ได้ไม่เป็นปัญหา แต่ชีวิตสมณะไม่ใช่ ทุกอย่างต้องมีความเคารพ ในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ความเชื่อ ความศรัทธา มีวินัย มีกฎ ข้อพึงปฏิบัติที่ไม่ยกเว้นไม่ย่อหย่อน มีศีลเป็นที่ตั้งทำผิดนิดพร่องไป ก็ผิดศีล พร่องศีล ล้วนแล้วแต่เป็นบาปติดตัวทั้งสิ้น
ฉะนั้นจึงต้องเตรียมตัวก่อนเพื่อให้บกพร่องน้อยที่สุด เริ่มต้นด้วย
ข้อที่หนึ่ง ฝึกตนเองที่จะไม่ตำหนิใคร ๆ ทั้งกาย ทั้งวาจา และทั้งใจ ข้อนี้น่าจะเป็นข้อที่ทำยากที่สุดโดยเฉพาะใจที่ไม่ตำหนิ เพราะใจมันไวจริง ๆ ใจมีความไวมากกว่าแสง (186,000 ไมล์ต่อวินาที) ถ้าฝึกได้คือสุดยอด ฝึกตนเองที่จะอดทนต่ออายตนะภายนอก คือ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ธรรมารมณ์ ที่มากระทบทั้งดีและไม่ดี ข้อนี้ก็ทำยากเพราะกิเลสมันพอกเราหนาอยู่ ฝึกตนมองทุกสิ่งทุกอย่างด้วยเหตุและผล ความเป็นไปตามธรรมชาติ ไตร่ตรอง ใคร่ครวญ
ข้อที่สอง มีเมตตา มีความรัก ต่อ เพื่อน พระสหธรรมิก ทั้ง ภันเต (แก่พรรษา) และอาวุโส (อ่อนพรรษา) สามเณร ญาติโยม
ข้อที่สาม มีความเคารพอย่างจริงใจ เชื่อฟังทั้ง กาย วาจา ใจ ต่อพระอาจารย์ พระพี่เลี้ยง ต้องปฏิบัติให้ได้ พระอาจารย์ พระพี่เลี้ยงส่วนใหญ่ อายุท่านรุ่นลูก แม้กระนั้นก็ต้องเชื่อฟัง
ข้อที่สี่ ปฏิบัติธรรมตามคำสอนของหลวงพ่อในการนั่งสมาธิ ศึกษาพระวินัยปาฏิโมกข์ เพื่อรักษาศีล 227 ข้อ โดยไม่เผลอ ไม่พร่อง ไม่ตั้งใจ ไม่รู้ก็ไม่เว้น
ทั้งสี่ข้อที่กล่าวมา ก็เพื่อเป้าหมาย “ยกจิตให้สูงขึ้น และปฏิบัติธรรม เข้าสู่ดวงธรรม ดวงปฐมมรรคเป็นเบื้องต้น”

วันพฤหัสบดี, มีนาคม 10, 2554

เถาวัลย์น้ำ 2











ที่ป่าชุมชน บ้านคลองนางชิง อำเภอเมือง จังหวัดสระแก้ว มีพื้นที่ป่าประมาณ 20 ไร่ ถูกเก็บไว้สมัยปู่ย่า ตายายของชาวชุมชน ก่อนที่ทางราชการจะมีการออกโฉนด เก็บไว้เพื่อลูกหลานได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน ป่าบ้านคลองนางชิงจึงตกมาถึงปัจจุบันนี้ แม้ว่าจะมีบุคคลที่เห็นแก่ตัวพยายามรุกผืนป่าเพื่อปลูกต้นยูคาลิปตัสไปได้บ้าง แต่ชาวชุมชนบ้านคลองนางชิงสามารถต่อสู้จนปัจจุบันได้เอกสารสิทธิ์เป็นป่าชุมชนแล้ว
สองสัปดาห์ที่ผ่านมาชาวชุมชนมาเชิญผู้เขียนให้ไปเยี่ยมชม ร่วมเสวนากับชาวชุมชนเพื่อออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ในฐานเรียนรู้ต่างๆ แม้มีช่วงเวลาสั้น ๆ พบว่าป่าชุมชนแห่งนี้มีความสมบูรณ์และมีความหลากหลาย มีทั้งต้นไม้ใหญ่ เล็ก พืชอาหาร พืชสมุนไพร เห็ด โดยเฉพาะมีเถาวัลย์น้ำ ให้ศึกษาเรียนรู้ ป่าบ้านคลองนางชิงจึงเหมาะที่จะเป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องธรรมชาติวิทยาของนักเรียน นักศึกษา ประชาชน ที่ใกล้บ้านได้เป็นอย่างดี

อุทยานแห่งชาติ ภูเก้า-ภูพานคำ







อุทยานแห่งชาติแห่งนี้อยู่ใน อำเภออุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่นมีเขตติดต่อกับจังหวัดหนองบัวลำภู ส่วนหนึ่งของอุทยานอยู่ริมทะเลสาบของเขื่อนอุบลรัตน์ อุทยานจึงมีทั้งแหล่งน้ำและภูเขา คือภูพานคำ เสียดายที่มีเวลาน้อยเก็บภาพมาไว้ดูก่อนเมื่อมีโอกาสคงได้มาศึกษารายละเอียดมากยิ่งขึ้น