วันพฤหัสบดี, กรกฎาคม 28, 2554

ไม่รักไม่โศก



พุทธพจน์ จากพระไตรปิฎกบาลี ฉบับสยามรัฐ ขุทฺทกนิกาย อุทาน เล่มที่ 25 ข้อที่ 176 หน้า 225-226 ตอนหนึ่งความว่า “ความโศก ความร่ำไร ความทุกข์ อันมากมายหลายอย่างนี้มีอยู่ในโลก ก็เพราะอาศัยสัตว์หรือสังขารอันเป็นที่รัก เมื่อไม่มีสัตว์หรือสังขารอันเป็นที่รัก ความโศก ความร่ำไร ความทุกข์ เหล่านั้นย่อมไม่มี ผู้ใดไม่มีสัตว์หรือสังขารอันเป็นที่รักในโลกไหนๆ ผู้นั้นย่อมเป็นผู้มีความสุข ปราศจากความโศก เพราะเหตุนั้น ผู้ใดปรารถนาความไม่โศก อันปราศจากกิเลสดุจธุลีแล้ว ไม่พึงทำสัตว์หรือสังขารใดในโลกไหนๆ ให้เป็นที่รักเลย” ไม่รัก ไม่โศก เป็นดั่งพุทธพจน์เช่นนั้นแล. จากมงคลชีวิตที่ 36 จิตไม่โศก (ฐานวุฑฺโฒ ภิกฺขุ)

วันอังคาร, กรกฎาคม 26, 2554

ชัยกิจ น้องรัก.....ผู้จากไปชั่วนิรันดร์




เช้าวันที่ยี่สิบสี่กรกฎาคม ได้ยินเสียงแจ้งจากโทรศัพท์บอกกล่าวข่าวร้าย เหมือนมีไม้ฟาดลงบนกกหู อื้ออึง ไม่น่าใช่เรื่องจริง อาการคลื่นไส้ หายใจติดขัดเกิดขึ้นต่อเนื่อง เป็นไปได้อย่างไร น้องเราที่กำลังมีอนาคตสดใส เป็นความหวังของเพื่อนชาวศูนย์วิทยาศาสตร์ ของชาวสำนักงาน กศน. มาด่วนจากไปด้วยอายุเพียง 46 ปี เพิ่งผ่านวันเกิดไปได้ไม่กี่วันเลย
วันเวลาแห่งการทุ่มเทให้กับการทำงาน ความเป็นนักวิชาการที่เก่งกาจ การประสานงานเครือข่ายระดับสุดยอด ทั้งสองเรื่องหาผู้บริหารที่มีฝีมือเสมอได้ยาก ยืนยันด้วยคำพูดจากการสนทนาพูดคุยกัน ก่อนเสียชีวิต 2 วันที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ด้วยคำพูดที่มีคุณค่าสุดท้ายว่า “พี่การทำงานกับเครือข่าย ผมทำทุ่มเทร้อยเปอร์เซ็นต์ ทำภารกิจของเขาเหมือนของเรา เพราะเราอยากให้เครือข่ายให้เราร้อยเปอร์เซ็นต์ เราต้องให้เขาร้อยเปอร์เซ็นต์ก่อน ด้วยความคิดนี้แหละที่ทำให้ผมได้รับความช่วยเหลือจากเครือข่ายอย่างดียิ่งตลอดมา” เป็นคำพูดของน้องที่ก้องอยู่ในหู ถึงเทคนิคการทำงานร่วมกับเครือข่าย ยังบอกน้องไปว่า “ชัยกิจ เจ้ามีประสบการณ์การทำงานกับเครือข่ายระดับเซียน เขียนหนังสือซิจะได้เป็นบทเรียนให้เพื่อน ๆพี่ๆน้องๆเราได้ศึกษาเพื่อย่นเวลาในการค้นหาของเขาเหล่านั้น ” “ครับพี่ ผมเตรียมจะเขียนแล้วผมมีข้อมูลที่ค้นพบหลายประเด็นมากเลยครับ”
โอ้...น้องรัก เจ้าจากไปเร็วเกินไป แม้การจากไปของน้องไม่ทำให้น้องเจ็บปวด จากไปขณะนอนหลับด้วยความอ่อนล้า จากไปด้วยอุบัติเหตุโดยไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำไป แต่เราทุกคนไม่ปรารถนาให้น้องจากไปเลย “ชัยกิจ อนันตนิรัติศัย” เราชาวศูนย์วิทยาศาสตร์ทุกคนรักและตราตรึง ภาพของความเป็นนักวิชาการและนักบริหารของน้องตลอดไป .................ไปสู่สุคติเถอะน้องรัก.

วันอาทิตย์, กรกฎาคม 24, 2554

ความสวยงามของวัดหน้าพระเมรุฯ



วัดหน้าพระเมรุฯ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นวัดที่หันหน้าเข้าหาพระมหาราชวังเดิม จึงดูแปลกเพราะโบสถ์และวิหารหันหน้าไปทางทิศใต้ โดยทั่วไปโบสถ์วิหารหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ความสวยงาม ความอลังการไม่ต้องพูดเลยละ โดยเฉพาะพระประธานในวิหารทั้งสองหลังมีความสวยงามมาก องค์ใหญ่ในวิหารหลังใหญ่ เป็นทองสัมฤทธิ์ประดับอัญมณีฝีมือการปั้น การหล่อประณีตมาก ส่วนอีกองค์ในวิหารเล็กเป็นพระประธานหินหยกอายุกว่า 1500 ปี สวยมาก ใครอ่านบทความนี้ต้องรีบไปดูนะถ้ามีโอกาส หากยังไม่มีโอกาสดูรูปไปพลางๆ ก่อนก็แล้วกัน

ป้อมเพชร




เดือนกรกฎาคม ปีพ.ศ. 2554 แม่น้ำเจ้าพระยามีสีขุ่นคงเหมือนอดีตที่ผ่านมา และก็ไหลไปออกทะเลทิศทางเดิม แม่น้ำป่าสักก็สีขุ่นเหมือนกันยังคงไหลมาบรรจบกับแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณหน้าวัดพนัญเชิง บริเวณสามเหลี่ยมที่แม่น้ำป่าสักและแม่น้ำเจ้าพระยามาบรรจบกัน มีป้อมปืนโบราณที่เหลือซากให้เห็นอยู่ คือ ป้อมเพชร
ป้อมเพชรมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของกรุงศรีอยุธยาราชธานีในอดีตมาก เพราะเป็นป้อมปืนที่ตั้งปืนใหญ่ได้ถึง 8 กระบอก ป้องกันศัตรูที่มารุกรานทางน้ำ ไม่ว่ามาทางแม่น้ำเจ้าพระยา หรือแม่น้ำป่าสัก กาลเวลาผ่านมากว่า 400 ปีแล้ว รากเง้าทางประวัติศาสตร์ทำให้เรามองเห็นความจริงที่ยังซ่อนเร้นอยู่ที่ป้อมเพชร คือ ป้อมเพชรถูกสร้างถึง 2 ครั้งซ้อนกัน ครั้งแรกสร้างเป็นรูปกลมแบบโปรตุเกส ครั้งที่สองสร้างทับเป็นรูปหกเหลี่ยมแบบฝรั่งเศส แสดงถึงความสัมพันธ์ของกรุงศรีอยุธยาที่มีต่อชาวโปรตุเกสก่อนฝรั่งเศส ไม่มีการสร้างป้อมปืนแบบไทยเลยเพราะคนไทยใช้ดาบในการต่อสู้แบบประชิดตัวจึงไม่สร้างป้อมปืน

การผสมกลมกลืน



พระอาทิตย์ขึ้นแล้ว วิถีชีวิตผู้คนบริเวณวัดพนัญเชิง เริ่มเคลื่อนไหวให้เห็นในหลายรูปแบบทั้งทางน้ำและบนบก เสียงหวูดเรือลากโยงเรือบรรทุกทรายหลายลำผ่านหน้าวัดเป็นสายยาว เรือหางยาวรับส่งผู้คนข้ามฝากจากแม่น้ำเจ้าพระยามาแม่น้ำป่าสักบริเวณท่าเรือหน้าวัด
คนหลายชาติหลายศาสนา มาท่องเที่ยวมาไหว้พระไหว้ศาลเจ้าที่วัดพนัญเชิง ดูขวักไขว่ ครูพาเด็กนักเรียนมาเรียนรู้บริเวณท่าน้ำ บริเวณศาลเจ้าและวิหารหลวงพ่อโต จังหวัดพระนครศรีอยุธยาในปัจจุบัน ยังคงผสมกลมกลืนของผู้คนหลายชาติหลายศาสนาหลากหลายวัฒนธรรม จึงพบเห็นวัด โบสถ์ มัสยิด ศาลเจ้า อยู่ร่วมกัน ผู้คนก็อยู่ร่วมกันเกี่ยวดองสัมพันธ์กันไป
ความแตกต่างเป็นเพียงความรู้สึกของผู้พบเห็น วิถีชีวิตจริงของคนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา คือการผสมกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ดังเช่นภาพที่ปรากฏอยู่ที่วัดพนัญเชิง มีทั้งโบสถ์และศาลเจ้าอยู่คู่กันมาช้านาน

วันพฤหัสบดี, กรกฎาคม 14, 2554

นี่คือคนไทย




ปรัชญาของคนไทย คือ หัวใจพระพุทธศาสนา อันได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา ด้วยคนไทยแต่บรรพกาลเกือบทั้งหมดนับถือศาสนาพุทธ แม้ปัจจุบันคนไทยกว่าร้อยละ 97 ยังนับถือพระพุทธศาสนาอยู่ จากปรัชญาหัวใจพระพุทธศาสนานี้เอง ที่ทำให้คนไทยแสดงอัตลักษณ์ตัวตน เป็นคนมีเมตตา อารี ช่วยเหลือและให้อภัย จากอัตลักษณ์ดังกล่าว ทำให้คนไทยมีพฤติกรรมแสดงออกโดยการ ยิ้มแย้มแจ่มใส คนไทยสามารถยิ้มได้ทุกความรู้สึกจนได้ชื่อว่า ยิ้มสยาม อีกพฤติกรรมหนึ่งของคนไทยคือ ชอบลืม การชอบลืม มาจากอัตลักษณ์การเป็นผู้ให้อภัย บนความเชื่อถ้าอยากให้อภัยก็ลืมมันเสีย พฤติกรรมชอบลืมนี้เอง ที่ส่งผลให้คนไทยแต่บรรพกาลไม่ชอบบันทึกเรื่องราวทางประวัติศาสตร์อย่างตรงไปตรงมา เพราะเรื่องราวทางประวัติศาสตร์มี ทั้งดี ทั้งเลว ทั้งเจ็บปวด ทั้งทุกข์ ถ้าอยากจะลืมก็ไม่ต้องเขียนมันไว้ ที่เขียนไว้ก็คลุมเครือ เป็นตำนาน พงศาวดาร นิทาน เสียส่วนใหญ่ เรื่องผิดพลาดก็ไม่อยากเขียนไม่อยากจำ ก็เป็นเช่นนี้แหละ “ยิ้มและให้อภัยแล้วลืมมันเสีย เริ่มต้นใหม่” นี่แหละคือคนไทยคือตัวฉันนั่นเอง

วันพุธ, กรกฎาคม 13, 2554

ป่าหลังฝนบนอุทยานแห่งชาติปางสีดา























คนรักป่า ย่อมรู้คุณค่าของป่า รู้ธรรมชาติของป่า รู้พฤติกรรมตามธรรมชาติของป่า รู้เหมือนรู้จักคนรักว่าเขาชอบอะไร ไม่ชอบอะไรฉันนั้น
หลังฝนตกผ่านไปไม่นาน มาดูกันว่าป่าบนอุทยานแห่งชาติ บอกอะไรเราบ้าง ในช่วงกลางเดือนกรกฎาคม เวลายามบ่าย เมื่อขับรถผ่านเข้าเขตป่า หอมกลิ่นดินกรุ่นไปทั่ว ป่าทั้งป่าสงบนิ่งดูดซับน้ำฝน ไก่ป่าเพศเมียออกมาแสดงตัวบนถนนเต็มไปหมด ทำไมต้องเป็นตัวเมีย นอกจากไก่ป่าแล้วไก่ฟ้าพญาลอก็เป็นเพศเมีย ดูเถอะเหมือนจะรู้ว่าประเทศไทยกำลังจะมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้หญิงอย่างนั้นแหละ ( คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) อากาศสดชื่นมาก หมอกฤดูฝนแผ่กระจายไปทั่วป่า การตรวจการด้วยกล้องส่องทางไกลทำไม่ได้เลย
สรุปได้ว่า ป่าหลังฝนบนอุทยานแห่งชาติปางสีดา เต็มไปด้วยทะเลหมอกที่แสนสดชื่น

วันอังคาร, กรกฎาคม 12, 2554

“มะพูด” ผลไม้แปลก

















มหากวีเอกของโลก ท่านสุนทรภู่แต่งบทกวีที่ไพเราะไว้มากมาย มีอยู่บทหนึ่งที่ท่านแต่งไว้ใน นิราศภูเขาทอง ความว่า “ถึงบางพูดพูดดีเป็นศรีศักดิ์ มีคนรักรสถ้อยอร่อยจิต แม้นพูดชั่วตัวตายทำลายมิตร จะชอบผิดในมนุษย์เพราะพูดจาฯ” ที่บางพูดในนิราศภูเขาทอง น่าจะมีต้นมะพูดเยอะในสมัยที่สุนทรภู่เดินทางและพายเรือผ่านบางพูด
ที่ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาสระแก้ว มีต้นมะพูดอยู่ต้นหนึ่ง ท่านผู้อำนวยการ สมนึก โทณผลิน ปลูกไว้สมัยที่เป็นผู้อำนวยการศูนย์วิทย์ฯ ขณะนี้ต้นสูงประมาณ 3 เมตร ออกผลแล้ว มะพูดเป็นผลไม้ รสชาติเปรี้ยวนำหวานน้อย เนื้อนิ่มคล้ายลูกจัน เมื่อสุกผิวบางสีเหลือง มักมีเกสรเพศเมียติดอยู่ ขยายพันธุ์โดยเมล็ด น้ำผลมะพูดคั้นใช้ดื่มแก้ไอ ขับเสมหะ แก้เจ็บคอ
มะพูด ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Garcinia dulcis (Roxb.)Kurz
อ้างอิง หนังสือองค์ความรู้เรื่องพืชป่า : มูลนิธิโครงการหลวง

การเชื่อมต่ออายตนะ














เมื่อเปิดดูพจนานุกรม คำว่า “อายตนะ”แปลว่า เครื่องติดต่อ,เครื่องเนื่อง, ในพระพุทธศาสนา หมายถึง จักษุ,โสต,ฆาน,ชิวหา,กาย,ใจ เรียกว่า อายตนะภายใน เป็นเครื่องต่อกับอายนะภายนอก คือ รูป,เสียง,กลิ่น,รส โผฏฐัพพะ,ธรรม
เมื่อวานนี้ได้พบหลวงพี่ พระอาจารย์ที่เคยสอนสมาธิ ตอนบวชช่วงเดือน มีนาคม เมษายน ที่ผ่านมา หลวงพี่ทักว่า “โยมพี่หลุดหรือเปล่า มัวแต่ทำงานทางโลก ” ตอบพระอาจารย์ไปว่า “งานเยอะมากครับได้นั่งสมาธิน้อย เมื่อนั่งกว่าจะต่อติดต้องใช้เวลานาน” หลวงพี่สอนด้วยความห่วงใยว่า “โยมพี่งานก็ทำไป แม้เวลางานเพียงแค่โยมพี่ต่ออายตนะเชื่อมกันทั้งอายตนะภายนอกและภายในให้ตรงกัน โยมพี่ก็จะรู้ รับรู้ อะไรจะแทรกโยมพี่ไม่ได้ บาปกับบุญช่วงชิงกันทุกวินาที เราไม่รู้ว่าจะละสังขารในวินาทีไหน” เมื่อได้ฟังคำสอนสั้นๆ ของหลวงพี่ ทำให้นิ่งไปพักหนึ่ง ตรองตามคำพูดของหลวงพี่ ใช่เลยเราไม่ได้เชื่อมต่ออายตนะ ความฟุ้ง ยังเกาะกุมอยู่ตลอดเวลา นี่โชคดีนะที่มีหลวงพี่เป็นกัลยาณมิตร ด้วยคำพูดเพียงประโยคเดียว ทำให้ใจสงบได้เหมือนน้ำนิ่งๆ สาธุ สาธุ สาธุ

วันศุกร์, กรกฎาคม 08, 2554

พระพุทธเจ้าท่านรู้เห็นอะไรจึงเป็นศาสดาได้





พระพุทธองค์ทรงรู้ความจริงของชีวิต 4 ประการ ซึ่งเป็นความจริงแท้แน่นอน ที่เป็นมาและจะต้องเป็นไปอีกตราบที่ชีวิตยังมีอยู่ ซึ่งความจริงนั้นเรียกว่า อริยสัจจ์
ความจริงเรื่องที่หนึ่ง พระองค์ทรงเห็น ความทุกข์ ความทุกข์ประจำของชีวิต ความทุกข์ที่เกิดจากการเกิด การแก่ และการตาย แถมพระองค์ทรงเห็น ความทุกข์ที่จรผ่านมาในชีวิต อันได้แก่ ความโศก ความคร่ำครวญ ความเจ็บไข้ ความน้อยใจ ความอาลัยอาวรณ์ ความตรอมใจ ความพลัดพราก ความไม่ได้ในสิ่งที่ปรารถนา ทั้งทุกข์ประจำและทุกข์จร ล้วนแล้วแต่เป็นทุกข์ทั้งสิ้น
ความจริงเรื่องที่สอง พระองค์ทรงเห็น สาเหตุแห่งทุกข์ ว่าทุกข์ทั้งหลายล้วนแล้วมีเหตุมาจากความอยากได้ใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส อารมณ์ที่น่าพอใจ ความอยากเป็น เช่นอยากเป็นใหญ่เป็นโต รวมถึงความไม่อยากเป็น เช่นไม่อยากเป็นคนจน คนแก่ ทั้งความอยากและความไม่อยากนี่เองเป็นสาเหตุแห่งทุกข์
ความจริงเรื่องที่สาม พระองค์ทรงรู้ว่า ดับกิเลส ดับตัณหา หมดทุกข์โดยสิ้นเชิงที่เรียกว่า นิพพาน
ความจริงเรื่องที่สี่ พระองค์ทรงเห็น หนทางดับทุกข์ ว่ามีแปดหนทาง ถ้าขยายแปดหนทางจะกลายเป็น 84,000 พระธรรมขันธ์ ถ้าย่อลงจะเหลือเพียงสาม ที่เรียกว่า หัวใจพระพุทธศาสนา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา
หนทางแห่งศีล มีเจรจาชอบ ทำงานชอบและเลี้ยงชีพชอบ
หนทางแห่งสมาธิ มีความเพียรชอบ ความระลึกชอบและใจตั้งมั่นชอบ
หนทางแห่งปัญญา มีความเห็นชอบ ความคิดชอบ
ความจริงที่พระพุทธองค์ทรงรู้ทรงเห็นและนำมาสอนโปรดสัตว์ทั้งหลายคือความจริงทั้งสี่ประการดังกล่าว เรียกว่า อริยสัจจ์ 4 มี ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค ด้วยประการฉะนี้
เรียบเรียงจากมงคลชีวิตที่ 33 เห็นอริยสัจจ์ (ฐานวุฑฺโฒ ภิกฺขุ)

วันพฤหัสบดี, กรกฎาคม 07, 2554

กิเลสสามตระกูลในระดับธุลี



สำหรับผู้แสวงหาสัทธรรม การพูดถึงกิเลสย่อมเข้าใจได้ง่ายว่าสิ่งใดเป็นกิเลสควรละ เพื่อยกจิตใจให้สูงขึ้นขอเจาะลึกไปถึงกิเลสชั้นธุลี เพื่อการจดจำ เพื่อการปฏิบัติละเสีย กิเลสระดับธุลีมีสามตระกูล
ตระกูลแรก กิเลส ราคะ ที่จัดเป็นธุลีกิเลส คือ ความพอใจในกาม ความติดใจในรูปฌาน ความติดใจในอรูปฌาน
ตระกูลที่สอง กิเลส โทสะ ที่จัดเป็นธุลีกิเลส คือ ความขัดใจ
ตระกูลที่สาม กิเลส โมหะ ที่จัดเป็นธุลีกิเลส คือ ความเห็นว่าเป็นตัวตน ลังเล เชื่องมงาย ถือตัว ฟุ้งซ่าน ไม่รู้พระสัทธรรม
กิเลสธุลีทั้งสามตระกูล พระพุทธองค์ เรียกว่า สังโยชน์ 10 โดยเรียงลำดับดังนี้
1. สักกายทิฏฐิ เห็นเป็นตัวตน
2. วิจิกิจฉา ลังเล
3. สีลัพพตปรามาส งมงาย
4. กามราคะ พอใจในกาม
5. ปฏิฆะ ความขัดใจ
6. รูปราคะ ติดรูปฌาน
7. อรูปราคะ ติดอรูปฌาน
8. มานะ ถือตัว
9. อุทธัจจะ ฟุ้งซ่าน
10. อวิชชา ไม่รู้พระสัทธรรม
พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี ละสังโยชน์ ได้ในระดับที่ต่างกัน ส่วนพระอรหันต์ละได้ทั้งหมด
เรียบเรียงจาก มงคลชีวิตที่ 37 จิตปราศจากธุลี (ฐานวุฆฺโฒ ภิกฺขุ)

วันอังคาร, กรกฎาคม 05, 2554

เณรน้อยหน่อเนื้อพระพุทธศาสนา







เณรน้อยหน่อเนื้อพระพุทธศาสนา พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระโคดมศากยมุนี พยากรณ์ไว้ว่า ศาสนาพุทธจะล่มสลายได้ก็เพราะพุทธบริษัท 4 คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เท่านั้น อื่นใดไม่ทำให้พระพุทธศาสนาล่มสลายได้เลย เณรน้อยเป็นหน่อเนื้อพระพุทธศาสนาโปรดให้โอกาสลูกเณรได้ศึกษาธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยเถิด

เทศกาลหน้ากากที่ปาลิโอ







งานเทศกาลหน้ากากที่ปาลิโอเขาใหญ่ มีคนกล่าวว่าผู้หญิง ผู้ชาย จะมีความเสมอภาคกันก็ต่อเมื่อสวมหน้ากากไว้บนหน้า งานเทศการหน้ากากที่ปาลิโอ ผู้สวมหน้ากากกลับเป็นสาวประเภทสอง สรุปว่าใครก็ได้สามารถอยู่หลังหน้ากาก

วันพฤหัสบดี, มิถุนายน 30, 2554

ควายเผือก






















ตอนบ่ายห้าโมงกว่าที่ร้านกาแฟชื่อ “ควายคะนอง” ร้านกาแฟชื่อพระราชทานโดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มี “ป้อง” กับ “ฟาน” เป็นมือชงกาแฟ ที่ร้านนี้เขาใช้กาแฟพันธุ์ดีในประเทศจาก ดอยช้าง ดอยตุง ปรุงรสเป็นกาแฟเย็น มี 4 รส ตามความชอบตามนิสัยของคอกาแฟ ได้แก่ ควายคะนองทุ่ง ควายเลี้ยง ควายช็อก(ช็อกโกแลต)และควายเผือก ชนิดสุดท้ายเป็นกาแฟเย็นรสชาติละมุน หอมกรุ่น กลมกล่อมเบาๆ นับเป็นความโชคดีของคนไทยที่มาเรียนรู้ เรื่องวิถีการทำนาแบบดั้งเดิมโดยใช้ควายไม่ใช้เครื่องจักร ณ โรงเรียนกาสรกสิวิทย์ อำเภอเมืองสระแก้ว หลังจากศึกษาดูงานเหนื่อยกระหาย ก็มีร้านกาแฟให้พักดื่มกิน สถานที่แห่งนี้จึงเป็น “ แหล่งเรียนรู้อันทรงคุณค่า โปรดพาลูกหลาน มาเรียนรู้ คนไทยจะได้ รักเมล็ดข้าว รักชาวนา รักควายและรักชาติของเรา”

วันพุธ, มิถุนายน 29, 2554

ดูนกอ้ายงั่วถึงถิ่น กินปลาเขื่อนพระปรง








เขื่อนพระปรงหรืออ่างเก็บน้ำพระปรง อยู่ในอำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว เก็บน้ำที่ลงมาจากพื้นที่อุทยานแห่งชาติปางสีดา ตามลำน้ำพระปรง เขื่อนมีพื้นที่กว้างมากแต่เก็บน้ำได้ไม่มากอาจเป็นเพราะปริมาณน้ำที่ลงมาจากป่ามีจำนวนน้อย เขื่อนพระปรงมีชื่อเสียงเพราะเป็นแหล่งดูนกอ้ายงั่วหรือนกงูของนักดูนก สื่อจึงนิยมมาทำสารคดีเผยแพร่ทำให้ผู้คนรู้จักเขื่อนพระปรง นกอ้ายงั่วเป็นนกหายากในประเทศไทย มีอยู่บางพื้นที่ที่เป็นแหล่งน้ำ เช่น ที่บึงบอระเพ็ด ที่เขื่อนพระปรงมีไม่มาก แต่มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเพราะนกอ้ายงั่วเลือกพื้นที่บ้านคลองมะละกอ ตำบลสระขวัญ อำเภอเมืองสระแก้ว เป็นแหล่งขยายพันธุ์ อ้ายงั่วมีชื่อสามัญ Oriental Darter
บ่ายวันหนึ่งแวะเข้าไปกินปลาที่ร้านริมเขื่อนพระปรง มองเห็นนกตัวเล็ก ๆ เกาะอยู่กลางเกาะของเขื่อน ถามแม่ค้าว่านกอะไรตัวเล็ก ๆ นั่น แม่ค้าบอกว่านั้นแหละนกอ้ายงั่วล่ะ เขาชอบเกาะบริเวณนั้นเพื่อตากปีกเกือบทุกวัน
จากข้อมูล คู่มือดูนกของหมอบุญส่ง เลขะกุล บอกว่านกอ้ายงั่วหรือนกงู มีขนาด 85-97 เซนติเมตร ที่เห็นดูตัวเล็กจัง แม่ค้าหันมาบอกต่อ “ก็มันไกลนี่คุณ จึงมองตัวเล็กนิดเดียว” คงจริงนะเพราะไม่ได้ใช้กล้องส่องทางไกลดูนี่

วันอังคาร, มิถุนายน 28, 2554

ความเป็นทีมบางครั้งต้องมีผู้เสียสละ









เรื่องราวบางอย่างที่เกิดขึ้นในธรรมชาติ บางทีก็เป็นคติสอนมนุษย์ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับมด ซึ่งอาจกล่าวได้ว่ามดเป็นสัตว์บกที่มีจำนวนประชากรมากที่สุดในโลก และมีเรื่องราวน่าสนใจของมดมากมาย เช่น ความสามัคคี การทำงานเป็นทีม ความขยันขันแข็ง มีเรื่องจริงเกิดขึ้นขอเล่าให้ฟัง “บ่ายวันหนึ่งหลังจากคนสวนตัดกิ่งต้นราชพฤกษ์ (ต้นคูณ) ที่อยู่ใกล้บ้าน ซึ่งมดแดงเดินข้ามไปข้ามมาระหว่างบ้านกับต้นคูณออกไป มดแดงบางส่วนตกค้างอยู่บนบ้านพักกลับไปรังไม่ได้ ทำให้เห็นพฤติกรรมของผู้เสียสละและความสามัคคี ความรักพวกพ้องของมดแดงเกิดขึ้น มดแดงหลายตัวพยายามต่อตัวกันเป็นสะพานให้พวกเดินข้ามเพื่อกลับไปสู่รัง มดแดงบางตัวคาบเพื่อนที่เจ็บป่วยแบกเดินกลับรัง มดแดงบางตัวเดินกลับไปกลับมาปล่อยกลิ่นโดยใช้ก้นแตะพื้นเป็นระยะๆบอกเส้นทางให้เพื่อนเดินกลับรังได้ถูกต้อง” เกือบชั่วโมงที่เฝ้าสังเกตพฤติกรรมของมดแดงเห็นการกระทำทุกอย่าง เป็นการกระทำเชิงบวกทั้งสิ้น มีแต่ความรัก ความเสียสละความเอื้ออาทรต่อพวกพ้อง มดแดงทำได้อย่างไร ใครเป็นผู้ออกคำสั่งนั้น คำสั่งนั้นเกิดขึ้นโดยจิตสำนึกหรือไม่ ทำไมช่างแสนดีงาม สำนึกนั้นจะเกิดขึ้นกับมนุษย์ได้หรือไม่ และจะเกิดได้อย่างไร น่าฉงน.

วันจันทร์, มิถุนายน 27, 2554

พื้นที่พักผ่อนของครอบครัวในวันหยุด







ฐานเรียนรู้ตามอัธยาศัยกลางแจ้ง ณ ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาสระแก้ว กระจายอยู่ทั่วไปในพื้นที่โล่งแจ้งของสนามขนาดสิบไร่ วันหยุดหรือวันธรรมดายามเย็น พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย พาลูกหลานมาเดินเล่น มาทดลองอุปกรณ์ของเล่นเพื่อเสริมความคิดและจินตนาการให้เด็ก ๆ เด็กชอบเล่นอุปกรณ์ชนิดต่าง ๆ ขณะเดียวกันก็ทดลองสิ่งใหม่เพิ่มเติมไปด้วย เช่น จักรยานถีบกับเครื่องปั๊มน้ำ เด็กจะปั่นให้น้ำพุ่งให้ไกลตามแรงปั่นของตน บางกลุ่มเพื่อนทำหน้าที่ปั่น ตนเองปิดรูน้ำไว้ก่อนอัดลมไว้พอปล่อยน้ำจึงพุ่งออกไปอย่างรวดเร็วและพุ่งไกลกว่าปกติ นับเป็นความคิดสร้างสรรค์ ในอนาคตเขาอาจเป็นนักวิทยาศาสตร์เก่งคนหนึ่งได้
ฐานเรียนรู้กลางแจ้งของศูนย์วิทย์ฯ เป็นพื้นที่สาธารณะให้ทุกคนได้มีโอกาสเรียนรู้ ในฐานะการเป็นผู้บริหาร จึงระมัดระวังเรื่องความปลอดภัยของเด็กทุกคนที่มาเรียนรู้และเฝ้าดูเด็กที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนในสิ่งที่ไม่เหมาะสม เพื่อให้สถานที่แห่งนี้ให้ประโยชน์กับประชาชนไปนานเท่านาน

“น้ำตกรู” อยู่ที่อำเภอโขงเจียม อุบลราชธานี














“ธรรมชาติ” เป็นนักสร้างสรรค์งานศิลปะชิ้นเอกของโลกเสมอ สิ่งสวยงามมากมายในโลกล้วนแล้วแต่เป็นฝีมือธรรมชาติทั้งสิ้น ธรรมชาติภาคอีสานใต้ ดินแดนที่เต็มไปด้วยภูเขาหินทรายก็ได้สร้างสรรค์ความสวยงามไว้หลายรูปแบบ เช่นที่ภูผาเทิบ เสาเฉลียง แก่งตะนะ รวมไปถึงน้ำตกที่ไหลลงรู แล้วตกกระจายลงสู่เบื้องล่าง น้ำตกรู อยู่ในพื้นที่บ้านทุ่งนาเมือง ตำบลนาโพธิ์กลาง อำเภอโขงเจียม ดินแดนที่เห็นพระอาทิตย์ขึ้นก่อนใครในประเทศ ชื่อน้ำตกรู สื่อความหมายได้ตรง คือน้ำตกที่ไหลลงไปในรู สุภาพชนผู้มีอำนาจคิดว่าชื่อน้ำตกรูไม่ไพเราะเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “น้ำตกแสงจันทร์” ไพเราะดี แต่ความหมายไปคนละทาง อธิบายอย่างไรดีละ ชื่อที่เป็นประวัติศาสตร์ของประเทศมากมาย เพี้ยนไปจนยากแกะรอย เพราะสุภาพชนนั้นแหละ เมื่อค้นหาความจริงทางประวัติศาสตร์ไม่ได้รากเง้าของคนไทยก็แผ่วเบา ความรักชาติ ความภาคภูมิใจ ความทระนง ก็ถูกละเลยตามไปด้วย แล้วชาติเราจะเป็นอย่างไรกันละ

วันศุกร์, มิถุนายน 24, 2554

อุทยานแห่งชาติภูจองนายอย














อุทยานฯแห่งนี้อยู่ในเขตอำเภอนาจะหลวย จังหวัดอุบลราชธานี จุดเด่นของภูจองนายอย คือ มีน้ำตกที่สวยงาม ชื่อน้ำตกห้วยหลวง อยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 440 เมตร พื้นที่โดยทั่วไปเป็นภูเขาหินทราย ซึ่งเป็นธรรมชาติของผืนดินภาคอีสานใต้ ร่องรอยน้ำกัดเซาะหินทรายเป็นหลุมเป็นคลื่น เป็นปกติที่พบเห็นได้ ป่าโดยทั่วไปไม่ทึบมากนัก มีความชื้นค่อนข้างสูง ยิ่งเข้าไปใกล้บริเวณน้ำตก หากเราสุขภาพไม่แข็งแรงโดยเฉพาะระบบทางเดินหายใจ อาจแสดงอาการแน่นจมูกคัดจมูกให้เห็น
ที่ภูจองนายอย มีกล้วยไม้ดินต้นขนาดใหญ่ชื่อกล้วยไม้เขาพระวิหาร ขึ้นกระจายตามกลุ่มหิน กล้วยไม่ชนิดนี้พบกระจายทั่วบริเวณไปจนถึงเขาพระวิหาร จึงมีชื่อว่า กล้วยไม้เขาพระวิหาร
น้ำตกห้วยหลวง หากต้องการชมความสวยงามของน้ำตก ต้องเดินลงไปชั้นล่างมีบันไดเดินลง 300 กว่าขั้น อย่าลืมว่าลงไปแล้วต้องกลับขึ้นอีก 300 ขั้นรวมเป็น 600 ขั้นหนุ่มๆสาวๆ ยังหอบเลยนะ

น้ำดื่มที่พอหาได้ของคนทำนา







เส้นทางจากอำเภอสิรินธร เลียบชายแดนด่านช่องเม็กไปอำเภอบุณฑริก อำเภอนาจะหลวย จังหวัดอุบลราชธานี สองข้างทางชาวนาเริ่มตกกล้าต้นข้าวสูงประมาณคืบ(ปลายเดือนมิถุนาแล้ว) ขณะขับรถเพลิน เหลือบไปเห็นบ่อน้ำดื่มข้างคันนา มีถ้วยพลาสติกคว่ำอยู่ใกล้ๆ หยุดรถลงไปดู จิตใต้สำนึกดิ่งไปสู่ตอนเป็นเด็กมีชีวิตอยู่บ้านนอกใกล้แม่น้ำริมหาดทราย มีบ่อน้ำขุดง่ายๆ ใช้ดื่มได้ ช่วงขุดใหม่ๆ น้ำยังขุ่นอยู่พอตักน้ำทิ้งไปเรื่อยๆ เดี่ยวเดียวน้ำใสแล้ว ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ ดึงใบไม้มาทำเป็นกระทงตักน้ำดื่มกิน เป็นวิถีชีวิตของคนชนบท สมัยนั้นน้ำดื่มน้ำใช้ไม่ต้องซื้อ ไม่มีขายด้วยแหละ ปัจจุบันจะไปไหนต้องซื้อน้ำขวดละ 10 บาท 15 บาท นำไปด้วยจึงจะได้กิน เมื่อเจอบ่อน้ำข้างทางดีใจเหมือนพบญาติที่จากกันมานาน แต่ความดีใจเกิดขึ้นชั่วครู่ กลายเป็นความวิตกกังวนแทนชาวนาที่ขุดบ่อและใช้น้ำบ่อตรงนี้ น้ำยังดื่มได้ไหมเพราะการทำนา ทำไร่ ทำสวน พึ่งสารเคมีมาก ทั้งปุ๋ย ทั้งยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า น้ำดื่มคงเต็มไปด้วยสารปนเปื้อนที่มีพิษถึงชีวิต
อยากส่งความกังวลนี้ไปถึงชาวนา การทำนาก็เพื่อเลี้ยงชีวิต แต่ถ้าใช้สารพิษทำลายจนชีวิตไม่มีแล้ว การทำนาจะยังมีความหมายอะไรอยู่อีก