วันพฤหัสบดี, เมษายน 09, 2552

ดอกกันเกรา



ที่อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก มีหมู่บ้านหนึ่งชื่อ “บ้านหนองกันเกรา” สันนิฐานว่าหมู่บ้านนี้เคยมีต้นกันเกราอยู่เป็นจำนวนมาก ปัจจุบันถามถึงต้นกันเกราเด็กๆไม่รู้จัก ไม่เคยเห็น หากพูดคุยกับผู้สูงอายุพอบอกเล่าถึงต้นกันเกราได้บ้าง เช่น ไม้กันเกราเป็นไม้ที่มีเนื้อเหนียว นิยมนำมาทำดุมเกวียน ทำอุปกรณ์ที่เป็นส่วนประกอบของเกวียน ทำเสาบ้าน ปัจจุบันไม่มีต้นกันเกราแล้ว
เดือนนี้เป็นเดือนเมษายน กันเกราออกดอกสีเหลืองอ่อน กลิ่นหอมเบาๆ คุณค่าของไม้กันเกรา ข้อมูลจาก http://th.wikipedia.org ระบุว่า ต้นกันเกรามีชื่อเรียกอื่นว่า มันปลา ตำเสา เป็นไม้มงคล เป็นต้นไม้ประจำจังหวัดนครพนม มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Fagraea fragrans แก่นมีรสฝาด ใช้เข้ายาบำรุงธาตุ แน่นหน้าอก เปลือกใช้บำรุงโลหิต รักษาผิวหนังพุพอง
สรุปว่า เรารักต้นกันเกรา เรามาปลูกต้นกันเกราในวันที่ 22 มิถุนายน ซึ่งเป็นวันต้นไม้แห่งชาติกันเถอะนะ

ของขวัญจากธรรมชาติ




ธรรมชาติทุกแห่งหนไม่ว่าจะเป็นป่าไม้ ภูผาหรือพื้นดิน ล้วนแล้วแต่เป็นแหล่งประทานของขวัญแก่มวลมนุษย์ทั้งสิ้น ของขวัญที่สำคัญและล้ำค่านั้นคือ “กล้วยไม้ป่า” กล้วยไม้ป่าเกือบทุกชนิดมีสีสันที่สวยงาม เบ่งบานทนนาน บางชนิดเกาะตามคาคบของต้นไม้ กิ่งไม้ บางชนิดเกาะชูช่ออยู่กับภูผา บางชนิดเกิดเป็นกล้วยไม้ดินในป่าพรุ ป่าน้ำซับ หลากหลายสายพันธุ์
ความนิยมเลี้ยงกล้วยไม้ป่าทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีการนำกล้วยไม้ป่าออกจากป่าจากผู้คน 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่ง เป็นชาวเขา ในภาคเหนือ นำออกมาพอประมาณจำหน่ายให้กับนักท่องเที่ยว หากจำหน่ายไม่หมดก็นำกล้วยไม้กลับไปเลี้ยงไว้กับต้นไม้ใกล้บ้าน แล้วนำมาขาย อีก กลุ่มที่สอง เป็นชาวเรา นำมาจากตะเข็บชายแดนในภาคอีสานและภาคอื่นๆ ขายเป็นกอง ๆ ขายไม่ได้ก็นำไปทิ้ง ที่สวนจตุจักรก็เคยเห็น..เรามาช่วยกันตั้งคำถามว่า ทำอย่างไรของขวัญอันล้ำค่าจากธรรมชาติคือกล้วยไม้ป่า จะยังคงอยู่คู่ป่าไม้ คู่ภูผาและพื้นดิน โดยมีผู้คนนำไปเลี้ยงเพื่อขยายพันธุ์ให้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นอยู่คู่ประเทศไทยคู่โลกตราบนานเท่านาน

ความเชื่อ




“คอปเตอร์” เป็นเด็กที่ชอบนอนสะดุ้งผวา เมื่ออายุได้ 7 เดือน พ่อของคอปเตอร์ได้ปรึกษาเพื่อนถึงวิธีแก้ปัญหาลูกไม่ให้นอนสะดุ้งผวา เพื่อนได้ให้เครื่องรางของขลังมาอย่างหนึ่งเรียกว่า “ปลัดขิก” พ่อนำมาร้อยเชือกผูกเอวให้คอปเตอร์ โดยเชื่อว่าลูกจะนอนไม่สะดุ้งผวา คอปเตอร์จึงมีปลัดขิกผูกเอวตั้งแต่บัดนั้นมา
เวลาผ่านไปปีนี้คอปเตอร์มีอายุเจ็ดขวบแล้ว คอปเตอร์ไม่เคยถอดปลัดขิกออกจากเอวเลย ปลัดขิกจึงเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายไปแล้ว
วันก่อนได้พูดคุยกับคอปเตอร์ ถามเขาว่า “หนูผูกปลัดขิกไว้ที่เอวทำไมนะ” คอปเตอร์ตอบว่า ผูกไว้แล้วหมาไม่กัด..งูก็ไม่ฉก..นกก็ไม่จิก..ปลอดภัยดีครับ
สรุปว่า ปลัดขิกอันเดียวกันพ่อกับลูกชายเชื่อไม่เหมือนกัน แปลกดีแฮ่...

วันพุธ, เมษายน 08, 2552

เส้นทางหรือลานประหาร

เช้าวันหนึ่ง อากาศสดใส จิตใจก็สงบนิ่ง ขับรถยนต์จากบ้านพักเพื่อไปทำงาน ขับไปได้ระยะหนึ่งพบเห็นซากสุนัขถูกรถชนตาย ตัวที่หนึ่ง ตัวที่สองไม่ห่างกันนัก ซากนกเอี้ยง.....ซากนกกะปูด ซากนกเขา ซากแมวสีขาวนอนตายลืมตาโพลงเห็นลูกตาข้างเดียว ซากงู.....นับชีวิตที่ดับดิ้นบนท้องถนนกว่าจะถึงที่ทำงานระยะทาง 150 กิโลเมตร นับจนลืมว่ามีกี่ชีวิตกันแน่ที่จากโลกนี้ไปแล้ว......

โอ้... ถนนที่บ่งบอกถึงความเจริญ ถนนที่ทำให้การเดินทางสะดวกสบาย รวดเร็ว ถนนของมนุษย์แต่ดูเหมือนว่า ถนนเป็นลานประหารเพื่อนมนุษย์ที่นับจำนวนไม่ถ้วน..... ช่วยคิดด้วยเถอะความตายถึงแม้จะเป็นเรื่องธรรมดา..... แต่ความเมตตาก็ควรมีอยู่ในใจของมนุษย์ทุกคนไม่ใช่รึ....

วันอังคาร, เมษายน 07, 2552

2522 ถึง 2552


เมื่อเจ็ดเมษายนสองพันห้าร้อยยี่สิบสอง เทพธิดาจุติ เป็นเด็กหญิงตัวเล็กๆ มีรหัสประจำตัวว่า “ ลูกหวาย” เธอเริ่มพูดและเดินได้เมื่ออายุประมาณ 8 เดือน ตัวเล็กแต่พัฒนาการดีเยี่ยมทุกอย่าง หาก พี่ ป้า น้า อา จะให้อะไรรับประทาน ก็จะถูกตั้งคำถามว่า “มีโปรตีนรึเปล่า” เป็นที่ฮากันประจำ เรื่องเรียนหนังสือก็ไม่ด้อยกว่าใครเลือกเรียนโปรแกรม Inter..... จบปริญญายังรักษาเกียรตินิยมไว้ได้อยู่

เธอท่องไปในโลกกว้างชดเชยความฝันของพ่อแม่ผู้ให้ชีวิต ยิ่งพบปะผู้คนมาก ยิ่งแกร่ง ยิ่งรอบรู้ ยิ่งฉลาด มาบัดนี้ถึงเวลาที่เธอจะออกเรือน ซึ่งก็น่าเหมาะสมด้วยวัย ยี่สิบเก้าแก่ ๆ แล้ว
“ลูกหวาย” เติบโตเป็นผู้ใหญ่ เส้นทางเดินของลูกชัดเจน มั่นคง ที่บ้านสวนเรามีหมาตัวน้อยๆ ลูกสาวชาวมอญเพิ่งอายุครบ 1 ขวบในวันเดียวกันคือเจ็ดเมษายน เธอมีรหัสว่า “แพร”หรือ“แพรพะยูง” เป็นเพื่อนแก้เหงาคนแก่เพลินดีเหมือนกัน

วันพฤหัสบดี, เมษายน 02, 2552

ดินถิ่นเกิด







"บ้านดิน"ทำด้วยดิน มีเหงื่อเป็นน้ำผสมลงในดิน มีการลงแขกแรงกายจากเพื่อนบ้านเป็นมิตรภาพสายสัมพันธ์ บ้านจึงร่มเย็นในฤดูร้อน อบอุ่นในฤดูหนาวและปลอดภัยในฤดูฝน บ้านดินเติมชีวิตที่พอเพียงให้กับคนทุกคนที่เห็นคุณค่าของ"ดิน"รู้รักดินถิ่นเกิด

วันอังคาร, มีนาคม 31, 2552

ปราสาทเขาน้อยสีชมพูครั้งที่สอง


ปราสาทเขาน้อยสีชมพู ในวันที่ 31 มีนาคม 2552 ดูสดใสแปลกตา ด้วยช่วงเวลานี้ต้นตะแบกผลัดใบมีดอกสีม่วงอ่อน ๆ บานอยู่เต็มต้นฟ้าเลยดูโปร่งใส พื้นดินรอบ ๆ บริเวณปราสาททั้งสามองค์ ชุ่มชื้น ฝนคงตกไปเมื่อวันวาน ปราสาทเขาน้อยสีชมพูตั้งอยู่บนภูเขาลูกเล็ก สูงจากระดับพื้นดินปกติไม่มาก สังเกตจากบันไดทางขึ้นนับก้าวแล้วประมาณ 100 กว่าขั้นเท่านั้น และเป็นบริเวณภูเขาที่อยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ทำให้พบเห็นสัตว์ เช่น กระรอก , กระแต(ตัวเล็กๆคล้ายกระรอก) , ไก่ป่า , นกกะปูด , นกแซงแซวสีเทา , นกกางเขน
เมื่อเข้าไปกราบไหว้พระปรางค์ ทำให้นึกถึงคนสมัยโบราณที่สร้างปรางค์ปราสาท เขาทำได้วิจิตร ประณีต สวยงาม และตั้งใจจริง ๆ เหลี่ยมของอิฐ ความโค้งเว้ารูปทรงที่ปรากฏน่าประทับใจมากและเมื่อได้อ่านข้อมูลรายละเอียดประกอบ ปราสาทเขาน้อยแล้ว ทำให้ทราบว่าปราสาทเขาน้อยสีชมพู เป็นพุทธสถานที่ก่อสร้างราว พ.ศ. 1180 นับถึงปัจจุบันก็ 1370 กว่าปีมาแล้ว
ข้อมูลเพิ่มเติม ปราสาทเขาน้อยสีชมพู ตำบลคลองน้ำใส อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว

วันจันทร์, มีนาคม 30, 2552

ฐานดิน


คนทุกคนย่อมมีความใฝ่ฝันหรือมีเป้าหมายในการดำเนินชีวิตของตนเองใช่ไหม เมื่อสามสิบปีที่ผ่านมา เรามีความใฝ่ฝันต้องการเป็นข้าราชการเพื่อรับใช้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ความใฝ่ฝันนั้นไม่เคยทำให้เราเปลี่ยนเส้นทางเลยตลอดเวลาการทำงานสามสิบกว่าปี งานสิ่งใดที่เป็นโอกาสที่จะทำถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เราทำ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ อนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรม การบวชเพื่อถวายในโอกาสต่าง ๆ แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รวมถึงการนำพาประชาชนศึกษาเรียนรู้แนวคิดทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง การพาประชาชน นักศึกษา ไปศึกษาแหล่งการเรียนรู้โครงการพัฒนาดินเปี้ยวอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่อำเภอบ้านนาและที่แห่งนี้แหละที่เป็นที่จุดประกายความคิดให้เราว่า หากวันใดเราได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษาศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา การพัฒนา “ฐานดิน” ให้เป็นฐานการเรียนรู้ต้องปรากฏ ณ ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของประชาชนชาวไทยทุกคน

วันพฤหัสบดี, มีนาคม 26, 2552

ความงามของ"ลูกสะบ้า"


สัปดาห์ที่ผ่านมามีโอกาสไปศึกษาการเลี้ยงตัวอ้นที่ดอยมูเซอ ดูแล้วก็น่าสนใจดีแต่จะเขียนถึงการเลี้ยงตัวอ้นในโอกาสหลัง เรื่องที่จะเขียนวันนี้เป็นเรื่อง “ลูกสะบ้า” เพราะเม็ดลูกสะบ้าที่พบที่ตลาดชาวเขาดอยมูเซอมีความสวยงามมาก ชาวเขาชั่งกิโลขายกิโลกรัมละ 20 บาท ซื้อมาหนึ่งกิโลนับเม็ดสะบ้าได้ 53 เม็ด ชาวเขานำฝักสะบ้ามาขายด้วยฝักยาวประมาณหนึ่งเมตรแต่ไม่คอยสนใจฝักเท่าไร
เหตุที่สนใจลูกสะบ้าเพราะลูกสะบ้าดูแกร่งผิวเป็นมันวาว มีรูปทรงและขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ดูเป็นศิลปะดี มองลูกสะบ้าทำให้คิดถึงลูกสาวคนโตคนเดียว ดูลักษณะถ้าจะเปรียบเทียบเธอกับลูกสะบ้าพอใกล้เคียงกันแกร่งสวยดูดี อีกประเด็นหนึ่งลูกสะบ้ายังเป็นอุปกรณ์ที่ใช้เล่นช่วงประเพณีสงกรานต์ในกลุ่มคนหลายชาติเช่น มอญ หรือคนไทยในภาคต่าง ๆ หากสนใจว่าเล่นสะบ้าเล่นอย่างไรให้เข้าไปดูใน Website http://www.prapayneethai.com/ ลูกสะบ้าเป็นเม็ดพืชจากฝักเถาไม้เลื้อย ที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ก็มีอาจพบได้บริเวณทางเดินขึ้นไปบริเวณสนามกอล์ฟเก่าที่ปิดไปแล้ว เถาของลูกสะบ้าจะเลื้อยไปบนต้นไม้ใหญ่จึงดูเหมือนว่าสะบ้าเป็นต้นไม้ใหญ่ไปเลย

วันพุธ, มีนาคม 25, 2552

นกปรอดสวนที่บ้านสวน




ห้องน้ำที่บ้านสวนเป็นห้องน้ำที่ออกแบบสบาย ๆ ไม่มีหลังคา และยังปลูกต้นลีลาวดี (ลั่นทม) ไว้ในห้องน้ำอีกหนึ่งต้น บริเวณกิ่งของลีลาวดีเอากล้วยไม้ตระกูลหวายไปแขวนไว้ 1 กระถาง เมื่อเข้าห้องน้ำมองลีลาวดีบ้าง มองกล้วยไม้บ้างก็เพลินดี
มาระยะหนึ่งต้องไปทำงานต่างจังหวัดหนึ่งสัปดาห์จึงได้กลับไปบ้านสวนครั้งหนึ่ง เจ้านกปรอดสวน (Streak-eared Bulbul) กลัวบ้านจะเหงาเลยมาอยู่เป็นเพื่อนทำรังที่กระถางกล้วยไม้นั่นแหละ
สัปดาห์แรกแอบดูที่รังเห็นไข่สองฟอง กลับไปอีกสัปดาห์เป็นลูกนกแล้วแต่มีเพียง 1 ตัว สัปดาห์ที่สามนกปรอดสวน(Streak-eared Bulbul) ก็พาลูกน้อยออกท่องเที่ยวพเนจรแล้ว
มีคำถาม ถามตัวเองว่า ทำไมนกปรอดสวน(Streak-eared Bulbul) จึงมาทำรังอยู่ใกล้คน เป็นเพราะเจ้าของบ้านไม่ได้อยู่บ้านในช่วงเวลากลางวันใช่ไหม หรือว่าต้องการให้คนปกป้องรังและลูกน้อยของมันให้พ้นอันตรายจากสัตว์อื่น ๆ ปรอดสวนไม่ต้องตอบก็ได้นะ

วันอังคาร, มีนาคม 24, 2552

เจ็ดเมษายนของลูกสาวคนเดียว

พอใกล้เดือนเมษายนของทุกปี ความรู้สึกบอกว่าใกล้เข้าสู่ฤดูร้อน ใกล้ถึงวันสงกรานต์และเป็นช่วงเวลาปิดเทอมของนักเรียนทั้งหลาย คุณครูก็เหมือนได้พักหายใจซักหนึ่งเดือน เด็กๆนักเรียนช่วงปิดเทอมไปหาที่เรียนพิเศษกันในกรุงเทพ ไปพักหอพักบ้างอยู่กับญาติบ้าง
ลูกหวายเป็นลูกสาวที่ช่วงเดือนเมษายนไม่ค่อยได้อยู่บ้านมาตลอดแม้ว่าในวันที่เจ็ดเมษายนจะเป็นวันคล้ายวันเกิดของเธอก็ตาม เกือบสามสิบปีมาแล้วที่ลูกหวายเร่ร่อนไปในที่ต่าง ๆ เมษาปีนี้ไปอยู่กับยาย เมษาปีนี้ไปเรียนพิเศษอยู่ที่กรุงเทพ เมษาปีนี้ไป Summer ที่ AUSTRALIA เมษาปีนี้ไปทุน AFS ที่ ITALY เมษาปีนี้ไปทำงานที่ซิดนีย์ สำหรับเมษายน สองพันห้าร้อยห้าสิบสอง เธอจะอยู่บ้านฉลองวันเกิดกับคุณพ่อ คุณแม่ น้องชายและใครอีกสักคนหนึ่ง เราจะไปดูหนังเรื่องก้านกล้วย 2 ด้วยกัน

วัดร่องขุ่นพุทธประติมากรรม


ที่จังหวัดเชียงรายมีประติมากรรมทางพุทธศาสนาแห่งหนึ่งที่ผู้คนหลั่งไหลไป เยี่ยมชมทั้งชาวไทย และจากชาวต่างประเทศ พุทธประติมากรรมแห่งนี้คือ “วัดร่องขุ่น” บุคคลผู้รังสรรค์วัดร่องขุ่นท่านเป็นศิลปินแห่งชาติคือ ท่านอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ศิลปินแห่งชาติชาวเหนือที่มีศิลปะหลุดพ้นกฎเกณฑ์หรืออาจกล่าวได้ว่า “ศิลปินแห่งจินตนาการ” เป็นจินตนาการที่เหนือกว่าความรู้ใด ๆ ภาพวัดร่องขุนที่ปรากฏจึงเป็นดั่งเทพนิยายบนสรวงสวรรค์ มีความโดดเด่น เบาพลิ้ว อ่อนไหว สงบนิ่ง สวยงามเหนือพรรณนา
ในหลายปีที่ผ่านมาท่านอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ไม่เคยหยุดการรังสรรค์ผลงานและท่านยังกล่าวไว้อีกด้วยว่า ในอนาคตลูกศิษย์ของท่านยังจะรังสรรค์ผลงานวัดร่องขุ่นต่อไปอีกสามรุ่น การกล่าวเช่นนี้เป็นการบอกให้ทราบว่า การที่ผู้คนหลั่งไหลมาเยี่ยมชมวัดร่องขุ่นนั้นเกิดจากวัดร่องขุ่นไม่หยุดการพัฒนา ศิลปะใหม่ ๆ จึงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในลักษณะที่เรียกว่า พลวัต (Dynamics) เป็นดั่งพายุหมุนขยายอย่างไร้ขอบเขต ความสวยงามแห่งพระพุทธศาสนาจึงเผยแผ่กระจายไปทั่วโลกอย่างต่อเนื่องและอีกยาวนานชั่วนิจนิรันดร์

วันจันทร์, มีนาคม 23, 2552

สตรอเบอร์รี่กับใบตองตึง


ที่ดอยมูเซอ จังหวัดตาก มีชาวเขาปลูกต้นสตรอเบอร์รี่ไว้ตามเนินเขาลดหลั่นกัน สตรอเบอร์รี่ที่นี่ผลอาจไม่ใหญ่เหมือนที่ปลูกที่จังหวัดเชียงใหม่หรือเชียงรายแต่ผลก็ดูสวยงาม การปลูกสตรอเบอร์รี่ปลูกเป็นร่องและทำเหมือนขั้นบันได บริเวณโคนต้นสตรอเบอร์รี่ตลอดร่องที่ปลูก ชาวเขานำใบไม้ชนิดหนึ่งเรียกว่า “ใบตองตึง” ใบใหญ่มีลักษณะคล้ายใบสักมาคลุมดินไว้ด้วยวัตถุประสงค์คือรองรับผลสตรอเบอร์รี่ ทำให้ผลสตรอเบอร์รี่ดูสวยงามไม่สัมผัสกับพื้นดินและป้องกันไม่ให้มดกัดผลสตรอเบอร์รี่อีกด้วย
ภูมิปัญญาชาวเขาหรือภูมิปัญญาท้องถิ่นล้วนสั่งสมประสบการณ์เป็นภูมิรู้ การคาดเดาด้วยกระบวนทัศน์ (Paradigm) ของเราอาจทำไม่ได้ อาจผิดจากความเป็นจริงดั่งเช่นตัวอย่างใบตองตึงที่ชาวเขานำมาคลุมดินโคนต้นสตรอเบอร์รี่ มิใช่เพื่อป้องกันการระเหยของน้ำอย่างที่คิด แต่ความจริงแล้วเพื่อป้องกันมดกัดผลสตรอเบอร์รี่...ฉะนั้นการได้ซักถามสัมภาษณ์จากผู้รู้จริง ผู้ปฏิบัติจริงจึงเป็นคำตอบที่น่าจะถูกต้องที่สุด

ดอยมูเซอ


คนภาคเหนือเรียกภูเขาว่า “ดอย” ดอยมูเซอน่าจะมีความหมายเชิงปรากฏ คือมีชาวเขาเผ่ามูเซออยู่ที่บริเวณภูเขาแห่งนี้ ดอยมูเซออยู่จังหวัดตากตามเส้นทางไปอำเภอแม่สอด อยู่ห่างจากถนนสายเอเชียประมาณ 30 กิโลเมตร มนต์เสน่ห์ของดอยมูเซอ คือ ความสวยงามของภูเขาที่มีป่าไม้ไม้อุดมสมบูรณ์ บริเวณใดที่มีต้นงิ้วป่าออกดอก มักพบเห็นนกแซงแซวหงอนขน เป็นฝูง 6-7 ตัว บินเกาะโผกินแมลง และกินน้ำหวานจากดอกงิ้วอยู่ที่ต้นงิ้วป่า นกแซงแซวมีสีดำตัดกับดอกงิ้วสีแดงปนส้มดูสดใสเบิกบาน กลางวันอากาศเย็นสบาย ๆ กลางคืนอุณหภูมิประมาณ 15 องศาเซลเซียส อากาศหนาว ความเงียบสงบร่มเย็น กาลเวลาดูเหมือนจะช้าลง ผักสดๆเช่น มะระหวาน ยอดฟักแม้ว ผักกาด ปลอดสารพิษ มีให้รับประทาน ผู้คนที่ดอยมูเซอมีหลายเผ่าเช่น ลีซอ มูเซอดำ มูเซอแดง แต่ละชนเผ่าต่างก็ใช้ภาษาของตน ฟังและพูดภาษาของกันและกันไม่ได้ เด็ก ๆ เยาวชนได้เรียนหนังสือ ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาสื่อสารถึงกัน ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขไม่ทะเลาะวิวาทไม่แบ่งสีเสื้อ สีแดง สีเหลือง ต่างเผ่าเป็นเพื่อนกันได้ ภาพที่เห็นนี้(ถ่ายหน้าร้านขายของตลาดชาวเขาดอยมูเซอ)ซ้ายมือเป็นมูเซอ ขวามือเป็นสีซอเป็นเพื่อนกันเรียนจบมอต้นแล้วละ

วันอังคาร, มีนาคม 10, 2552

เกลียวคลื่นกับโขดหินที่อุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า

“อุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด ”ฟังชื่ออุทยานแล้วมีความรู้สึกว่าคงต้องลงทะเลไปเกาะไกล ๆแน่ แต่ความเป็นจริงแล้วที่ตั้งอุทยานอยู่ชายฝั่ง เป็นหาดมีแหลมเล็ก ๆ ยื่นลงไปในทะเลบริเวณหาดแม่รำพึง อำเภอเมือง จังหวัดระยองนี่เอง
ลักษณะเด่นของอุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้าคือมีธรรมชาติทั้งทะเลและป่าไม้บนภูเขาอยู่ด้วยกัน ถึงจะเป็นป่าขนาดจิ๋วแต่ก็ทำให้เราสามารถศึกษาชีวิตของนกป่าเช่น นกขี้เถ้าใหญ่ นกแซงแซวสีเทา นกตีทองได้ ส่วนชายหาดทรายและเกาะแก่งหินมีสิ่งมีชีวิตหลากหลาย ตัวอย่างเช่น ปะการังเห็ดหูหนู ปลาดาว ปลิงทะเล ปู กุ้ง หอย ปลา และอื่นๆ
สรุปว่า หากต้องการเรียนรู้โดยกลุ่มผู้เรียนมีขนาดไม่มากนัก อุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ดเหมาะสมดีนะ

วันศุกร์, กุมภาพันธ์ 27, 2552

โรงเรียนกาสรกสิวิทย์ ความฝันอันยิ่งใหญ่เรียกร้องวิถีไทยกลับคืน


โรงเรียนกาสรกสิวิทย์ (สอนกระบือไถนา)
ความฝันอันยิ่งใหญ่เรียกร้องวิถีไทย วิถีบรรพบุรุษให้กลับคืน
______________________

เช้าวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2552 อากาศที่จังหวัดสระแก้วสดใส ยังไม่เริ่มร้อนซึ่งโดยปกติแล้วอุณหภูมิอาจสูงถึง 38 องศาเซลเซียสในบางวัน ณ บริเวณโรงเรียนกาสรกสิวิทย์ มีกลุ่มคนจำนวนมากเร่งงานอย่างต่อเนื่อง ด้วยมีหมายกำหนดการสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี จะเสด็จเปิดโรงเรียนกาสรกสิวิทย์ ในวันอังคารที่ 10 มีนาคม 2552 นี้
ที่โรงเรียนสอนกระบือให้ไถนา มีอะไรน่าสนใจและเป็นองค์ความรู้บ้าง คงเริ่มลำดับจากการสัมภาษณ์พูดคุยกับ นายบัญชาทรัพย์ ปรีวิลัย ชาวสกลนคร ซึ่งเป็นครูสอนกระบือให้ไถนาที่อยู่ที่นี่ กล่าวว่า “ปัจจุบันมีกระบือทั้งหมด 26 ตัว เป็นกระบือที่มีผู้นำมาถวายแด่สมเด็จพระเทพฯ จำนวน 14 ตัว เมื่อปีที่แล้ว กระบือทั้ง 14 ตัวนั้นมาจากจังหวัดขอนแก่น สุรินทร์ นครพนม สกลนครและลพบุรี โดยมีตัวผู้ที่คุมฝูงเป็นกระบือจากจังหวัดขอนแก่น ผ่านมาหนึ่งปี ออกลูกอีก 12 ตัว มีทั้งตัวผู้ ตัวเมีย กระบือทั้งหมดจะไม่ดุ สอนให้คุ้นกับคนได้ กระบือนั้นจะเลี้ยงให้เป็นอย่างไรก็ได้ เขาน่ารัก” จากนั้นบัญชาทรัพย์ก็ไปจูงลูกกระบือตัวผู้มาตัวหนึ่งเดินมาหา และบอกลูกกระบือว่า “ทำความเคารพซิลูก” ลูกกระบือคุกเข่าหน้าลงทั้งคู่น่ารักมาก สิ่งที่ได้พูดคุยกับ บัญชาทรัพย์ แม้จะเป็นเวลาสั้น ๆ ก็รู้สึกประทับใจมาก
ได้เดินดูไปโดยรอบบริเวณโรงเรียนกาสรกสิวิทย์ พบว่าแต่ละสิ่งที่ปรากฏ ล้วนแล้วแต่เป็นองค์ความรู้ทั้งสิ้น ตัวอย่างเช่น การปลูกแฝกเพื่อยึดเกาะป้องกันการพังทลายของดินริมสระน้ำ การใช้กังหันลมเป็นระหัดวิดน้ำ การทำบ้านด้วยดินเหนียว การมุงหญ้าคาโดยไม่ต้องทำเป็นตับ การทดลองพันธุ์ข้าวทั้งของสุพรรณบุรี ปทุมธานี สกลนคร การปลูกพืชอาหารสัตว์ การปลูกพืชปุ๋ยหมัก การทำแก๊สชีวภาพเพื่อการหุงต้มและผลิตกระแสไฟฟ้าสำหรับสูบน้ำ และอื่น ๆ อีกมากมายทุกเรื่องและทุกองค์ความรู้ที่ปรากฏ ณ โรงเรียนกาสรกสิวิทย์เป็นสิ่งที่หายไปจากวิถีไทย วิธีบรรพบุรุษมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว ณ ที่แห่งนี้แหละ จะเป็นต้นแบบเพื่อเรียกร้องวิถีไทยวิถีบรรพบุรุษให้กลับคืน

วันพุธ, กุมภาพันธ์ 18, 2552

Milestone



ไมล์สโตน (Milestone) เป็นภาษาฝรั่งถ้าภาษาไทยหมายถึงหลักกิโลเมตรนั่นแหละ วันนี้ขอเขียนถึงหลักกิโลเมตรเพื่อเป็นอนุสรณ์ของชีวิตซักหน่อย ช่วงเวลาหนึ่งของการ รับราชการได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษาศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาสระแก้ว รับผิดชอบพื้นที่ 9 จังหวัดในภาคตะวันออก ได้แก่ นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด สถานศึกษาแห่งนี้ตั้งอยู่บนถนนหมายเลข 33 ถนนสุวรรณศร ตั้งอยู่ห่างจากเมืองหลวงคือกรุงเทพมหานครระยะทาง 255 กิโลเมตร ตั้งห่างจากอำเภอวัฒนานคร 22 กิโลเมตรและห่างจากชายแดนประเทศกัมพูชาที่อำเภออรัญประเทศ 44 กิโลเมตร หลักกิโลเมตรหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาสระแก้วจึงมีความพิเศษคือเป็นหลักกิโลเมตรที่มี ตัวเลข 22 , 33 , 44 , 55 อยู่ในหลักเดียวกัน
Milestone หลักนี้นอกจากจะมีความหมายเป็นหลักกิโลเมตรในการบอกระยะทางตามถนนแล้ว ยังเป็นหลักที่บอกเหตุการณ์สำคัญในชีวิตช่วงหนึ่งของเราอีกด้วยนะ

วันอังคาร, กุมภาพันธ์ 17, 2552

ชะมวงกวางกับหม้อข้าวหม้อแกงลิง



เดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ มีโอกาสไปศึกษาต้นไม้ พรรณไม้ที่สวนพฤกษศาสตร์สากลภาคใต้ (ทุ่งค่าย) อำเภอเมือง จังหวัดตรัง เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติแม้จะเป็นช่วงปลายฤดูหนาวใบไม้ร่วงแต่ที่ทุ่งค่ายยังมีเสน่ห์ของต้นไม้ใหญ่ ๆ เช่น เคี่ยม มังตาน ไม้เล็กเช่น ระกำ ลุมพี และชะมวงกวาง รวมไปถึง หม้อข้าวหม้อแกงลิง ซึ่งชอบพื้นที่ป่าพรุ จากต้นไม้ที่พบ แสดงว่าทุ่งค่ายเป็นพื้นที่ป่า 2 ประเภทคือ ป่าดิบ และป่าพรุอยู่ด้วยกัน เดินศึกษาธรรมชาติไปถึงบริเวณหอคอยเหล็กสูง ๆ เชื่อมต่อกันด้วยสริงมีทางเดินเป็นแผ่นเหล็ก ความสูงตั้งแต่ 10-30 เมตร เดินขึ้นไปศึกษาทีละชั้น สวยงามมากความรู้สึกเมื่อเราได้เดินอยู่บนยอดไม้มุมมองเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงเป็นมุมมองที่ฝรั่งเรียก “Bird Eye View” จินตนาการและความคิดก็เปลี่ยนไปด้วย
เมื่อกลับออกมาบริเวณทางเข้าสวนพฤกษศาสตร์ได้พบผู้รู้ท่านหนึ่งชื่อ คุณมาโนช วงษ์สุรีย์รัตน์ ท่านอธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างต้นไม้ 2 ชนิด คือ ต้นชะมวงกวาง และต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง ความว่า “ต้นชะมวงกวางเป็นไม้ลำต้นตรง ปลวกไม่กิน ชาวบ้านชอบตัดไปทำรั้ว ทำกรงไก่ กรงเป็ด ชะมวงกวางมันตายกับความดีของมันนั่นแหละ ผมพยายามศึกษาเพื่อขยายพันธุ์ กลับพบความสัมพันธ์ระหว่างชะมวงกวางกับต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง มีความสัมพันธ์อย่างมาก ต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงอิงแอบชะมวงกวางและเจริญเติบโตได้ดีหากขาดชะมวงกวางหม้อข้าวหม้อแกงลิงจะเฉาไม่เติบโต ผมกำลังศึกษาลึกๆ อีกต่อไปครับ”
สรุปว่า ยังมีคนดีดี... ที่ใส่ใจศึกษาถึงความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตบนโลกเรา เพื่อนำความรู้ที่ได้ไปเปิดโอกาสให้สิ่งมีชีวิตเหล่านั้นดำรงเผ่าพันธุ์เป็นเพื่อนร่วมโลกอยู่กับมนุษย์ตลอดไป

วันจันทร์, กุมภาพันธ์ 16, 2552

ฤๅกาเหว่าจะสูญพันธุ์

หากใครก็ตามถูกเรียกว่า “ผู้สูงอายุ” จะคุ้นเคยกับเพลงของนักร้องยุคเก่า ที่ชื่อ “ทูล ทองใจ” เนื้อเพลงท่อนหนึ่งว่า “เสียงดุเหว่าแว่วมาเหมือนเตือนให้สองเราผวาจากกัน ..”คนโบราณเรียกนกกาเหว่าว่า “ดุเหว่า” เป็นเวลากว่าหนึ่งปีที่ผ่านมาได้เฝ้ามองพฤติกรรมของนกต่าง ๆ ในสวนซึ่งมีเนื้อที่กว่า 13 ไร่ เช่น นกเอี้ยงสาริกา นกกิ้งโครง นกกาเหว่า ว่าเขาอยู่และสัมพันธ์กันอย่างไร ประเด็นที่พบและน่าสนใจคือ ในหนึ่งปี มีลูกนกกาเหว่าเกิดในสวน 2 ชุด จำนวน 4 ตัว ชุดแรกเป็นตัวผู้ 1 ตัว (สีดำ) ตัวเมีย 1 ตัว (สีน้ำตาลดำ) และชุดที่ 2 ก็เหมือนชุดแรก พฤติกรรมของพ่อแม่กาเหว่าในฤดูผสมพันธุ์มีตัวผู้หลายตัวบินไล่ตามตัวเมียเพื่อผสมพันธุ์ ตัวเมียบินโฉบไปมา จากนั้นตัวเมียมักเกาะซุ่มซ่อนอยู่ตามต้นไม้ใกล้บริเวณ ที่นกเอี้ยงสาริกา หรือนกกิ้งโครงทำรังอยู่ พฤติกรรมต่อมาเห็นไม่ชัดเข้าใจว่าคงไปแอบไข่ในรังนกทั้ง 2 ชนิดที่กล่าวมา ภาพปรากฏอีกระยะหนึ่ง คือนกกิ้งโครงเลี้ยงลูกกาเหว่าตัวโต สอนให้บิน โดยมีพ่อและแม่ที่แท้จริงของกาเหว่ามาอยู่ใกล้ ๆนกกิ้งโครงพยายามเลี้ยงลูกคิดว่าเป็นลูกตน สุดท้ายพ่อแม่กาเหว่าก็พาลูกกาเหว่าทั้งสองชุด จากไป ธรรมชาติสร้างความประหลาดความฉงน ให้มนุษย์เสมอมีคำถามมากมาย เกี่ยวกับกาเหว่า เช่น
· ทำไมแม่กาเหว่าไม่ฟักไข่เองอะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัย
· หากขาดนกอื่นฟักไข่ให้กาเหว่าจะสูญพันธุ์หรือไม่ หรือกาเหว่าจะปรับพฤติกรรมไปอย่างไร
· ในความเป็นจริงของธรรมชาติแล้วทุกอย่างจะเกาะเกี่ยวสัมพันธ์เชื่อมโยงกันหรือไม่
ช่างมันเถอะฟังเพลงกล่อมลูกดีกว่านะ “เจ้ากาเหว่าเอย... ไข่ไว้ในรังให้แม่กาฟัก... แม่กาก็หลงรักคิดว่าลูกในอุทร... คาบเอาข้าวมาเผื่อคาบเอาเหยื่อมาป้อน...ถนอมไว้ในรังนอนป้อนเหยื่อให้ลูกกิน…..”

วันศุกร์, กุมภาพันธ์ 06, 2552

ช้างเผือกในฝัน



นาฬิกาบอกเวลาตีสามสามสิบสามนาที เสียงกาเหว่าร้องดังมาแต่ไกล ตื่นมาพร้อมความฝันที่เป็นสุข...เป็นความฝันที่กลัวๆกล้าๆ เพราะฝันว่าได้มีโอกาสร่วมดูแลช้างเผือกของในหลวงช้างหนึ่ง ยังเป็นช้างเด็กมีความซุกซน ทำอะไรได้บ้างแต่ยังไม่เก่ง ขี้เล่น สนุกกับการทำกิจกรรมที่ผู้ดูแลให้ทำ ความที่เราเป็นคนกลัวช้างมาแต่เด็ก ในฝันก็เหมือนจริงคือกลัวๆกล้าๆ เมื่อตื่นขึ้นรู้สึกสนุกกับฝันดี... เพราะอยู่กับช้าง อยู่กับป่า อยู่กับน้ำตก ที่สวยงามด้วย
เช้าวันนี้ต้องเตรียมตัว เตรียมอุปกรณ์เดินทางไปราชการ ณ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน อำเภอท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อเป็นวิทยากรให้ความรู้กับครู กศน.ของจังหวัดฉะเชิงเทรา เรื่อง เทคนิคการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ของชุมชน และร่วมทีมวิทยากรนักสืบสายน้ำให้ความรู้กับนักศึกษา กศน. อบต. ในกลุ่มเป้าหมายดังกล่าว….
เรื่องทั้งหมด ขอสรุปว่า คงคิดถึงงานมาก ความฝันและความจริงเกิดบูรณาการกัน ตัวเองจะต้องเดินทางเข้าไปในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขาอ่างฤาไน ซึ่งมีช้างจำนวนมาก.... เลยเก็บมาฝันเป็นเรื่องราวไปถึงช้างเผือกแน่ะ... อันที่จริงแล้ว “แม้ฝันก็ถือเป็นฝันแบบมีชั้นเชิง เพราะเป็นฝันที่มีจินตนาการใช่ไหม”

วันพฤหัสบดี, กุมภาพันธ์ 05, 2552

Designer


ดีไซน์เนอร์ (Designer) หากแปลเป็นภาษาไทย หมายถึง นักออกแบบ นักคิดค้น นักวางแผน หรือนักสร้างสรรค์ทำนองนั้น อาชีพทุกอาชีพจำเป็นต้องมี Designer จึงทำให้อาชีพนั้น ๆ มีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาให้ดีขึ้นอยู่ตลอดเวลา ตัวอย่างเช่นอาชีพตัดเย็บเสื้อผ้า อาชีพตัดผม ล้วนแล้วแต่มี Designer คอยสร้างสรรค์ผลงานใหม่ ๆ ให้วงการเสมอ ๆ
อาชีพนักการศึกษาเป็นอาชีพหนึ่งที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีนักคิดค้น นักออกแบบ กิจกรรมการเรียนรู้ ซึ่งภาษาทางการศึกษาเรียกว่า “นวัตกรรมการเรียนรู้ ” เหตุด้วยโลกเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา มีองค์ความรู้ใหม่ๆ เกิดขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงนั้น วงการศึกษาจึงต้องประยุกต์ บูรณาการปรับแต่งวิธีการเรียนรู้ กระบวนการเรียนรู้ให้เหมาะสมกลมกลืน ที่สำคัญการออกแบบต้องเข้าใจง่าย นำไปใช้ให้เกิดผลได้จริง เรียนรู้ได้จริงเป็นรูปธรรม ความยากง่ายให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายการเรียนรู้ก็จะเป็นธรรมชาติ ทุกคนมีความสุขกับการเรียนรู้นั้น
ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา ได้ออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมให้กับชุมชนเป็นรูปแบบง่าย ๆ สอดคล้องกับบริบทชุมชน เช่น กิจกรรมนักสืบสายน้ำ เน้นการดูแลสายน้ำ (สายเลือด สายชีวิต) โดยการศึกษาจากตัวชี้วัดความสะอาดจากชีวมวลที่มีอยู่ในน้ำได้แก่ หนอนน้ำ หอยเจดีย์ เป็นต้น หรือกิจกรรมนักสืบชายหาดเน้นการดูแลชายหาดริมทะเลโดยดูจากซากสิ่งมีชีวิตที่ปรากฏอยู่บนชายหาดในช่วงเวลาน้ำลงต่ำสุด เป็นต้น
การออกแบบการเรียนรู้หรือการเป็น Designer จึงจำเป็นที่ควรมีอยู่ในหัวใจนักการศึกษาทุกคน เพื่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของชาติให้ดียิ่งขึ้น ทั้งการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย

วันศุกร์, มกราคม 30, 2552

ใต้เงาพระมหาธาตุเจดีย์ นภเมทนีดล


ปีนี้เป็นปีฉลู พุทธศักราชสองพันห้าร้อยห้าสิบสอง นับเป็นปีที่ปิติสุขปีหนึ่ง เหตุด้วยมีโอกาสเดินทางไปราชการภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ และห้วงเวลาสั้นๆได้เดินทางขึ้นไปบนยอดดอย อินทนนท์ที่สูงสุดในสยาม ซึ่งอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลถึง 2,142 เมตร เวลาประมาณสิบหกนาฬิกาสามสิบนาที ของวันที่สิบสี่ เดือนมกราคม อุณหภูมิบนยอดดอยอินทนนท์ บอก 4 องศาเซลเซียส อากาศหนาวเย็น ฟ้าสดใสมาก เสียงนกหลากหลายชนิด ร้องดังสอดประสานกัน ดูสงบ ร่มรื่น เยือกเย็น ออกเดินช้าๆขึ้นไปบนพระมหาธาตุเจดีย์ นภเมทนีดล ซึ่งเป็นพระมหาธาตุเจดีย์ที่กองทัพอากาศไทย สร้างถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ในวโรกาสที่ทรงพระเจริญพระชนมพรรษา ๖๐ พรรษา เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๓๐ และทรงพระราชทานนามว่า “ พระมหาเจดีย์นภเมทนีดล” มีความหมายว่า “เจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่ยิ่งใหญ่เพียงฟ้าจดดิน” เมื่อก้าวเข้าไปในพระมหาธาตุเจดีย์ ความเย็นแผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย เป็นความปิติอย่างบอกไม่ถูก กราบพระมหาเจดีย์เสร็จเดินไปรอบๆ เห็นเงาพระมหาธาตุเจดีย์ทอดทับไปบนหมู่ต้นไม้ทั้งเล็กใหญ่ ให้เกิดสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์มีต่อพสกนิกรชาวไทยอย่างถ้วนทั่ว พนมมือตั้งจิตอธิษฐานหากมีบุญวาสนาขอให้เกิดมาเป็นคนไทย เพื่อเป็นข้าผู้รับใช้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตลอดไป

วันพฤหัสบดี, มกราคม 29, 2552

ผลกาแฟ ต้นกาแฟ ที่ดอยปุยจังหวัดเชียงใหม่


มีข้อมูลที่น่าเชื่อถือระบุว่าเครื่องดื่มที่คนทั่วโลกดื่มกันมากที่สุดคือ “กาแฟ” ลองมาวิเคราะห์ดูว่าทำไมประชากรทั่วโลกจึงชอบดื่มกาแฟ ถ้าเราสังเกตคนดื่มกาแฟ จะพบลักษณะการดื่มดังต่อไปนี้ บางคนชอบดื่มกาแฟแก้วโต ๆ ไม่ใส่ครีมไม่ใส่น้ำตาล บางคนชอบดื่มกาแฟใส่น้ำตาลอย่างเดียว บางคนชอบใส่ครีมเยอะ ๆ น้ำตาลเยอะ ๆ บางคนชอบดื่มกาแฟใส่นม บางคนก็ชอบดื่มกาแฟใส่โสม คนทั่วโลกทุกคนที่ดื่มกาแฟสามารถปรับรสชาติกาแฟตามความต้องการของตน อาจเพราะเหตุนี้แหละจึงทำให้มีคนดื่มเครื่องดื่มกาแฟกันมาก และคนทั่วโลกยังชอบดื่มกาแฟ 2 พันธุ์ คือ พันธุ์อาราบิก้า (ARABICA) และพันธุ์โรบัสต้า (ROBUSTA) เป็นส่วนใหญ่อีกด้วย
ที่ดอยปุยจังหวัดเชียงใหม่ ชาวเขาปลูกกาแฟไว้ตามเชิงเขาลดหลั่นกันดูสวยงาม เมื่อเข้าไปชมใกล้ ๆ จะเห็นความงามของผลกาแฟซึ่งสุกไม่พร้อมกันเริ่มจากสีเขียว สีเหลืองไปเป็นสีแดง และแดงเข้มอมม่วง ในไร่กาแฟสุกมีนกปรอดหลากหลายชนิดส่งเสียงร้องบินไป บินมา เต็มไปหมด เมื่อถามชาวเขาว่ากาแฟที่ปลูกที่ดอยปุยเป็นพันธุ์อะไร เขาบอกว่าพันธุ์ อาราบิก้า พันธุ์นี้จะมีกลิ่นหอมและชอบเจริญเติบโตในพื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเลจึงปลูกได้ดีทางภาคเหนือ เช่น จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ส่วนอีกพันธุ์หนึ่งคือ พันธุ์ โรบัสต้า มีความเข้มข้นของกาแฟสูงชอบเจริญเติบโตในพื้นที่ฝนชุก จึงปลูกในแถบจังหวัด สุราษฎร์ธานี ชุมพร เป็นต้น สรุปว่า คอกาแฟไม่ว่าจะปรุงแต่งด้วยส่วนผสมอย่างไร กาแฟต้องขอเป็น อาราบิก้าและโรบัสต้าผสมกัน เพื่อให้ได้ความหอมละมุนและรสชาติเข้มข้นคละเคล้ากันเป็นสุดยอดกาแฟสุนทรีย์ของคนทั่วโลก

นกตีทองและนกโพระดกกับลูกไทรสุกที่ศูนย์วิทย์สระแก้ว


“ไทร” มีลักษณะพิเศษเฉพาะต้นคือไทรแต่ละต้นผลสุกไม่พร้อมกัน ด้วยเหตุนี้ไทรจึงได้ชื่อว่า “นักบุญแห่งป่า” คือเป็นแหล่งอาหารของสัตว์หลายชนิด เช่น นกต่าง ๆ กระรอก ลิง ชะมด รวมถึง เก้ง กวาง ที่เก็บกินลูกไทรหล่นบนพื้นดิน สัตว์จะรู้ว่าไทร ต้นไหนสุกเมื่อใด เขาจึงกำหนดแหล่งอาหารได้ตลอดปี
ในศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาสระแก้ว มีต้นไทรต้นหนึ่งเริ่มสุกเมื่อวันกองทัพไทยคือ วันที่ 25 มกราคม และจะสุกต่อไปจนกว่าจะหมดต้น แม้ว่าไทรต้นนี้อยู่ในชุมชน ไทรทั้งต้นยังเต็มไปด้วยนกนา ๆ พันธุ์ เช่น นกตีทอง นกโพระดก นกปรอดสวน นกปรอดโอ่ง นกกาเหว่า นกจาบคาก็มาร่วมด้วย (ที่จริงนกจาบคากินแมลงเป็นอาหาร)
การมีต้นไม้ไว้ในบ้าน ในสวน ในที่ทำงาน นอกจากประโยชน์โดยตรงที่ได้รับจากความร่มรื่น และอากาศที่บริสุทธิ์ ที่เกิดจากการสงเคราะห์แสงแล้ว ประโยชน์ทางอ้อม อาจเป็นเช่นไทรในศูนย์วิทย์ฯ ต้นนี้ คือเป็นแหล่งอาหารให้สัตว์ยังชีวิตไว้เพื่อเป็นเพื่อนร่วมโลกกับเราตลอดไป

วันอังคาร, มกราคม 06, 2552

"แย้"ที่ห้วยขาแข้ง


แย้ เป็นสัตว์เลื้อยคลานชนิดหนึ่ง ตัวขนาดเท่ากิ้งก่า ต่างจากกิ้งก่าที่แย้ชอบอยู่อาศัยและหากินบนพื้นดิน ที่พักพิงของแย้ เรียกว่า “รูแย้” แย้ขุดรูและทำรูหนีภัยไว้ด้วย ในอดีต 20-30 ปี ที่ผ่านมา ในภาคเหนือ ภาคอีสานและภาคตะวันตก เช่น กาญจนบุรี อุทัยธานี เกมส์การล่าและผู้ถูกล่า ระหว่างคนกับแย้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แย้จึงเป็นสัตว์ระวังภัยสูง วิ่งเร็วมาก เมื่อคนไล่แย้ลงรู ถ้าหารูหนีภัยไม่พบ แย้ก็จะหนีไปได้อีก
ปัจจุบัน แย้ เหลือน้อยจึงมีการอนุรักษ์และการนำมาเลี้ยงเป็นฟาร์มบ้าง ทำให้ความปราดเปรียวของแย้ รวมถึงการระวังภัยเปลี่ยนไป หากมีโอกาสได้ไปเยี่ยมเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง อำเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ จะพบเห็นแย้รับแขก เดินอุ้ยอ้ายหน้าที่ทำการ ตัวโตอ้วน อวดโฉมเป็นดาราให้ถ่ายภาพ หล่อ ๆ ทุกวัน สรุปว่า “โลกแห่งการท่องเที่ยว มีอิทธิพลต่อสัตว์เลื้อยคลาน เช่น แย้ด้วยเหมือนกันแฮะ"

วันจันทร์, มกราคม 05, 2552

สักกระหม่อม


ในแหล่งท่องเที่ยวต่างๆเกือบทั่วประเทศที่มีชาวต่างชาติมาเยี่ยมเยือนเรามักพบเห็นธุรกิจชนิดหนึ่งที่ได้รับการตอบรับจากนักท่องเที่ยวอย่างดีคือธุรกิจการสักตามร่างกาย และที่อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ก็เป็นเช่นนั้น ภาพที่เห็นชาวต่างชาตินั่งให้สักตามหลังบ้าง โคนแขนบ้าง ต้นคอบ้าง เป็นภาพคุ้นเคย การสักมีรูปแบบและสีสันที่สวยงาม การสักคงเจ็บเพราะเห็นมีเลือดขึ้นเป็นจุดๆแดงเต็มรูปที่สัก ผู้สักมีความอดทนไม่มีใครบ่นเลย อาจเป็นเพราะมองเห็นผลลัพธ์กับภาพที่สวยงามที่จะปรากฏบนเรือนร่างตนจึงทนเอา...ความหมายของการสักในปัจจุบันต่างจากอดีตโดยสิ้นเชิง ปัจจุบันสักเพื่อความสวยงาม ลงสีสันอาจเป็น แดง ดำ น้ำเงิน เขียวหรือสีอื่น ในอดีตการสักใช้สีดำอมเขียวสักเป็น อักขระ ยันต์หรือรูปสัตว์เช่น เสือ พญานาค เพื่อแสดงถึงอำนาจและการอยู่ยงคงกระพัน(ฟัน แทง ไม่เข้า)และการสักอีกแบบหนึ่งไม่มีสีสันเรียกว่า การสักน้ำมันสักด้วยจุดประสงค์เดียวกันคืออยู่ยงคงกระพัน .........ในภาคเหนือของไทย(อดีต)มีการสักเล็กๆที่พ่อแม่พาลูกชายไปให้เจ้าพ่อซึ่งเป็นคนทรงสักน้ำมันให้บนกระหม่อมเพื่อต้องการให้ลูกเรียนเก่งเมื่อเติบใหญ่จะได้รับราชการเพื่อรับใช้แผ่นดิน....เรายังจำได้เมื่ออายุ ๙-๑๐ ขวบแม่พาไปสักกระหม่อม..ด้วยแรงปรารถนาของแม่จึงทำให้เรารับใช้แผ่นดินมาถึงทุกวันนี้

วันจันทร์, ธันวาคม 15, 2551

กะเต็นปักหลัก(Pied Kingfisher)


วันนี้ (๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๑) เวลาประมาณบ่ายโมงครึ่ง ขณะที่ทีมงานสำรวจแหล่งน้ำฝายน้ำล้นท่ามะตูมคลองพระปรง อำเภอเมือง จังหวัดสระแก้ว เพื่อทำกิจกรรมนักสืบสายน้ำในวันที่ ๑๙ ธันวาคม ที่จะถึง ณ บริเวณกระแสน้ำที่ตกจากฝายเป็นฝอยกระจายภาพที่พบคือเจ้ากะเต็นปักหลักสีดำขาวกำลังบินหยุดนิ่ง และดิ่งตัวลงไปในกระแสน้ำ เพื่อจับปลา เป็นภาพที่สวยงามและยากที่จะได้พบเห็น เจ้ากะเต็นปักหลักตัวนี้ดิ่งลงจับปลาอยู่ 3 ครั้ง เป็นภาพที่ประทับใจยิ่งนัก
เคยมีข้อมูลจากนักดูนกว่า พบกะเต็นปักหลักที่คลองพระปรง จังหวัดสระแก้ว วันนี้ปรากฏเจ้ากะเต็นปักหลักจริง ๆ ดูทั้งปราดเปรียว สง่าสวยงามเหมือนเครื่องบินรบที่พุ่งจู่โจมข้าศึก
กะเต็นปักหลักเป็นนกกินปลาอยู่ในตระกูล Kingfisher แล้วเราคงได้พบกันอีกเพื่อบันทึกภาพให้ได้ วันนี้ดูภาพสถานที่พบก่อนก็แล้วกันนะ

สะพานไม้แห่งการเรียนรู้ป่าชายเลน


พื้นที่บริเวณด้านหลังองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี มีการจัดสร้างสะพานไม้เป็นทางเดิน เพื่อเข้าไปศึกษาเรียนรู้ป่าชายเลน สะพานไม้ที่เดินศึกษามีความยาว ประมาณ 2 กิโลเมตร จากการสังเกตป่าชายเลน แห่งนี้มีต้นแสมขาวอยู่ประมาณเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ของป่ามีการปลูกป่าเพิ่มเติมเป็นป่าโกงกางบ้าง เมื่อเดินตามสะพานไม้ไปครบรอบมีข้อคิดเห็นในใจหลายเรื่อง เช่น ป่าชายเลนแห่งนี้น่าจะเป็นแหล่งศึกษาต้นแสมขาวโดยเฉพาะได้อย่างลึกซึ้ง พบสัตว์หลายชนิดได้แก่ กุ้งขัน ปลาตีน งู นกยางโทน นกกินเปี้ยว นกกาเหว่า โดยเฉพาะนกกินเปี้ยวถือว่าพบหนาแน่นเป็นแหล่งศึกษาได้ สัตว์ทุกชนิดไม่มีข้อมูลศึกษาเลยนับเป็นสิ่งน่าเสียดาย มีประชาชนบางคนได้ใช้สะพานไม้เป็นที่ออกกำลังกายโดยการวิ่ง ความแข็งแรงของสะพานไม้อาจลดลง ประเด็นที่สำคัญและมองข้ามไม่ได้คือ การมีประตูน้ำเปิดผ่านป่าชายเลนทำให้เกิดร่องน้ำ ผลคือต้นแสมขาวสองฝั่งล้มลงเป็นจำนวนหลายต้น เหตุของการล้มเพราะป่าเกิดช่องว่างต้นไม้ไม่สามารถเกาะเกี่ยวผูกพันกัน

สรุปว่าป่าชายเลนรากตื้นเป็นป่าอยู่ได้เพราะการเกาะเกี่ยวผูกผันทั้งรากและลำต้น เหมือนคนในชุมชนอยู่ได้ด้วยความสามัคคีทั้งความคิดจิตใจ และการกระทำ

"พูพอน"ต้นพระเจ้าห้าพระองค์ที่เขาสอยดาว


“พูพอน” เป็นวิวัฒนาการของรากต้นไม้ที่ปรับตัว โดยปกติแล้วต้นไม้ใหญ่ต้องหยั่งรากให้ลึกลงไปในดินเพื่อการยึดลำต้น แต่ในภูมิประเทศบางแห่งมีชั้นของดินตื้นใต้ดินเป็นขั้นของหินต้นไม้ใหญ่ไม่สามารถหยั่งรากลงลึกได้ ต้นไม้จึงต้องแผ่รากให้เป็นปีกสูงๆอยู่บนดินเพื่อยึดลำต้น อาการเช่นนี้นักพฤกษศาสตร์เรียกว่า “พูพอน”

หากเราเดินป่า ในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เส้นทางดงติ้ว – มอสิงโตจะพบพูพอนขนาดใหญ่อาจถึงสิบคนโอบ แต่เป็น“พูพอนของต้นสมพง” เมื่อเคาะพูพอนจะเกิดเสียงดังกังวานไปไกล คนเดินป่าสมัยก่อนใช้การเคาะพูพอนเพื่อการสื่อสารถึงกลุ่มพวกเมื่อเกิดหลงป่า แต่ที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว จังหวัดจันทบุรี กลับพบ“พูพอนของต้นพระเจ้าห้าพระองค์”ขนาดใหญ่สวยงามดูเป็นปีกที่บางกว่าต้นสมพง ได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลป่าให้ข้อมูลว่า ถ้าเดินขึ้นไปบนเขาสอยดาวที่สูงขึ้นอีกจะพบพูพอนของต้นพระเจ้าห้าพระองค์ที่มีขนาดใหญ่มากอาจถึงยี่สิบคนโอบ

ในโอกาสต่อไปถ้ามีเวลาคงได้มาเยือน พูพอนยักษ์ของต้นพระเจ้าห้าพระองค์ที่เขาสอยดาวอีกครั้ง

บรรพบุรุษของต้นแสมขาว


ที่ศูนย์ศึกษาพัฒนาอ่าวคุ้งกระแบน อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี ซึ่งอยู่ในโครงการพระราชดำริใน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นสถานที่ให้ประชาชนได้ศึกษา เรื่องป่าลายเลน โดยจัดเป็นทางเดินไม้เข้าไปในบริเวณป่าชายเลนระยะทาง 1600 เมตร ในป่ามีทั้งต้นแสม ต้นโกงกาง ต้นลำพู ที่ โดดเด่นคงเป็นต้นแสมขาวที่มีอายุยืนยาวที่สุดในบริเวณนี้ โดยเชื่อว่ามีอายุยืนกว่า 200 ปี ต้นแสมขาวต้นนี้จึงถูกขนานนามว่า “ ปู่แสมขาว” เมื่อได้เห็นต้นไม้ต้นโตๆ มีอายุมากๆ รู้สึกมีความสุข ดูเหมือนโลกนี้ยังมีความหวังอยู่ โลกนี้ยังอุดมสมบูรณ์อยู่ ในขณะเดียวกันก็แอบคิดในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ว่า “ ถ้าต้นไม้พูดได้น่าจะดีนะ โดยเฉพาะต้นปู่แสมขาวต้นนี้ จะได้ถามท่านถึงเรื่องราวในประวัติศาสตร์ครั้ง พ.ศ. 2310 ในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชว่า ท่านกอบกู้เอกราชเช่นไร จึงทำให้ประเทศเป็นเอกราชเช่นทุกวันนี้”

เจ้างาขาว


“ เจ้างาขาว” ไม่ได้เป็นชื่อของช้าง แต่ เป็นชื่อของวัวตัวหนึ่ง ซึ่งเจ้าของเขาตั้งให้เนื่องจากความผิดปกติของเขาสีขาวที่ยาวมากๆ เจ้างาขาวเป็นวัวหนุ่มสีแดงเพลิงทั้งตัวรูปร่างสง่าสวยงาม

จากการพูดคุยกับเจ้าของบ้านบันเทิงรีสอร์ท ที่อยู่ใกล้ๆอ่าวคุ้งกระเบนอำเภอท่าใหม่
จังหวัดจันทบุรี ซึ่งเลี้ยงเจ้างาขาวไว้บอกว่าเจ้างาขาวเป็นของน้องชายซื้อมาจากทางภาคอีสาน ในราคาห้าแสนบาท น่าจะเป็นวัวลูกผสมแต่ไม่รู้ว่าลูกผสมพันธุ์อะไร บ้างครั้งก็ดุเหมือนกันถ้าขังนานๆ เลี้ยงไว้กับฝูงวัวตัวเมียมีการผสมพันธุ์บ้าง แต่ลูกที่ได้ก็ไม่เหมือนเจ้างาขาวเลย

มีข้อมูลน้อยแต่แปลกดีนะ คิดเอาเองว่าน่าจะเป็นลูกผสมวัวแดง ซึ่งเป็นสัตว์ป่าเพราะดูแข็งแรง สง่างาม

วันอังคาร, ธันวาคม 09, 2551

บ่อเกลือโบราณ




ที่อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่านมีบ่อเกลือสินเธาว์หรือบ่อเกลือภูเขา ซึ่งชาวอำเภอบ่อเกลือมีความภาคภูมิใจและเชื่อว่าบ่อเกลือของเขาเป็นบ่อเกลือสินเธาว์ภูเขาแห่งเดียวในโลก
บ่อเกลือแห่งนี้มีความเป็นมาที่ยาวนานเนื่องจากเกลือมีความสำคัญต่อมนุษย์ อย่างยิ่ง ในอดีตเกลือเคยเป็นปัจจัยหนึ่งที่ก่อเหตุแห่งการแย่งชิง (เอกสารแผ่นพับสำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอบ่อเกลือ) ปัจจุบันบ่อเกลือกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญของจังหวัดน่าน หากได้ไปเยี่ยมชมการทำเกลือสินเธาว์ที่อำเภอบ่อเกลือ จะพบกับมัคคุเทศก์น้อย ๆ คอยแนะนำการทำเกลือว่ามีขั้นตอนอย่างไร เราจะได้ยินคำเชิญชวนจากมัคคุเทศก์น้อยเหล่านี้ว่า “ชิมเกลือของเราหน่อยเกลือของเราหวานนะ” แล้วตักเกลือจากขอบกระทะที่ต้มมาให้ชิม
ความรู้ที่ได้จากแหล่งเรียนรู้ผนวกกับความน่ารักของเด็ก ๆ ทำให้หายเหนื่อยจากการเดินทางที่คดโค้งไปบนยอดดอยได้เหมือนกัน

ช่างเงิน..เม็ดเงิน..ทำเครื่องประดับเงิน


คุณ นำชัย จารุศิลากุล เป็นช่างเงินที่ทำเครื่องประดับด้วยเงิน อยู่ที่บ้าน ป่ากลาง อำเภอปัว จังหวัดน่าน เครื่องประดับ เช่น แหวน สร้อยคอ กำไร ต่างหู ทุกชิ้นสวยงามมีศิลปะในการออกแบบอย่างน่าทึ่ง จากการได้พูดคุยกับคุณนำชัย ทำให้ทราบว่าที่บ้านป่ากลางมีการรวมกลุ่มกันทำเครื่องเงินทุกขั้นตอน โดยเริ่มแปรรูปจากเม็ดเงินเล็กๆ ขนาดเท่าหัวไม้ขีดไฟ นำมาทำเป็นแผ่นบ้าง เป็นเส้นเพื่อถักเป็นสร้อยบ้าง ทำทุกขั้นตอนจนเป็นเครื่องประดับที่สวยงามเพื่อจำหน่ายที่บ้านป่ากลาง และส่งไปจำหน่ายตามใบสั่งของลูกค้าทั่วประเทศ
ก่อนจากกันได้ถามคุณนำชัยด้วยความสงสัยว่า “ ชาวบ้านป่ากลางดูธรรมดาๆ แต่ทำไมทำเครื่องเงินได้สวยงามและทันสมัยจริงๆ” คุณนำชัยยิ้มแล้วตอบว่า “พวกเราได้รับการฝึกฝนจากศูนย์ศิลปชีพในสมเด็จพระราชินีนาถส่วนหนึ่ง ผนวกกับทุนความรู้ดั่งเดิมที่เคยทำเครื่องเงินจากบรรพบุรุษมา จึงทำให้เป็นวันนี้ครับ”

หลวงพ่อกับต้นดิกเดียม


คำว่า “ดิกเดียม” เป็นภาษาของคนในภาคเหนือโดยเฉพาะชาวจังหวัดน่าน ซึ่งแปลว่า “จักจี้” ฉะนั้น ต้นดิกเดียมที่จะเขียนจึงหมายถึงต้นจักจี้ ต้นจักจี้เป็นเช่นไร ต้นจักจี้อยู่ที่ไหน

ต้นดิกเดียม ต้นนี้อยู่ที่วัดปรางค์ อำเภอปัว จังหวัดน่าน เมื่อต้นดิกเดียมอยู่ในวัดแน่นอนที่สุดบุคคลที่จะให้ข้อมูลได้ดีก็ต้องเป็นหลวงพ่อนั้นแหละ วันนั้นคณะของพวกเราได้ยืนฟังหลวงพ่อบรรยายถึงต้นดิกเดียม พร้อมทั้งสาธิตการลูบไปตามต้นดิกเดียม ผลปรากฏคือต้นดิกเดียมสั่นสะท้านจนใบไหว นับเป็นเรื่องที่แปลกมากถึงปฏิกิริยาของต้นไม้ที่มีต่อการลูบเบาๆของหลวงพ่อ เมื่อหลวงพ่อสาธิตให้ดูแล้ว พวกเราทุกคนต่างทดลองลูบต้นดิกเดียมดูบ้าง ผลปรากฏการสั่นสะท้านของต้นดิกเดียมที่ทุกคนลูบแตกต่างกัน บางคนสั่นมาก บางคนสั่นน้อย ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นยังคงต้องพิสูจน์ทดลองอีกต่อไป

สิ่งที่ได้พบเห็นเรื่องนี้น่าศึกษาวิจัยเป็นอย่างยิ่งทั้งด้านวิทยาศาสตร์และด้านศาสนา

วันจันทร์, ธันวาคม 08, 2551

ท่องเที่ยวพันภู...ดูเมืองน่าน


นักท่องเที่ยวมักกล่าวว่า “จังหวัดต่าง ๆ ในประเทศไทยในเรื่องการท่องเที่ยวแล้วมีจุดเด่นของแต่ละจังหวัด เช่น ถ้าเป็นเมืองกาญจนบุรีก็ต้องเป็นสะพานข้ามแม่น้ำแคว ถ้าเป็นพระนครศรีอยุธยาก็ต้องเป็นกรุงเก่าร่องรอยประวัติศาสตร์ ถ้าต้องขับรถถึง 1,864 โค้ง ก็ต้องเป็นแม่ฮ่องสอน แต่ถ้าอยากดูภูเขาสลับซับซ้อนนับพันภูก็ต้องไปดูที่เมืองน่าน”
จังหวัดน่านเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่มากเป็นอันดับที่ 13 ของประเทศขณะที่ความหนาแน่นของประชากรเพียง 42 คน ต่อ 1 ตร.กม. พื้นที่จังหวัดน่านจึงเต็มไปด้วยขุนเขา ภูเขาที่สูงที่สุดคือดอยภูคาสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางถึง 1,980 เมตร ในเดือนธันวาคมอุณหภูมิบนดอยภูคาต่ำกว่า 10 องศาเซลเซียส อากาศเย็นสบาย ความงามของขุนเขาสลับซับซ้อนสุดตาเหนือจินตนาการ ดอยภูคานับเป็นขุนเขาแห่งความสงบเขียวขจี ส่วนดอยภูแวเป็นขุนเขาแห่งพลังสีสนิมเหล็ก น่านคือพลังที่แข็งแกร่งและสงบร่มเย็น
สำหรับผู้คนที่รักภูเขาเป็นชีวิตจิตใจแล้ว อยากให้หาโอกาสให้ตนเองได้ “ท่องเที่ยวพันภูดูเขาที่เมืองน่าน” เพื่อเป็นรางวัลให้ชีวิต

ฝายแม้วที่น้ำแม่ว้า


น้ำแม่ว้า เป็นแม่น้ำสายรองไหลไปรวมกับแม่น้ำน่าน ที่อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน ช่วงต้นเดือนธันวาคม ยังมีน้ำไหลอยู่ไม่มากนัก ด้วยพื้นที่ต้นน้ำถูกตัดต้นไม้บนภูเขาเกือบโล้นทำให้ไม่มีพื้นที่ซับน้ำ ประชาชนที่อยู่ริมน้ำแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการเพาะปลูกผักและกระเทียม บริเวณริมแม่น้ำ โดยการช่วยกันทำฝายแม้วชะลอน้ำให้ไหลช้าลงเพื่อยืดระยะเวลาการนำน้ำไปใช้

ที่จริงแล้วฝายแม้ว เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นการจัดการน้ำแบบมีส่วนร่วมในชุมชนภาคเหนือของประเทศไทยมายาวนาน บรรพบุรุษได้สั่งสม องค์ความรู้ไว้ให้อนุชนได้ใช้ให้เกิดประโยชน์ โดยการบูรณาการ(ทำไปพร้อมกัน) ภูมิปัญญากับความรู้สมัยใหม่ในการจัดการสิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืน เพื่อคนรุ่นต่อๆไป

ฝายแม้วชะลอน้ำให้ไหลช้าเพื่อการนำไปใช้ ฉันใด การลดการบริโภคที่เกินความจำเป็นช่วยชะลอธรรมชาติสิ่งแวดล้อมถูกทำลายได้ ฉันนั้น

วันอังคาร, ธันวาคม 02, 2551

เมื่อฟากฟ้าปรากฏ"ดาวเคียงเดือน"


1 ธันวาคม 2551 ตรงกับวันขึ้น 4 ค่ำ เดือน 1 ปีชวด เวลาประมาณหนึ่งทุ่มเกิดปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ทิศตะวันตกเฉียงใต้บนฝากฟ้าเมื่อดาวและเดือนโคจรมาอยู่ใกล้กันในลักษณะตา 2 ข้าง และปากที่ยิ้ม ตาข้างขวาเป็นดาวศุกร์สว่างกว่า ตาข้างซ้ายเป็นดาวพฤหัส ดวงจันทร์ยิ้มอยู่ด้านล่าง คนไทยทั้งประเทศต่างคนต่างมอง ต่างคนต่างคิด คิดทั้งด้านบวก คิดทั้งด้านลบ บ้างก็บอก ธรรมชาติยิ้มเยาะมนุษย์ บ้างก็บอกสิ่งดีดีกำลังจะปรากฏให้มนุษย์ได้เห็น
ปรากฏการณ์เช่นนี้ไม่ได้แปลกเป็นธรรมชาติการโคจรของดวงดาวเพียงแต่ว่า เกิดยากที่ดาวศุกร์ ดาวพฤหัส และดวงจันทร์จะโคจรแล้วปรากฏเป็นรูปเช่นวันนี้ เป็นปรากฏการณ์ให้เห็นเพียงวันเดียว มีผู้ให้ข้อมูลว่าหากต้องการดูอีกครั้งต้องรอไปถึง 44 ปี สมมุติว่าวันนี้เราอายุ 57 ปี ต้องดูแลสุขภาพอย่างดีเพื่อให้มีอายุถึง 101 ปี จึงจะได้ดูอีกครั้ง..ดูดีไหมเอ่ย

วันพฤหัสบดี, พฤศจิกายน 27, 2551

กาสรกสิวิทย์โรงเรียนกระบือแห่งแรกของโลก


ตามเส้นทางหลวงหมายเลข 33 ถนนสุวรรณศร ที่ผ่านจังหวัดนครนายก จังหวัดปราจีนบุรี เข้าสู่จังหวัดสระแก้ว ก่อนถึงตัวจังหวัดสระแก้วประมาณ 5 กิโลเมตร ขวามือเป็นที่ตั้งโรงเรียนกาสรกสิวิทย์โรงเรียนสอนกระบือแห่งแรกของโลก ซึ่งอยู่ภายใต้โครงการพระราชดำริในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี ณ ห้วงเวลานี้เป็นระยะเวลาเริ่มต้นการดำเนินการก่อสร้างปรับปรุงบริเวณสถานที่
จากการได้เข้าเยี่ยมชมพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ ดูเป็นคนเก่งมีความคล่องตัวสูงทำให้ทราบว่าโรงเรียนกาสรกสิวิทย์ มีวัตถุประสงค์เพื่อสอนกระบือให้สามารถกลับมาไถนาได้อีกครั้ง ซึ่งเขาเคยทำหน้าที่นี้หลายร้อยปีมาแล้ว แต่คนทอดทิ้งกิจกรรมเช่นนั้นไปเสีย และอีกวัตถุประสงค์หนึ่งเพื่อสอนคนให้รู้จักพากระบือไปไถนาได้ เหตุเพราะผู้คนปัจจุบันลืมวิธีใช้กระบือไถนาไปแล้ว เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบบอกกล่าวอีกว่าในพื้นที่ของโรงเรียนกาสรกสิวิทย์แบ่งเป็นสามส่วน
ส่วนแรกเป็นส่วนการต้อนรับผู้มาเยือนทั้งการประชาสัมพันธ์และการให้ข้อมูล ส่วนที่สองเป็นส่วนการสอนและการเรียนรู้ของกระบือและคน ส่วนที่สามเป็นส่วนแสดงองค์ความรู้ตามหลักแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง
ในเบื้องต้นได้กำหนดหลักสูตรคร่าว ๆ ไว้ 3 หลักสูตร หลักสูตรสอนกระบือให้ไถนา 3 วัน หลักสูตรสอนคนให้พากระบือไถนา 10 วัน และหลักสูตรที่สอนทั้งกระบือและ คนทำนา 15 วัน
ในเวลาอันใกล้นี้เราอาจได้เห็นวิถีไทยวิถีเกษตรอย่างยั่งยืน ที่มีการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แบ่งปันแลกเปลี่ยน การลงแขกลงแรงและรอยยิ้มหนึ่งเดียวในโลกอีกครั้งหนึ่ง

วันอาทิตย์, พฤศจิกายน 23, 2551

กะเหรี่ยงคอยาวที่แม่ฮองสอน



“กะเหรี่ยงคอยาว” เป็นชนเผ่ากะเหรี่ยงกลุ่มหนึ่งที่มีประเพณี วัฒนธรรมไม่เหมือนกะเหรี่ยงกลุ่มอื่นกล่าวคือ วัฒนธรรมการนำปลอกทองเหลืองสวมไว้รอบคอและเพิ่มจำนวนขึ้นไปเรื่อยๆ ตามอายุ บางคนสวมมากกว่า 25 ปลอก จึงทำให้คอดูยาวกว่าปกติ (คอยาวกว่าปกติจริงๆ) การสวมปลอกคอทองเหลืองนั้นนิยมทำเฉพาะผู้หญิงโดยเริ่มสวมตั้งแต่เด็ก เป็นความสมัครใจของผู้สวมเองที่จะรักษาวัฒนธรรมนี้ ไม่มีการบังคับ แต่เมื่อตัดสินใจสวมปลอกทองเหลืองแล้วต้องสวมไปตลอดชีวิต
จากการได้สัมภาษณ์พูดคุยกับกะหรี่ยงคอยาวที่หมู่บ้านห้วยปูแกง ตำบลผาบ่อง อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ทำให้เข้าใจวิถีชีวิตของกะเหรี่ยงคอยาวมากขึ้น ตัวอย่างเช่น แม้ว่าผู้หญิงที่สวมปลอกทองเหลืองจำนวนหลายปลอกก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการมีชีวิตคู่ มีครอบครัวและมีบุตรแต่อย่างใด ปลอกทองเหลืองที่สวมใส่นั้นกะเหรี่ยงคอยาวถือว่าเป็นเครื่องประดับ เขาจึงทำความสะอาดทุกวันให้สวยงาม จึงดูเหมือนว่าปลอกทองเหลืองสุกใสเหมือนทองคำแท้ กะเหรี่ยงคอยาวมีนิสัยรักสงบ เอื้ออารี ยิ้มแย้ม เป็นมิตร สุภาพ
แม้ว่าผู้คนหลั่งไหลมาจากทั่วโลกเพื่อเยี่ยมเยือนกะเหรี่ยงคอยาว อาจนำพาวัฒนธรรมต่างๆ มาเพื่อให้เขาได้พบได้เห็น แต่กะเหรี่ยงคอยาวยังคงรักษาวัฒนธรรม ประเพณีดั้งเดิมของตนไว้ด้วยความเชื่อมั่นในตัวตนที่ไม่เปลี่ยนแปลงและไม่ปฏิเสธความเจริญ รู้จักใช้ Internet เพื่อการศึกษาสืบค้น ใช้ Solar Cells เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์
สรุปว่า มนุษย์ทุกผู้คนที่อยู่ใกล้ธรรมชาติ อาจเข้าใจดีว่าความเจริญสักเท่าใด สุดท้ายย่อมกลับคืนสู่ธรรมชาติดังเดิม

วันเสาร์, พฤศจิกายน 22, 2551

ทุ่งดอกบัวตอง




“บัวตอง” เป็นภาษาเหนือ หมายถึง “บัวทอง” ดอกบัวตองหรือดอกทานตะวันป่า เป็นดอกไม้ที่ชอบขึ้นในบริเวณพื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,200 เมตร ซึ่งเป็นระดับความสูงที่สนสองใบ สนสามใบขึ้นอยู่ด้วย ฉะนั้นเมื่อเราพบเห็นทุ่งดอกบัวตองก็พบเห็นต้นสนเช่นกัน
เดือนพฤศจิกายนของทุกปีนักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางไปชมความงามของ ทุ่งบัวตองในจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นความงามทางธรรมชาติ แม้ว่าการเดินทาง แสนหฤโหดต้องขับรถ เลี้ยวลดคดไปคดมาตามไหล่เขามากกว่า 1,800 โค้ง ไปถึงดอยแม่อูคอ อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งเป็นดอยแห่งดอกบัวตอง เมื่อไปถึงได้พบเห็นดอกบัวตองบานสะพรั่ง สะพรึบ ซับซ้อนบนเขาหลาย ๆ ลูกสุดสายตา ความงามที่พบเห็น ทำให้ความเหน็ดเหนื่อยหายไปโดยสิ้น ธรรมชาติได้มอบของขวัญล้ำค่าให้มวลมนุษย์อาจเป็นขุนเขาที่ห่างไกล หรือแม้แต่ในใต้ทะเลลึก แต่ธรรมชาติไม่ได้บอกว่ารักษาสมบัติล้ำค่านั้นอย่างไร มนุษย์ต้องเรียนรู้การดูแลรักษาหากมนุษย์ไม่ใส่ใจ ธรรมชาติเพียงแต่ขอของขวัญล้ำค่านั้นกลับคืน
เรามาช่วยกันรักษาทุ่งดอกบัวตอง ให้คงความสวยงามไว้ตลอดไปเพื่อคนรุ่งหลังที่ยังไม่มีเวลา ไม่มีโอกาสได้มาชื่นชมในวันข้างหน้านะ

วันจันทร์, พฤศจิกายน 03, 2551

กองเกลือนาเกลือที่สมุทรสาคร


ใกล้ฤดูหนาวปีนี้ ได้มีโอกาสไปศึกษาเรียนรู้แหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นชายฝั่งทะเลจังหวัดสมุทรสาครนับว่าเป็นโชคจริง ๆ
เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน คณะอาจารย์ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาสมุทรสาคร ให้ความกรุณาพาไปศึกษาเรื่องราวการทำนาเกลือจากคุณตาทองเจือ แสงจันทร์ ท่านอายุ 78 ปี แล้ว อาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 3 หมู่ที่ 3 ต.โคกขาม อ.เมือง จ.สมุทรสาคร สุขภาพร่างกายแข็งแรงดี ในการพูดคุยสนทนา สัมภาษณ์การทำนาเกลือจากท่าน คาดหวังว่าจะได้รายละเอียดเพื่อให้เข้าใจวิธีการทำนาเกลืออย่างแท้จริง แต่ผลการสัมภาษณ์กับพบว่า การทำนาเกลือนั้น เป็นทั้งวิทยาศาสตร์ (เคมี) เป็นทั้งศิลปะ เป็นทั้งคุณธรรม เป็นทั้งความสามัคคี มีคำพูดที่เฉียบคมของคุณตามากมายที่อยากบอกเล่าให้เรารู้ ตัวอย่างเช่น
“ทำนาเกลือนี้พื้นที่ 40 ไร่ ทำคนเดียวได้ ไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลง ไม่ต้องจ้างคนงาน”
“การทำนาเกลือไม่มีหลักสูตรอะไรที่ตายตัว ต้องปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมในการเดินน้ำ”
“ทำนาเกลืออย่างไรก็อยู่ได้ ถ้าไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย”
“ทำนาเกลือใช้พื้นที่มาก พี่น้องที่มีที่ดินร่วมกันต้องสามัคคีกัน ทำร่วมกัน”
ถ้าอยากรู้จริงต้องมาเรียนรู้กับตา ปีนี้เริ่มต้นตั้งแต่เดือนนี้ไปจนถึงเดือน มกราคม แล้วจะเห็นขั้นตอนทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนถึงเม็ดเกลือ
สงสัยว่าต้องมาฝังตัวอยู่กับคุณตาทองเจือ แสงจันทร์ซัก 2-3 เดือนซะแล้วจะได้ รู้จริงเสียทีว่า “ความเค็มของเกลือนั้นได้มาอย่างไร”

ดูเหยี่ยวอพยพที่ชุมพร


ช่วงเวลาเดือนตุลาคม ของทุกปี มีปรากฏการณ์ทางธรรมชาติวิทยาอย่างหนึ่งคือคาราวานเหยี่ยวและนกอินทรีอพยพ ปรากฏโฉมให้เห็นบนท้องฟ้าตามเส้นทางจากทิศเหนือไปทิศใต้ โดยผ่านแนวด้ามขวานของประเทศไทยนับหมื่นนับแสนตัวตลอดทั้งเดือน
จุดบริเวณที่นักดูเหยี่ยวอพยพ ยึดเป็นแหล่งมารวมกัน เพื่อเฝ้าดูจุดหนึ่งคือลานดูเหยี่ยวอพยพริมทุ่งนา บ้านอู่ตะเภา ต.ท่ายาง อ.เมือง จ.ชุมพร วันนั้น (30 ตุลาคม) เวลาประมาณแปดนาฬิกาสามสิบนาที ที่ลานดูเหยี่ยวไม่มีนักดูเหยี่ยวมีเพียงเก้าอี้ประมาณ 20 ตัว อยู่ในเต็นท์ที่ว่างเปล่า เนื่องจากเทศกาลดูเหยี่ยวผ่านพ้นไปแล้ว เราดึงเก้าอี้มานั่งพิงเสาเต็นท์มองขึ้นไปบนท้องฟ้าเห็นจุดดำแต่ไกล ๆ ฝูงเหยี่ยวนับร้อย ๆ เริ่มบินใกล้เข้ามา กล้อง Binoculars Olympus EXWP1 8 x 42 มองเห็นได้ชัดเจน แม้ว่าสิ้นเดือนตุลาคมแล้วฝูงเหยี่ยวยังอพยพอยู่ คิดว่าเขาคงหนีหนาวมาจากไซบีเรีย และไปหากินแถบบริเวณเกาะต่างๆในอินโดนีเซียกระมัง
หัวใจเต้นแรงเมื่อปรากฏเหยี่ยวตัวหนึ่งโฉบลงต่ำบินวนมองเห็นชัดในกล้องส่องทางไกลเต็มตัว สวยงามมากหางกางแผ่ออกปลายปีกคลี่กระจาย เจ้าเหยี่ยวที่แสนสวยตัวนี้ ชื่อ “เหยี่ยวทะเลทราย” บางครั้งชีวิตเราก็มีเรื่องอะไรดีดี ผ่านเข้ามาได้เหมือนกันนะ

วันอังคาร, ตุลาคม 28, 2551

ปราสาทเขาน้อยสีชมพู


วันนี้ (27 ตุลาคม 2551) ได้ไปศึกษาแหล่งเรียนรู้ที่จัดว่ามีความสำคัญอันดับหนึ่งของจังหวัดสระแก้ว เนื่องจากเป็นแหล่งเรียนรู้ที่เป็นพุทธสถานที่เก่าแก่ที่สุด มีจารึกการก่อสร้างตรงกับปีพุทธศักราช 1180 พุทธสถานนั้นคือ “ปราสาทเขาน้อยสีชมพู” ตั้งอยู่บนยอดเขาที่ไม่สูงนัก ณ ตำบลคลองน้ำใส อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว

ในคราวที่มีพระราชบัญญัติจัดตั้งจังหวัดสระแก้ว ณ วันที่ 1ธันวาคม 2536 นั้น ชาวจังหวัดสระแก้ว ได้นำเอาภาพพุทธสถานแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งในสัญลักษณ์ประจำจังหวัดสระแก้ว ในด้านวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมของพุทธสถานแห่งนี้มองได้หลายมุม ถ้ามองลักษณะภูมิประเทศพื้นที่โดยรอบมีป่าไม้ ร่มรื่นอุดมสมบูรณ์ที่สามารถศึกษาเรียนรู้ได้ บันไดที่ทอดขึ้นสู่ตัวปราสาทมีลักษณะเป็นขั้นกว้างให้ก้าวเดินได้ 2-3 ก้าว และก้าวขึ้นไปขั้นต่อไปเตี้ยๆ ทำให้เดินแล้วไม่รู้สึกเหนื่อย เด็กหรือผู้สูงอายุเดินได้สบายๆ เมื่อขึ้นไปถึงมองเห็นตัวปราสาทรูปทรงคล้ายพระปรางค์สามยอดที่จังหวัดลพบุรี แต่ที่ปราสาทเขาน้อยสีชมพูเหลือเพียงปราสาทองค์กลางเท่านั้นปราสาทองค์ซ้ายและขวาชำรุด ปรากฏเพียงฐานและร่องรอยที่เป็นทับหลังหินทรายตกอยู่ องค์ปราสาทถูกสร้างด้วยอิฐสีชมพู หากสังเกตอย่างละเอียดแล้วจะเห็นความประณีตของการวางอิฐที่ต้องใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์ ในการซ้อนอิฐให้เกิดการถ่ายเทน้ำหนักอย่างสมดุลซึ่งคนโบราณสร้างให้อยู่เพื่อลูกหลานได้เห็น ถ้านับเวลาถึงปัจจุบันปราสาทเขาน้อยสีชมพูมีอายุกว่า 1371 ปีแล้ว

สรุปว่า ปราสาทเขาน้อยสีชมพูนับเป็นมรดกทางวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่าเพื่อการศึกษาเรียนรู้ของมนุษย์ชาติทุกคน

วันจันทร์, ตุลาคม 13, 2551

หล่อหลวงปู่ทองคำ สด จนฺทสโร


ความศรัทธาที่มหาชนมีต่อหลวงปู่วัดปากน้ำ (สด จนฺทสโร) พระมงคลเทพมุนีผู้ค้นพบวิชชาธรรมกายนั้นเห็นได้จากเหตุการณ์ เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2551 เป็นวันซึ่งลูกศิษย์ หลานศิษย์ ร่วมใจกันหล่อรูปเหมือนหลวงปู่วัดปากน้ำ ด้วยทองคำบริสุทธิ์ ขนาดเท่าครึ่งขององค์จริง มหาชนหลั่งไหลไปร่วมพิธี ณ วัดพระธรรมกาย อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี จากทั่วประเทศ รวมทั้งจากต่างประเทศทั่วโลกประมาณกันว่าในวันนั้นมีผู้ศรัทธามาร่วมบุญเกือบหนึ่งล้านคน
หากถามว่า...เพราะเหตุใดผู้คนต่างชาติ ต่างภาษา ต่างอาชีพ ต่างฐานะ ต่างการศึกษา จึงมารวมกันได้ด้วยแรงศรัทธามากถึงขนาดนั้น คำตอบที่ได้รับคือ...ทุกผู้คนที่ศรัทธาต่างก็ได้รับความสุขที่แท้จริงจากการได้อยู่ในบรรยากาศแห่งกัลยาณมิตรของผู้คน ความมีระเบียบ เรียบร้อย ความสะอาด การต้อนรับที่เต็มด้วยไมตรี เหนืออื่นใดทั้งสิ้น คือ ความสุขจากการได้ปฏิบัติธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่พระเดชพระคุณ หลวงพ่อ ธัมมชโย (พระราชภาวนาวิสุทธิ์) หลานศิษย์ของหลวงปู่วัดปากน้ำ ท่านเมตตาสอนตามแนวทางวิชชาธรรมกายมาโดยตลอดกว่า 40 ปี ทุกคนจึงรักหลวงพ่อที่ท่านมีแต่เมตตาเป็นผู้ให้ เมื่อหลวงพ่อตั้งความปรารถนาจะหล่อหลวงปู่วัดปากน้ำด้วยความกตัญญู ศิษย์ทุกคนจึงทุ่มเทด้วยชีวิตดังภาพที่ปรากฏเป็นอัศจรรย์ในวันนั้น

น้ำไหลใต้รางที่ปางสีดา


หลายปีที่ผ่านมา รางน้ำที่ทำด้วยปูนซีเมนต์ ข้างถนนลาดยางซึ่งทอดขึ้นไปยังน้ำตกปางสีดาเคยเป็นทางไหลของน้ำใสสะอาดจากต้นน้ำตกลงไปหล่อเลี้ยงพืชผลในส่วนล่างของอุทยานตลอดมา ฤดูฝนปีนี้เกิดความผิดปกติน้ำที่เคยไหลบนรางกลับไหลอยู่ใต้รางเสียงดังก้อง... ผลที่ตามมาคือบนรางปูนซีเมนต์ไม่มีน้ำใสอย่างเคยแม้แต่หยด ใต้รางปูนซีเมนต์ถูกกัดเซาะเป็นโพรง ระยะทางยาวกว่าสี่ห้าร้อยเมตร บางช่วงรางปูนซีเมนต์ถูกน้ำดันยกขึ้นพังเสียหาย ซึ่งความจริงแล้วการสูญเสียเกิดขึ้นกับรางน้ำทั้งหมด

ถามว่า อะไรเกิดขึ้นกับรางน้ำ... หากคำตอบ ตอบว่า หญ้าข้างรางน้ำยาวเกินไป ทำให้มองไม่เห็นการกัดเซาะของน้ำที่ไหลมาจากเชิงเขารอดผ่านลงไปใต้ราง จากร่องเล็กแล้วขยายขนาดเพิ่มขึ้น เมื่อไม่ได้ดูแลซ่อมแซมจึงเป็นเหตุให้เกิดน้ำไหลใต้รางใช่หรือไม่...

หากเป็นเช่นนี้จริง อุทาหรณ์ น้ำไหลใต้รางในครั้งนี้ เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับภารกิจการงานขององค์กร หากว่าบุคลากรต่างทำงานไปคนละทิศ คนละทาง ผู้บริหารขาดการสอดส่องดูแล ผลที่ตามมานอกจากผลลัพธ์
ที่ควรได้กลับไม่ได้แล้ว อาจเป็นความเสียหายอย่างมหาศาลดังเหตุการณ์ “น้ำไหลใต้รางที่ปางสีดา” ในครั้งนี้

เขาคือใคร


ยามเจ้าวัยเยาว์เจ้าจะคืบเจ้าจะคลานไปแห่งหนตำบลไหนใครต่อใครเขาเห็นเจ้า เขาก็เกลียดเขาก็กลัวทำท่าขยะแขยงหลีกลี้หนี้ห่างต่างร้องบอกต่อๆกันว่า “หนอน หนอน หนอน” เขาช่างเกลียดช่างกลัวเรากะไรเช่นนี้ น้ำตาซึมพาตัวไปซุกไปซ่อนกำบังกายถักทอเส้นใยเป็นเกราะห่อหุ้มตัว ทั้งกลัวภัย ทั้งอับอาย… ไม่มีใครเขาเมตตา
นอนนิ่งคิดนึกน้อยเนื้อต่ำใจ จะทำเช่นไรในชีวิต จะซ่อนตัวอับอายเช่นนี้หรือจะออกไปสู่โลกกว้างสู้ความจริง แม่เคยบอกเราว่า “แท้ที่จริงแล้วเราทั้งสวยทั้งสง่างาม ร่าเริงสดใสเมื่อเราโผผินบินไปในท้องนภา” แต่เราไม่รู้ว่าที่แม่พูดนั้นเป็นความจริงหรือไม่
แล้ววันหนึ่งเรารู้สึกตัวว่าเกราะที่อบอุ่นของเราคับแคบและอึดอัด หรือว่าเราตัวโตขึ้น… เมื่อดันเกราะที่เคยห่อหุ้มให้หลุดพ้นไป ร่างกายเราปรากฏเป็นดั่งที่แม่เคยบอกไว้… เราทั้งสวยทั้งสง่างามเราบินได้ด้วย มีผู้คนมากมายยิ้มแย้มแจ่มใสเมื่อพบเห็นเราโผผินบินไปในโลกกว้าง เขาเหล่านั้นต่างก็พูดว่า “สวยจังเลยผีเสื้อตัวนี้”

คำสอนแม่ฉัน

พอจำความได้ก็รู้ว่าตนเองมีหน้าที่ ที่แม่แบ่งให้ทำตามกำลัง น้องตัวเล็กก็จะกวาดบ้านถูบ้าน น้องโตขึ้นมาหน่อยก็ทำกับข้าวหุงข้าวนึ่งข้าว ส่วนตัวเราพี่คนโตรับภาระทุกอย่างจากแม่ แม่มีวิธีสอนลูก แม่จะพาทำงานและสอนงานไป มือก็ทำปากก็พูด ไม่เพียงแต่สอนงานที่ทำด้วยแรงกายเท่านั้น แม่ยังมีวิธีกระตุ้นแรงความคิดให้มุ่งมั่น ฝ่าฟันอุปสรรค แม่จะพูดว่า “แม่เป็น ผู้พลาดโอกาส สมัยแม่เป็นเด็กแม่เรียนหนังสือเก่งไม่เคยสอบได้ที่สองเลยต้องเป็นที่หนึ่งทุกครั้ง แต่แม่ไม่สามารถเรียนต่อได้เพราะครอบครัวยากจน ประกอบกับเกิดภาวะสงครามโลกครั้งที่ 2 ตากับยายไม่ให้แม่เรียนแม่ร้องไห้อยู่หลายวัน… ขอให้ลูกทุกคนตั้งใจเรียนให้สูงที่สุดช่วยสานฝันของแม่ให้เป็นจริง…”
ลูกทุกคนนอนห้าทุ่มตื่นตีสามช่วยแม่ค้าขาย เป็นอีกช่องทางรายได้ช่วยรายได้ประจำของพ่อ ซึ่งต้องไปทำงานในที่ห่างไกล คำสอนและความตั้งใจของแม่เป็นแรงบันดาลใจให้เราฟันฝ่าอุปสรรคมาจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งถือว่า “ความสำเร็จในชีวิตมาจากคำสอนของแม่ฉัน”