วันพฤหัสบดี, เมษายน 30, 2552

นกปีกลายสก๊อตในกรงทอง


ครูอู๊ดที่บ้านหนองชาด เล่าว่า “บ่ายวันหนึ่งหลังจากทั้งฝนทั้งลมที่พัดแรงผ่านไป กิ่งตันชาดหักลงมากองกับพื้นดิน มองเห็นรังนกและลูกนกปีกลายสก๊อต จำนวน 2 ตัวตกอยู่ ไม่เห็นแม่นกในบริเวณนั้น จึงได้นำลูกนกปีกลายสก๊อตทั้งสองตัวมาเลี้ยงโดยไปซื้ออาหารสำเร็จสำหรับนกขุนทองมาละลายน้ำแล้วป้อนให้ ลูกนกตัวหนึ่งไม่สามารถรอดชีวิตได้เพราะขาสองข้างผิดปกติอาจเป็นเพราะตกมากระแทกกับพื้นก็เป็นได้ อีกตัวหนึ่งรอดจึงเลี้ยงมาเรื่อย ๆ โดยหวังว่าถ้าโตแข็งแรง บินได้จะปล่อยไป ยิ่งเลี้ยงยิ่งน่ารักหัวโตกว่าตัว เลยตั้งชื่อว่า “ไอ้หัวโต” ไอ้หัวโตไม่ยอมบินปีกก็ไม่งอก หางก็ไม่งอก ได้แต่กระโดดไปมา นำออกมาจากกรงได้แต่กระโดดร้อง “แกก...แกก”แม้เวลาผ่านไปปีกว่าแล้ว คืนหนึ่งดึกแล้วไอ้หัวโตร้องเสียงดังลั่นขอความช่วยเหลือ จึงลงไปดูที่กรง ไอ้หัวโตเกือบตายขนกระจาย งูเขียวกำลังจะจัดการถ้าไม่ลงมาช่วยคงต้องเลี้ยงงูเขียวแทนไอ้หัวโตแล้ว”
สรุปว่าไอ้หัวโตปีกลายสก๊อตที่เห็นในภาพปรารถนาจะเป็นนกน้อยในกรงทองของครูอู๊ดจึงไม่ยอมงอกปีกงอกหาง ไม่คิดจะไปไหน อยู่ในกรงครูอู๊ดนี่แหละดีแล้ว

นกหัวขวานด่างอกลายจุด


“นกหัวขวานด่างอกลายจุด” Fulvous – breasted Woodpecker Dendrocopos macei

นกหัวขวานด่างอกลายจุด เพศผู้สังเกตที่ หัว ก้นสีแดงส้ม ขนาด 17-18 เซนติเมตร พบที่ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาขอนแก่น อำเภอบ้านไผ่ เวลา 9.10 น. วันที่ 27 เมษายน 2552 ที่ระดับความสูงจากน้ำทะเล 195 เมตร หากินเดี่ยว พฤติกรรมเกาะแนบกิ่งด้านล่างแนบทั้งตัวและหาง ใช้ปากเจาะบริเวณกิ่งต้นแดงตามแนวท่อลำเลียงอาหาร เจาะ 4 รู เป็นแนว เจาะจนถึงแนวโพรงหนอน บางครั้งเกาะนิ่ง ๆ ใช้ปากแตะบริเวณกิ่งอยู่เฉย 3-5 นาที แล้วเริ่มเจาะตำแหน่งใหม่สันนิษฐานว่าที่เกาะเฉยๆเพื่อใช้ประสาทที่ปลายปากรับรู้การเคลื่อนที่ของหนอนในโพรง จากนั้นจึงเลือกเจาะตำแหน่งเป้าหมาย เช้าวันนั้นอุณหภูมิ 32.4 องศาเซลเซียส

คนรักม้า คนเลี้ยงม้าที่บ้านหนองชาด


ถ้าพูดถึงแก่งตะนะหรือเขื่อนปากมูลคนทั่วประเทศนึกออกได้ว่าอยู่จังหวัดอุบลราชธานี รู้ถึงความขัดแย้งของชุมชนเกี่ยวกับน้ำ เกี่ยวกับเขื่อน เกี่ยวกับวิถีชีวิตชาวประมงลุ่มน้ำมูล แต่เรื่องที่เขียนนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับครูคนหนึ่งที่รักม้า กลัวม้า แต่มาเป็นคนเลี้ยงม้าพันธุ์พื้นบ้าน ที่บ้านหนองชาด อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี
ครูชูชาติ วารปรีดี ภูมิลำเนาเป็นคนจังหวัดลำปาง ด้วยวิถีของการเป็นข้าราชการ ทำให้ครูชูชาติมาอยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานี มามีชีวิตและครอบครัวที่นั่น เป็นเวลากว่า 20 ปีแล้ว ครู ชูชาติเล่าว่า “เหตุแห่งการมาเป็นคนเลี้ยงม้าเกิดจากวันหนึ่งพาลูกชายตัวเล็กๆ ชื่อ“ปอบปูลา” เข้าไปในหมู่บ้านและรับรู้เรื่องราวว่า ม้าถูกฆ่าโดยใช้กระสอบคุมหัวแล้วใช้ค้อนทุบจนตายเพื่อนำไปทำลูกชิ้น ทั้งพ่อลูกสลดใจโดยเฉพาะปอบปูลา จากเหตุที่รับรู้ในวันนั้นครูชูชาติเริ่มคิด หากเหตุการณ์เป็นไปเช่นนี้ไม่ช้าม้าพันธุ์พื้นบ้านของจังหวัดอุบลราชธานีซึ่งเป็นสัตว์กู้ชาติต้องสูญพันธุ์แน่ ๆ ครูชูชาติจึงเริ่มต้นศึกษาเรียนรู้กับภูมิปัญญาภูมิรู้ท้องถิ่นเกี่ยวกับม้าทั้งที่ กลัว ๆ กล้า ๆ วันเวลาผ่านไปหลายปี ครูชูชาติได้ชักชวนชาวบ้านหนองชาดมาร่วมกันอนุรักษ์ม้าและก่อตั้งชมรมอนุรักษ์ม้าพันธุ์พื้นบ้านขึ้น เพื่อการเรียนรู้ เพื่อการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ เพื่อการบำบัดเด็กพิเศษ ปัจจุบันชมรมมีม้าอยู่ กว่า 40 ตัว”
ครูชูชาติสรุปตอนท้ายของการพูดคุยว่า “ผมไม่ได้คิดอะไรมากเพียงแต่ทำในสิ่งที่ถูกต้อง ทำในสิ่งที่ควรทำ เพื่อให้ชนรุ่นหลังได้เห็นคุณค่าของม้าพันธุ์พื้นบ้าน ซึ่งเป็นสัตว์ที่ร่วมกู้ชาติให้ประเทศเป็นไทถึงทุกวันนี้เท่านั้น”

วันศุกร์, เมษายน 24, 2552

ต้นหมากเม่าหรือจะสู้ยูคาได้











สมัยที่เป็นเด็กเรียนหนังสือชั้นประถมศึกษาอยู่ชนบทในภาคเหนือ ถึงเดือนพฤศจิกายน มีกิจกรรมลูกเสือเดินทางไกลเข้าค่ายพักแรม พวกเราเด็ก ๆ จะชอบมาก เพราะการเดินทางไกลต้องเดินผ่านป่าแพะ (ป่าเบญจพรรณ) ลูกเสือตัวเล็กจะแวะข้างทางเก็บลูกไม้ชนิดหนึ่งเม็ดเล็ก ๆ สีแดง ๆ ม่วง ๆ รสเปรี้ยวอมฝาดกินด้วยความอร่อย ลูกไม้ในดวงใจของพวกเรานั่นก็คือ “หมากเม่า” หรือ “มะเม่า” นั่นเอง
“หมากเม่า” ต้นไม้ป่าที่มีอยู่คู่ประเทศไทยเกือบทุกภาคเป็นพืชตระกูลเดียวกับต้นเบอร์รี่ ไม้ยืนต้นอายุยืนชนิดนี้ต้นโต ๆ อาจมีขนาดถึงสี่คนโอบ เมื่อโตเต็มที่สูงประมาณ 5-10 เมตร เริ่มออกดอกผลเมื่ออายุได้ 1-2 ปี ออกดอกคล้าย ๆ ยอดกะเพราแต่ละช่อดอกยาวประมาณ 1-2 นิ้ว เมื่อติดผล ผลจะแน่นติดกันเป็นสีเขียว และทยอยสุก จากสีแดง ๆ ไปถึงสีม่วงเข้ม หมากเม่าเป็น 7-ELEVEN ของนกในธรรมชาติ นกกินผลไม้เช่น นกปรอด รวมถึงกระรอก กระแต กินหมากเม่า หมากเม่านับว่ามีคุณค่าต่อธรรมชาติสิ่งแวดล้อม
วันนี้มีโอกาสลงพื้นที่ อำเภอวัฒนานคร เจ้าหน้าที่ห้องสมุดประชาชนอำเภอ นำเดินผ่านป่ายูคา ป่าเศรษฐกิจ ป่าต้นกระดาษของบริษัททำกระดาษชื่อดังเขาแหละ ไปหัวไร่ปลายนาซึ่งเป็นสระน้ำเก่าแก่ที่พ่อแม่เขามอบไว้เป็นมรดกพร้อมที่ดิน
ป่าหัวไร่ปลายนาพื้นที่นิดเดียวเต็มไปด้วยพืชพันธุ์นับร้อยชนิด เช่น หมากเม่า พะยูง ไข่เน่า กะบก และที่ไม่รู้จักอีกมาก เขาพาไปดูต้นหมากเม่าและยกให้ 5-10 ต้นให้ขุดเอาเอง ขนาดสูงประมาณหนึ่งฟุตเพื่อนำไปปลูกไว้ที่ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาสระแก้ว ไว้เป็นแหล่งอาหารของนกในอนาคตชดเชยต้นไม้ในธรรมชาติที่นับวันจะหายไปจากพื้นที่บริเวณนี้แล้ว
มาถึงบัดนี้มุมมองเกี่ยวกับต้นหมากเม่าที่เรามองเป็นมุมมองเล็ก ๆ ไม่น่าสนใจในสายตาของคนที่มองตนเองว่า เพื่อความอยู่รอด เพื่อความรุ่มรวยของเขา ลูกหลานจะเป็นอย่างไรก็ช่าง....มุมมองเช่นนั้น “ต้นหมากเม่าหรือจะสู้ยูคาได้”

วันพฤหัสบดี, เมษายน 23, 2552

ลดโลกร้อนได้เมื่อลดเผาป่าริมทาง


ใครก็ตามหากเป็นนักเดินทาง ภาพที่มักพบเห็นเสมอ ๆ คือภาพของป่าริมทางหรือหญ้าป่าพงริมทางถูกเผา จะโดยตั้งใจมุ่งหวังเพื่อกำจัดวัชพืชกำจัดป่าริมทาง หรือไม่ได้ตั้งใจเป็นอุบัติเหตุจากการทิ้งก้นบุหรี่ หรือจุดไฟด้วยวัตถุประสงค์ใด ๆ แล้วไม่ดับให้สนิทเป็นเหตุให้เกิดไฟไหม้ขึ้น สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้เกิดความสูญเสียหลาย ๆ อย่างทั้งสิ้น
ริมถนนสายสุวรรณศร หมายเลข 33 ที่เริ่มจากจังหวัดสระบุรี ผ่านนครนายก ปราจีนบุรี ไปอำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ก็มีภาพการเผาป่าริมทางให้เห็นอยู่เนื่อง ๆ ดังเช่นภาพที่ปรากฏ
หากมาวิเคราะห์แยกแยะความสูญเสียจากการเผาป่าริมทางอาจพบความเสียหายได้หลายประการดังนี้
· ประการแรก ทรัพย์สินทางราชการเสียหายเช่น สายไฟฟ้า สายโทรศัพท์ เมื่อถูกไฟไหม้รัฐต้องนำเงินภาษีอากรของชาติมาใช้จ่ายแก้ไข โดยไม่ใช่เกิดจากเหตุอันควร อาจกล่าวได้ว่า เป็นการเสียซ้ำซ้อนคือ “ทรัพย์สินเสียหายแล้วยังต้องสูญเงินภาษีอากรอีกด้วย”
· ประการที่สอง สูญเสียโอกาสในการใช้ทรัพย์สินไปในช่วงเวลาซ่อมแซม เช่นสูญเสียการติดต่อสื่อสารในกรณี โทรศัพท์ หรือ ภาคธุรกิจภาคราชการ ไม่สามารถดำเนินกิจการในช่วงเวลาไฟฟ้าดับ ซึ่งบางครั้งอาจประเมินค่าความเสียหายไม่ได้ เป็นต้น
· ประการที่สาม การเผาป่าริมทางคือการเผาชีวิตทั้งพืชและสัตว์ในวงกว้าง ชนิดที่ขาดการควบคุม ไฟจะรุกไหม้ไปถึงไหน กี่ชีวิตที่สูญเสียมิได้คำนึงถึง ชีวิตบางชนิดอาจสูญพันธุ์ในเหตุการณ์ป่าริมทางถูกเผาในครั้งนั้นก็อาจเป็นได้
· ประการที่สี่ การเผาป่าริมทางมักลุกลามสู่บ้านเรือนที่อยู่อาศัย สวนผลไม้ไร่พืชผล ทำให้เกิดความสูญหายโดยผู้เป็นเจ้าของทรัพย์สินมิได้ปรารถนาให้เกิดขึ้น
· ประการที่ห้า การเผาไหม้ทำให้เกิดความร้อน เป็นความร้อนที่เพิ่มขึ้นให้กับโลกนี้ในทางตรง ในทางอ้อมการเผาไหม้ทำให้เกิดก๊าซคาบอนไดออกไซด์ ก๊าซคาบอนมอนนอกไซด์ เป็นเหตุให้เกิดภาวะเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศซึ่งเป็นตัวเร่งให้โลกร้อนผลกระทบที่เห็นชัดเจนที่สุดเมื่อภาวะโลกร้อนทำให้น้ำแข็งบริเวณขั้วโลกละลาย ส่งผลให้น้ำในมหาสมุทรสูงขึ้น หากเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภายในไม่กี่ปีน้ำทะเลจะรุกท่วมแผ่นดิน ในไม่ช้าเราอาจพบว่า จังหวัดสระแก้ว จังหวัดลพบุรี ถูกน้ำทะเลท่วมไปหมดแล้ว ไม่น่าเชื่อ...ถ้าไม่เกิดขึ้นจะดีไหม
· ประการที่หก.....
· ประการที่เจ็ด....
เรามาช่วยกันคิด ช่วยกันทำ ช่วยกันหาวิธีการที่จะพิทักษ์ธรรมชาติรักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อโลก เพื่อเรา

วันอาทิตย์, เมษายน 19, 2552

ลีลาวดีในสวนประดู่ป่า







ลีลาวดี เป็นชื่อไม้ดอกชนิดหนึ่ง ชื่อดั่งเดิมคือ “ ลั่นทม” ความเป็นมาของต้นลั่นทม
ดูซับซ้อนอาจกล่าวได้ว่าเป็นไม้ต้องห้ามในอดีต คนไทยสมัยก่อนจึงไม่นิยมปลูกด้วยความเชื่อต่างๆนาๆ เช่น ลั่นทมเป็นต้นไม้ที่ปลูกได้เฉพาะในวังหรือในวัดเท่านั้น ยางต้นลั่นทมเป็นพิษถ้าเข้าตา ตาอาจบอดได้ไม่ควรปลูกในบ้าน ลั่นทมเป็นต้นไม้ที่แสดงถึงความเศร้าโศกนิยมปลูกในสุสานของชาวต่างชาติ ด้วยความเชื่อดังกล่าว เราจึงเห็นลั่นทมต้นโตๆ อยู่ที่วัด อยู่ที่วัง เช่น วัดเขาวัง เกาะสีชัง
วัดภูเขาทอง อันที่จริงแล้วต้นลั่นทมโตๆ เป็นตัวแทนที่บอกเล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ได้บ้างเหมือนกัน ลั่นทมดั่งเดิมไม่ใช่ไม้ดอกของไทยเรา แต่เป็นไม้ดอกที่ถูกนำมาจากต่างประเทศอาจจะโดยนักเดินทาง เช่นชาวโปรตุเกส ชาวอังกฤษ ชาวฝรั่งเศส หรือชาติอื่นๆ นำมาปลูกในช่วงการแสวงหาอาณานิคมก็เป็นได้ ลั่นทมเข้ามาในประเทศไทยที่มีบันทึกไว้ในช่วงเวลาสมัยรัชกาลที่ 5 ประมาณ 100 กว่าปีมาแล้วนำมาจากประเทศอินโดนีเซีย ที่ผ่านมาเคยพบต้นโตๆที่นครหลวงพระบาง ประเทศเพื่อนบ้าน เข้าใจเองว่าถูกปลูกสมัยฝรั่งเศสครอบครองคนลาวเรียกลั่นทมว่าดอกจำปา
ปัจจุบันนี้ ลีลาวดีนิยมปลูกในบ้าน ในสวน ในรีสอร์ท มีการนำเข้าพันธุ์ใหม่ๆจากต่างประเทศเพื่อการค้ามีหลากหลายสายพันธุ์ ทั้งสีสันและกลิ่นที่หอมเย็น ที่ประดู่ป่าแคมป์ สวนข้างบ้านลีลาวดี กำลังออกดอกในช่วงเดือนเมษายน ส่งกลิ่นหอมเย็นๆ ไปทั่วสวน สวยงามเยือกเย็น ไม่ลึกลับซับซ้อนอีกต่อไป

ชายหาดแห่งกาลเวลา


ความเปลี่ยนแปลงและการเป็นไปของเหตุการณ์ต่างๆบนโลกเรา ในปัจจุบันสามารถรับรู้จากระบบการสื่อสารที่ทันสมัย ทั้งภาพและเสียง ผ่านโทรทัศน์ ผ่านระบบ Internet แน่นอนว่าภาพที่เห็นนั้นมีทั้งจริง มีทั้งเท็จ มีทั้งจริงบ้างเท็จบ้าง ทุกภาพที่ผ่านการสื่อสารออกไปย่อมกระทบอารมณ์ของผู้คน ภาพเดียวกันที่เห็นทุกคนก็คิดไม่เหมือนกัน ด้วยว่าแต่ละคนมีกระบวนทัศน์ (Paradigm) ของตนแตกต่างกัน บางคนชอบก็เชียร์ บางคนชังก็แช่ง บางคนรัก บางคนเกลียดบางคนสงสาร
เหมือนดั่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นของประชาชนในประเทศไทย ระหว่างปี พ.ศ. 2551-2552 มีการเรียกร้องความต้องการต่างๆ โดยใช้สีเสื้อเป็นเขตแบ่งมวลชน สีเหลืองบ้าง สีแดงบ้าง มีสี น้ำเงินเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย ไม่ว่าจะเป็นสีเสื้อใด ไม่ว่าความต้องการนั้นคืออะไร ไม่ว่าความประสงค์นั้นบรรลุเป้าหมายหรือไม่ ไม่ว่าความสูญเสียนั้นจะมากน้อยเพียงใด กาลเวลาก็กลืนกินเหตุการณ์เรื่องราวนั้นๆไป
หากจะเปรียบเทียบความเป็นไปในโลกนี้เป็นชายหาดสักแห่งหนึ่งมี หิน ทราย กุ้ง หอย ปู ปลา แมงกะพรุน หอยเม่น เป็นเหตุการณ์ที่ปรากฏ เมื่อคลื่นกระทบฝั่งแต่ละครั้งทุกอย่างก็เปลี่ยนแปลงไปแล้ว มิได้จริงแท้แน่นอนจีรังยั่งยืน โลกจึงเหมือน “ ชายหาดแห่งกาลเวลา” นั้นเอง

วันพฤหัสบดี, เมษายน 09, 2552

ดอกกันเกรา



ที่อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก มีหมู่บ้านหนึ่งชื่อ “บ้านหนองกันเกรา” สันนิฐานว่าหมู่บ้านนี้เคยมีต้นกันเกราอยู่เป็นจำนวนมาก ปัจจุบันถามถึงต้นกันเกราเด็กๆไม่รู้จัก ไม่เคยเห็น หากพูดคุยกับผู้สูงอายุพอบอกเล่าถึงต้นกันเกราได้บ้าง เช่น ไม้กันเกราเป็นไม้ที่มีเนื้อเหนียว นิยมนำมาทำดุมเกวียน ทำอุปกรณ์ที่เป็นส่วนประกอบของเกวียน ทำเสาบ้าน ปัจจุบันไม่มีต้นกันเกราแล้ว
เดือนนี้เป็นเดือนเมษายน กันเกราออกดอกสีเหลืองอ่อน กลิ่นหอมเบาๆ คุณค่าของไม้กันเกรา ข้อมูลจาก http://th.wikipedia.org ระบุว่า ต้นกันเกรามีชื่อเรียกอื่นว่า มันปลา ตำเสา เป็นไม้มงคล เป็นต้นไม้ประจำจังหวัดนครพนม มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Fagraea fragrans แก่นมีรสฝาด ใช้เข้ายาบำรุงธาตุ แน่นหน้าอก เปลือกใช้บำรุงโลหิต รักษาผิวหนังพุพอง
สรุปว่า เรารักต้นกันเกรา เรามาปลูกต้นกันเกราในวันที่ 22 มิถุนายน ซึ่งเป็นวันต้นไม้แห่งชาติกันเถอะนะ

ของขวัญจากธรรมชาติ




ธรรมชาติทุกแห่งหนไม่ว่าจะเป็นป่าไม้ ภูผาหรือพื้นดิน ล้วนแล้วแต่เป็นแหล่งประทานของขวัญแก่มวลมนุษย์ทั้งสิ้น ของขวัญที่สำคัญและล้ำค่านั้นคือ “กล้วยไม้ป่า” กล้วยไม้ป่าเกือบทุกชนิดมีสีสันที่สวยงาม เบ่งบานทนนาน บางชนิดเกาะตามคาคบของต้นไม้ กิ่งไม้ บางชนิดเกาะชูช่ออยู่กับภูผา บางชนิดเกิดเป็นกล้วยไม้ดินในป่าพรุ ป่าน้ำซับ หลากหลายสายพันธุ์
ความนิยมเลี้ยงกล้วยไม้ป่าทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีการนำกล้วยไม้ป่าออกจากป่าจากผู้คน 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่ง เป็นชาวเขา ในภาคเหนือ นำออกมาพอประมาณจำหน่ายให้กับนักท่องเที่ยว หากจำหน่ายไม่หมดก็นำกล้วยไม้กลับไปเลี้ยงไว้กับต้นไม้ใกล้บ้าน แล้วนำมาขาย อีก กลุ่มที่สอง เป็นชาวเรา นำมาจากตะเข็บชายแดนในภาคอีสานและภาคอื่นๆ ขายเป็นกอง ๆ ขายไม่ได้ก็นำไปทิ้ง ที่สวนจตุจักรก็เคยเห็น..เรามาช่วยกันตั้งคำถามว่า ทำอย่างไรของขวัญอันล้ำค่าจากธรรมชาติคือกล้วยไม้ป่า จะยังคงอยู่คู่ป่าไม้ คู่ภูผาและพื้นดิน โดยมีผู้คนนำไปเลี้ยงเพื่อขยายพันธุ์ให้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นอยู่คู่ประเทศไทยคู่โลกตราบนานเท่านาน

ความเชื่อ




“คอปเตอร์” เป็นเด็กที่ชอบนอนสะดุ้งผวา เมื่ออายุได้ 7 เดือน พ่อของคอปเตอร์ได้ปรึกษาเพื่อนถึงวิธีแก้ปัญหาลูกไม่ให้นอนสะดุ้งผวา เพื่อนได้ให้เครื่องรางของขลังมาอย่างหนึ่งเรียกว่า “ปลัดขิก” พ่อนำมาร้อยเชือกผูกเอวให้คอปเตอร์ โดยเชื่อว่าลูกจะนอนไม่สะดุ้งผวา คอปเตอร์จึงมีปลัดขิกผูกเอวตั้งแต่บัดนั้นมา
เวลาผ่านไปปีนี้คอปเตอร์มีอายุเจ็ดขวบแล้ว คอปเตอร์ไม่เคยถอดปลัดขิกออกจากเอวเลย ปลัดขิกจึงเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายไปแล้ว
วันก่อนได้พูดคุยกับคอปเตอร์ ถามเขาว่า “หนูผูกปลัดขิกไว้ที่เอวทำไมนะ” คอปเตอร์ตอบว่า ผูกไว้แล้วหมาไม่กัด..งูก็ไม่ฉก..นกก็ไม่จิก..ปลอดภัยดีครับ
สรุปว่า ปลัดขิกอันเดียวกันพ่อกับลูกชายเชื่อไม่เหมือนกัน แปลกดีแฮ่...

วันพุธ, เมษายน 08, 2552

เส้นทางหรือลานประหาร

เช้าวันหนึ่ง อากาศสดใส จิตใจก็สงบนิ่ง ขับรถยนต์จากบ้านพักเพื่อไปทำงาน ขับไปได้ระยะหนึ่งพบเห็นซากสุนัขถูกรถชนตาย ตัวที่หนึ่ง ตัวที่สองไม่ห่างกันนัก ซากนกเอี้ยง.....ซากนกกะปูด ซากนกเขา ซากแมวสีขาวนอนตายลืมตาโพลงเห็นลูกตาข้างเดียว ซากงู.....นับชีวิตที่ดับดิ้นบนท้องถนนกว่าจะถึงที่ทำงานระยะทาง 150 กิโลเมตร นับจนลืมว่ามีกี่ชีวิตกันแน่ที่จากโลกนี้ไปแล้ว......

โอ้... ถนนที่บ่งบอกถึงความเจริญ ถนนที่ทำให้การเดินทางสะดวกสบาย รวดเร็ว ถนนของมนุษย์แต่ดูเหมือนว่า ถนนเป็นลานประหารเพื่อนมนุษย์ที่นับจำนวนไม่ถ้วน..... ช่วยคิดด้วยเถอะความตายถึงแม้จะเป็นเรื่องธรรมดา..... แต่ความเมตตาก็ควรมีอยู่ในใจของมนุษย์ทุกคนไม่ใช่รึ....

วันอังคาร, เมษายน 07, 2552

2522 ถึง 2552


เมื่อเจ็ดเมษายนสองพันห้าร้อยยี่สิบสอง เทพธิดาจุติ เป็นเด็กหญิงตัวเล็กๆ มีรหัสประจำตัวว่า “ ลูกหวาย” เธอเริ่มพูดและเดินได้เมื่ออายุประมาณ 8 เดือน ตัวเล็กแต่พัฒนาการดีเยี่ยมทุกอย่าง หาก พี่ ป้า น้า อา จะให้อะไรรับประทาน ก็จะถูกตั้งคำถามว่า “มีโปรตีนรึเปล่า” เป็นที่ฮากันประจำ เรื่องเรียนหนังสือก็ไม่ด้อยกว่าใครเลือกเรียนโปรแกรม Inter..... จบปริญญายังรักษาเกียรตินิยมไว้ได้อยู่

เธอท่องไปในโลกกว้างชดเชยความฝันของพ่อแม่ผู้ให้ชีวิต ยิ่งพบปะผู้คนมาก ยิ่งแกร่ง ยิ่งรอบรู้ ยิ่งฉลาด มาบัดนี้ถึงเวลาที่เธอจะออกเรือน ซึ่งก็น่าเหมาะสมด้วยวัย ยี่สิบเก้าแก่ ๆ แล้ว
“ลูกหวาย” เติบโตเป็นผู้ใหญ่ เส้นทางเดินของลูกชัดเจน มั่นคง ที่บ้านสวนเรามีหมาตัวน้อยๆ ลูกสาวชาวมอญเพิ่งอายุครบ 1 ขวบในวันเดียวกันคือเจ็ดเมษายน เธอมีรหัสว่า “แพร”หรือ“แพรพะยูง” เป็นเพื่อนแก้เหงาคนแก่เพลินดีเหมือนกัน

วันพฤหัสบดี, เมษายน 02, 2552

ดินถิ่นเกิด







"บ้านดิน"ทำด้วยดิน มีเหงื่อเป็นน้ำผสมลงในดิน มีการลงแขกแรงกายจากเพื่อนบ้านเป็นมิตรภาพสายสัมพันธ์ บ้านจึงร่มเย็นในฤดูร้อน อบอุ่นในฤดูหนาวและปลอดภัยในฤดูฝน บ้านดินเติมชีวิตที่พอเพียงให้กับคนทุกคนที่เห็นคุณค่าของ"ดิน"รู้รักดินถิ่นเกิด

วันอังคาร, มีนาคม 31, 2552

ปราสาทเขาน้อยสีชมพูครั้งที่สอง


ปราสาทเขาน้อยสีชมพู ในวันที่ 31 มีนาคม 2552 ดูสดใสแปลกตา ด้วยช่วงเวลานี้ต้นตะแบกผลัดใบมีดอกสีม่วงอ่อน ๆ บานอยู่เต็มต้นฟ้าเลยดูโปร่งใส พื้นดินรอบ ๆ บริเวณปราสาททั้งสามองค์ ชุ่มชื้น ฝนคงตกไปเมื่อวันวาน ปราสาทเขาน้อยสีชมพูตั้งอยู่บนภูเขาลูกเล็ก สูงจากระดับพื้นดินปกติไม่มาก สังเกตจากบันไดทางขึ้นนับก้าวแล้วประมาณ 100 กว่าขั้นเท่านั้น และเป็นบริเวณภูเขาที่อยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ทำให้พบเห็นสัตว์ เช่น กระรอก , กระแต(ตัวเล็กๆคล้ายกระรอก) , ไก่ป่า , นกกะปูด , นกแซงแซวสีเทา , นกกางเขน
เมื่อเข้าไปกราบไหว้พระปรางค์ ทำให้นึกถึงคนสมัยโบราณที่สร้างปรางค์ปราสาท เขาทำได้วิจิตร ประณีต สวยงาม และตั้งใจจริง ๆ เหลี่ยมของอิฐ ความโค้งเว้ารูปทรงที่ปรากฏน่าประทับใจมากและเมื่อได้อ่านข้อมูลรายละเอียดประกอบ ปราสาทเขาน้อยแล้ว ทำให้ทราบว่าปราสาทเขาน้อยสีชมพู เป็นพุทธสถานที่ก่อสร้างราว พ.ศ. 1180 นับถึงปัจจุบันก็ 1370 กว่าปีมาแล้ว
ข้อมูลเพิ่มเติม ปราสาทเขาน้อยสีชมพู ตำบลคลองน้ำใส อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว

วันจันทร์, มีนาคม 30, 2552

ฐานดิน


คนทุกคนย่อมมีความใฝ่ฝันหรือมีเป้าหมายในการดำเนินชีวิตของตนเองใช่ไหม เมื่อสามสิบปีที่ผ่านมา เรามีความใฝ่ฝันต้องการเป็นข้าราชการเพื่อรับใช้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ความใฝ่ฝันนั้นไม่เคยทำให้เราเปลี่ยนเส้นทางเลยตลอดเวลาการทำงานสามสิบกว่าปี งานสิ่งใดที่เป็นโอกาสที่จะทำถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เราทำ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ อนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรม การบวชเพื่อถวายในโอกาสต่าง ๆ แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รวมถึงการนำพาประชาชนศึกษาเรียนรู้แนวคิดทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง การพาประชาชน นักศึกษา ไปศึกษาแหล่งการเรียนรู้โครงการพัฒนาดินเปี้ยวอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่อำเภอบ้านนาและที่แห่งนี้แหละที่เป็นที่จุดประกายความคิดให้เราว่า หากวันใดเราได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษาศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา การพัฒนา “ฐานดิน” ให้เป็นฐานการเรียนรู้ต้องปรากฏ ณ ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของประชาชนชาวไทยทุกคน

วันพฤหัสบดี, มีนาคม 26, 2552

ความงามของ"ลูกสะบ้า"


สัปดาห์ที่ผ่านมามีโอกาสไปศึกษาการเลี้ยงตัวอ้นที่ดอยมูเซอ ดูแล้วก็น่าสนใจดีแต่จะเขียนถึงการเลี้ยงตัวอ้นในโอกาสหลัง เรื่องที่จะเขียนวันนี้เป็นเรื่อง “ลูกสะบ้า” เพราะเม็ดลูกสะบ้าที่พบที่ตลาดชาวเขาดอยมูเซอมีความสวยงามมาก ชาวเขาชั่งกิโลขายกิโลกรัมละ 20 บาท ซื้อมาหนึ่งกิโลนับเม็ดสะบ้าได้ 53 เม็ด ชาวเขานำฝักสะบ้ามาขายด้วยฝักยาวประมาณหนึ่งเมตรแต่ไม่คอยสนใจฝักเท่าไร
เหตุที่สนใจลูกสะบ้าเพราะลูกสะบ้าดูแกร่งผิวเป็นมันวาว มีรูปทรงและขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ดูเป็นศิลปะดี มองลูกสะบ้าทำให้คิดถึงลูกสาวคนโตคนเดียว ดูลักษณะถ้าจะเปรียบเทียบเธอกับลูกสะบ้าพอใกล้เคียงกันแกร่งสวยดูดี อีกประเด็นหนึ่งลูกสะบ้ายังเป็นอุปกรณ์ที่ใช้เล่นช่วงประเพณีสงกรานต์ในกลุ่มคนหลายชาติเช่น มอญ หรือคนไทยในภาคต่าง ๆ หากสนใจว่าเล่นสะบ้าเล่นอย่างไรให้เข้าไปดูใน Website http://www.prapayneethai.com/ ลูกสะบ้าเป็นเม็ดพืชจากฝักเถาไม้เลื้อย ที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ก็มีอาจพบได้บริเวณทางเดินขึ้นไปบริเวณสนามกอล์ฟเก่าที่ปิดไปแล้ว เถาของลูกสะบ้าจะเลื้อยไปบนต้นไม้ใหญ่จึงดูเหมือนว่าสะบ้าเป็นต้นไม้ใหญ่ไปเลย

วันพุธ, มีนาคม 25, 2552

นกปรอดสวนที่บ้านสวน




ห้องน้ำที่บ้านสวนเป็นห้องน้ำที่ออกแบบสบาย ๆ ไม่มีหลังคา และยังปลูกต้นลีลาวดี (ลั่นทม) ไว้ในห้องน้ำอีกหนึ่งต้น บริเวณกิ่งของลีลาวดีเอากล้วยไม้ตระกูลหวายไปแขวนไว้ 1 กระถาง เมื่อเข้าห้องน้ำมองลีลาวดีบ้าง มองกล้วยไม้บ้างก็เพลินดี
มาระยะหนึ่งต้องไปทำงานต่างจังหวัดหนึ่งสัปดาห์จึงได้กลับไปบ้านสวนครั้งหนึ่ง เจ้านกปรอดสวน (Streak-eared Bulbul) กลัวบ้านจะเหงาเลยมาอยู่เป็นเพื่อนทำรังที่กระถางกล้วยไม้นั่นแหละ
สัปดาห์แรกแอบดูที่รังเห็นไข่สองฟอง กลับไปอีกสัปดาห์เป็นลูกนกแล้วแต่มีเพียง 1 ตัว สัปดาห์ที่สามนกปรอดสวน(Streak-eared Bulbul) ก็พาลูกน้อยออกท่องเที่ยวพเนจรแล้ว
มีคำถาม ถามตัวเองว่า ทำไมนกปรอดสวน(Streak-eared Bulbul) จึงมาทำรังอยู่ใกล้คน เป็นเพราะเจ้าของบ้านไม่ได้อยู่บ้านในช่วงเวลากลางวันใช่ไหม หรือว่าต้องการให้คนปกป้องรังและลูกน้อยของมันให้พ้นอันตรายจากสัตว์อื่น ๆ ปรอดสวนไม่ต้องตอบก็ได้นะ

วันอังคาร, มีนาคม 24, 2552

เจ็ดเมษายนของลูกสาวคนเดียว

พอใกล้เดือนเมษายนของทุกปี ความรู้สึกบอกว่าใกล้เข้าสู่ฤดูร้อน ใกล้ถึงวันสงกรานต์และเป็นช่วงเวลาปิดเทอมของนักเรียนทั้งหลาย คุณครูก็เหมือนได้พักหายใจซักหนึ่งเดือน เด็กๆนักเรียนช่วงปิดเทอมไปหาที่เรียนพิเศษกันในกรุงเทพ ไปพักหอพักบ้างอยู่กับญาติบ้าง
ลูกหวายเป็นลูกสาวที่ช่วงเดือนเมษายนไม่ค่อยได้อยู่บ้านมาตลอดแม้ว่าในวันที่เจ็ดเมษายนจะเป็นวันคล้ายวันเกิดของเธอก็ตาม เกือบสามสิบปีมาแล้วที่ลูกหวายเร่ร่อนไปในที่ต่าง ๆ เมษาปีนี้ไปอยู่กับยาย เมษาปีนี้ไปเรียนพิเศษอยู่ที่กรุงเทพ เมษาปีนี้ไป Summer ที่ AUSTRALIA เมษาปีนี้ไปทุน AFS ที่ ITALY เมษาปีนี้ไปทำงานที่ซิดนีย์ สำหรับเมษายน สองพันห้าร้อยห้าสิบสอง เธอจะอยู่บ้านฉลองวันเกิดกับคุณพ่อ คุณแม่ น้องชายและใครอีกสักคนหนึ่ง เราจะไปดูหนังเรื่องก้านกล้วย 2 ด้วยกัน

วัดร่องขุ่นพุทธประติมากรรม


ที่จังหวัดเชียงรายมีประติมากรรมทางพุทธศาสนาแห่งหนึ่งที่ผู้คนหลั่งไหลไป เยี่ยมชมทั้งชาวไทย และจากชาวต่างประเทศ พุทธประติมากรรมแห่งนี้คือ “วัดร่องขุ่น” บุคคลผู้รังสรรค์วัดร่องขุ่นท่านเป็นศิลปินแห่งชาติคือ ท่านอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ศิลปินแห่งชาติชาวเหนือที่มีศิลปะหลุดพ้นกฎเกณฑ์หรืออาจกล่าวได้ว่า “ศิลปินแห่งจินตนาการ” เป็นจินตนาการที่เหนือกว่าความรู้ใด ๆ ภาพวัดร่องขุนที่ปรากฏจึงเป็นดั่งเทพนิยายบนสรวงสวรรค์ มีความโดดเด่น เบาพลิ้ว อ่อนไหว สงบนิ่ง สวยงามเหนือพรรณนา
ในหลายปีที่ผ่านมาท่านอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ไม่เคยหยุดการรังสรรค์ผลงานและท่านยังกล่าวไว้อีกด้วยว่า ในอนาคตลูกศิษย์ของท่านยังจะรังสรรค์ผลงานวัดร่องขุ่นต่อไปอีกสามรุ่น การกล่าวเช่นนี้เป็นการบอกให้ทราบว่า การที่ผู้คนหลั่งไหลมาเยี่ยมชมวัดร่องขุ่นนั้นเกิดจากวัดร่องขุ่นไม่หยุดการพัฒนา ศิลปะใหม่ ๆ จึงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในลักษณะที่เรียกว่า พลวัต (Dynamics) เป็นดั่งพายุหมุนขยายอย่างไร้ขอบเขต ความสวยงามแห่งพระพุทธศาสนาจึงเผยแผ่กระจายไปทั่วโลกอย่างต่อเนื่องและอีกยาวนานชั่วนิจนิรันดร์

วันจันทร์, มีนาคม 23, 2552

สตรอเบอร์รี่กับใบตองตึง


ที่ดอยมูเซอ จังหวัดตาก มีชาวเขาปลูกต้นสตรอเบอร์รี่ไว้ตามเนินเขาลดหลั่นกัน สตรอเบอร์รี่ที่นี่ผลอาจไม่ใหญ่เหมือนที่ปลูกที่จังหวัดเชียงใหม่หรือเชียงรายแต่ผลก็ดูสวยงาม การปลูกสตรอเบอร์รี่ปลูกเป็นร่องและทำเหมือนขั้นบันได บริเวณโคนต้นสตรอเบอร์รี่ตลอดร่องที่ปลูก ชาวเขานำใบไม้ชนิดหนึ่งเรียกว่า “ใบตองตึง” ใบใหญ่มีลักษณะคล้ายใบสักมาคลุมดินไว้ด้วยวัตถุประสงค์คือรองรับผลสตรอเบอร์รี่ ทำให้ผลสตรอเบอร์รี่ดูสวยงามไม่สัมผัสกับพื้นดินและป้องกันไม่ให้มดกัดผลสตรอเบอร์รี่อีกด้วย
ภูมิปัญญาชาวเขาหรือภูมิปัญญาท้องถิ่นล้วนสั่งสมประสบการณ์เป็นภูมิรู้ การคาดเดาด้วยกระบวนทัศน์ (Paradigm) ของเราอาจทำไม่ได้ อาจผิดจากความเป็นจริงดั่งเช่นตัวอย่างใบตองตึงที่ชาวเขานำมาคลุมดินโคนต้นสตรอเบอร์รี่ มิใช่เพื่อป้องกันการระเหยของน้ำอย่างที่คิด แต่ความจริงแล้วเพื่อป้องกันมดกัดผลสตรอเบอร์รี่...ฉะนั้นการได้ซักถามสัมภาษณ์จากผู้รู้จริง ผู้ปฏิบัติจริงจึงเป็นคำตอบที่น่าจะถูกต้องที่สุด